ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบ 3 สนาม สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายลักษณะพยาน



ชื่อข้อมูล : หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง หน้าที่ต้องนำสืบเพื่อพิสูจน์ความผิด / พฤตินัย ?ทัศนัยพิทักษ์กุล
หมวด : รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายลักษณะพยาน
สิทธิใช้งาน : สำหรับสมาชิก (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 17 และกลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 


รายละเอียด

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6317/2534       


ป.วิ.อ. มาตรา 174

 
ป.อ. มาตรา 268

  
   จำเลยได้นำสมุดเงินฝากของธนาคารไปยื่นประกอบเรื่องราวขอวีซ่าไปประเทศสหรัฐอเมริกา ปรากฏว่า สมุดเงินฝากของธนาคารเป็นเอกสารปลอม เมื่อคดีโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ทำปลอมสมุดเงินฝากของธนาคาร ก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยรู้ว่าสมุดเงินฝากของธนาคารเป็นเอกสารปลอม โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยใช้เอกสารปลอม ย่อมมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าสมุดเงินฝากของธนาคารปลอม ซึ่งถ้าจำเลยไม่รู้ความจริงดังกล่าวแม้จำเลยนำเอกสารไปใช้ จำเลยก็ไม่มีความผิดทางอาญา.

  
________________________________

  
โจทก์ฟ้องว่า มีคนร้ายหลายคนบังอาจลักเอาแบบพิมพ์สมุดเงินฝากประจำ ซึ่งยังไม่ได้ใช้ของธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาบางลำภูเล่มหมายเลข ก.863126-863150 จำนวน 25 เล่มไป ต่อมาจำเลยได้นำสมุดบัญชีเงินฝากประจำของธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาบางลำภูเล่มหมายเลข ก.863139 ซึ่งเป็นสมุดเงินฝากส่วนหนึ่งที่ถูกคนร้ายลักไปดังกล่าวไปยื่นต่อผู้มีชื่อเพื่อประกอบเรื่องขอวีซ่าเดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา ณ สถานกงสุลอเมริกา ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมสมุดเงินฝากของธนาคารกสิกรไทยจำกัด สาขาบางลำภู เล่มหมายเลข ก. 863139 ซึ่งถูกคนร้ายลักไปดังกล่าว ทั้งนี้โดยจำเลยได้ร่วมกับพวกที่หลบหนีลักทรัพย์ดังกล่าวหรือมิฉะนั้นก็รับเอาสมุดเงินฝากของธนาคารกสิกรไทย จำกัด ดังกล่าวนั้นไว้โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ และจำเลยกับพวกที่หลบหนีได้บังอาจร่วมกันปลอมสมุดเงินฝากประจำของธนาคารกสิกรไทย จำกัด ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิขึ้นทั้งเล่มโดยจำเลยกับพวกนำสมุดเงินฝากประจำของธนาคารกสิกรไทย จำกัดเล่มหมายเลข ก.863139 มากรอกข้อความให้เป็นสมุดเงินฝากประจำของธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาถนนเพชรบุรีตัดใหม่ พิมพ์ชื่อนางสาวจิรพร ใจสิทธากุล และจำเลยเป็นผู้ฝากร่วมกัน พิมพ์จำนวนเงินลงในสมุดนั้นและปลอมลายมือชื่อพนักงานธนาคารกสิกรไทย จำกัดลงในช่องผู้รับมอบอำนาจพร้อมทั้งปลอมรอยตราธนาคารกสิกรไทยจำกัด ประทับลงในสมุดเงินฝากนั้น ต่อมาจำเลยได้บังอาจนำสมุดเงินฝากประจำที่จำเลยกับพวกร่วมกันทำปลอมขึ้นดังกล่าวมาใช้ประกอบหลักฐานการขอวีซ่าเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกา ต่อพนักงานสถานกงสุลสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด พนักงานสถานกงสุลสหรัฐอเมริกา ผู้อื่นและประชาชนขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268,335, 357 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 5)พ.ศ. 2525 มาตรา 11 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4

 
จำเลยให้การปฏิเสธ

 
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265 มาตรา 268 วรรคแรก แต่ให้ลงโทษฐานใช้ตามมาตรา 268วรรคสอง ให้จำคุก 2 ปี ให้คืนสมุดของกลางแก่เจ้าของ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

 
จำเลยอุทธรณ์

 
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

 
โจทก์ฎีกา

 
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตามฟ้องหรือไม่ สำหรับข้อหาปลอมเอกสารหมาย จ.1 นั้น โจทก์ไม่มีพยานมานำสืบว่า จำเลยปลอมเอกสารดังกล่าว คดีคงได้ความจากการนำสืบพยานของโจทก์เพียงว่าจำเลยได้นำเอกสารหมาย จ.1 ไปยื่นประกอบเรื่องราวขอวีซ่าไปประเทศสหรัฐอเมริกา โดยยื่นต่อนางสมพงษ์ โกมลฤทธิ์ ผู้ช่วยกงสุลอเมริกันประจำสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาในประเทศไทยเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2529 และปรากฏว่า เอกสารหมาย จ.1 เป็นเอกสารปลอม แต่โจทก์ก็มิได้นำสืบว่า จำเลยรู้หรือไม่ว่าเอกสารหมายจ.1 นั้นเป็นเอกสารปลอม เมื่อคดีโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ทำปลอมเอกสารหมาย จ.1 ก็ยังถือไม่ได้ว่า จำเลยรู้ว่าเอกสารหมาย จ.1 เป็นเอกสารปลอม โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยใช้เอกสารปลอมนั้นโจทก์ก็มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ว่า จำเลยรู้อยู่แล้วว่าเอกสารหมาย จ.1ปลอม เพราะจำเลยอาจไม่รู้ว่าเอกสารหมาย จ.1 เป็นเอกสารปลอมตามที่จำเลยนำสืบก็ได้ ซึ่งถ้าจำเลยไม่รู้ความจริงดังกล่าวแม้จำเลยนำเอกสารนั้นไปใช้ จำเลยก็ย่อมไม่มีความผิดทางอาญา เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบว่า จำเลยใช้เอกสารหมาย จ.1 โดยรู้อยู่แล้วว่าเอกสารหมาย จ.1 เป็นเอกสารปลอม คดีก็ฟังลงโทษจำเลยไม่ได้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้วฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

 
พิพากษายืน.

    
(อุดม มั่งมีดี - พนม พ่วงภิญโญ - จองทรัพย์ เที่ยงธรรม)

  
หมายเหตุ

  
 ในคดีอาญาโจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยเสมอ ถ้าจำเลยให้การปฏิเสธ หรือไม่ให้การเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 หากโจทก์ไม่สืบ ศาลต้องพิพากษายกฟ้องหรือไม่พิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดที่ฟ้องได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 862/2503,1500/2508)การนำสืบของโจทก์นั้น ได้วางหลักว่า ต้องเป็นการนำพยานหลักฐานมาสืบสนับสนุนข้อเท็จจริงตามฟ้องให้ปรากฏในคดี การถามค้านของโจทก์ซึ่งทำให้ปรากฏคำรับของจำเลยก็ดี ข้อเท็จจริงที่ทำลายน้ำหนักคำพยานของจำเลยก็ดี ถือว่าข้อเท็จจริงที่ได้มานั้นไม่ใช่ข้อเท็จจริงจากการนำสืบของโจทก์ ดังแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3691/2533และ 3674/2532 ซึ่งวินิจฉัยว่า เป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องนำสืบว่าจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว แต่ในชั้นพิจารณาสืบพยานโจทก์มิได้นำสืบให้ได้ความดังกล่าวแม้ในชั้นสืบพยานจำเลยจำเลยตอบคำถามค้านของโจทก์ว่า จำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้พกพาอาวุธปืนมาก่อน ก็ถือไม่ได้ว่า โจทก์นำสืบให้เห็นว่าจำเลยกระทำผิดในข้อหานี้แล้ว จึงลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าวไม่ได้ นอกจากนี้โจทก์จะอ้างว่า จำเลยไม่พิสูจน์ความจริงว่า จำเลยเคยมีใบอนุญาตให้มีและพาอาวุธปืนติดตัว แสดงว่า จำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้มีและพาอาวุธปืนอันเป็นการผลักภาระหน้าที่นำสืบของโจทก์ไปให้จำเลยโดยไม่มีกฎหมายสนับสนุนหาได้ไม่ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3297/2531) สาเหตุที่ต้องคำนึงว่า การพิสูจน์ความผิดของจำเลยต้องเกิดจากการนำสืบของโจทก์ในคดี เพราะระบบกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของไทยเป็นระบบกล่าวหา จึงให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของจำเลยผู้ถูกกล่าวหาอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ดี การนำสืบข้อเท็จจริงของโจทก์ให้ปรากฏในคดีนั้น ศาลฎีกายังได้วางแนวว่า ให้พิจารณารวมข้อเท็จจริงทั้งหมดที่โจทก์นำมาสู่คดี อาทิเช่นคำให้การชั้นสอบสวนด้วยดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5881/2530 ซึ่งวินิจฉัยว่า แม้จะไม่ได้อาวุธปืนที่จำเลยใช้ตีผู้เสียหายมาเป็นของกลางก็ตาม แต่จำเลยก็ให้การในชั้นสอบสวนรับว่าจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนซึ่งเจือสมคำฟ้องของโจทก์ ทั้งพยานโจทก์ที่นำสืบก็ฟังได้ว่าจำเลยได้ใช้อาวุธปืนที่ติดตัวไปตีทำร้ายผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย

 
 การพิสูจน์ความผิดฐานใช้เอกสารปลอมนั้น ที่โจทก์ต้องพิสูจน์ว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าสมุดเงินฝากของธนาคารเป็นเอกสารปลอม ก็เพื่อพิสูจน์ว่าผู้กระทำได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดเป็นการพิสูจน์เจตนาของจำเลย แต่การนำสืบประเด็นข้อนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับโจทก์ที่จะนำสืบ ถ้าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารแล้วโจทก์จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องมีพยานหลักฐานแสดงให้เห็นว่า จำเลยนั้นรู้เห็นเป็นใจหรือมีส่วนร่วมกับผู้ปลอมเอกสารนั้น จึงจะนำสืบประเด็นข้อนี้ได้การนำสืบของโจทก์เพียงว่า สมุดเงินฝากของธนาคารสูญหายไป โดยสมุดเงินฝากของธนาคารนั้นยังไม่ได้ลงรายการไว้ และนำสืบข้อเท็จจริงว่า สมุดเงินฝากที่จำเลยนำไปยื่นมีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีร่วมกับผู้อื่นเช่นนี้ จำเลยย่อมนำสืบโต้แย้งได้ว่าการมีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากร่วมกับผู้อื่นนั้น เป็นการกระทำของผู้เป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากร่วมกับตนในการปลอมรายการเอกสาร โดยจำเลยไม่ได้ร่วมรู้เห็นด้วยหรือมีส่วนร่วมในการปลอมสมุดเงินฝากของธนาคาร ทำให้ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบเกิดข้อสงสัยว่า จำเลยจะเป็นผู้ปลอมสมุดเงินฝากของธนาคารหรือไม่เช่นดังในคดีนี้

 
 จากคดีนี้ได้ชี้ให้เห็นว่า ระบบกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่เป็นระบบกล่าวหาการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยหรือพิสูจน์ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิด นั้น ถือเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในชั้นสืบสวนสอบสวน ซึ่งต้องทำอย่างมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง มิฉะนั้นจะกระทบไปถึงการนำสืบของโจทก์เพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยในคดี และอาจเป็นการริดรอนสิทธิเสรีภาพของผู้ถูกกล่าวหาโดยมิชอบได้.

 
  พฤตินัย  ทัศนัยพิทักษ์กุล


---------------------------------------------------------------------
ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------

จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 808 ครั้ง

 


หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง หน้าที่ต้องนำสืบเพื่อพิสูจน์ความผิด / พฤตินัย ?ทัศนัยพิทักษ์กุล |รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายลักษณะพยาน ที่ LawSiam.com
บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 0 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากอาจารย์ผู้สอน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่ม ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 

  




คำแนะนำ

1. สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ [email protected]