ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบ 3 สนาม สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายแพ่ง



ชื่อข้อมูล : หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง มูลหนี้ตามเช็คพิพาทมีมูลหนี้ที่ผิดกฎหมายรวมอยู่ด้วย / นเรศ กลิ่นสุคนธ์
หมวด : รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายแพ่ง
สิทธิใช้งาน : สำหรับสมาชิก (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 17 และกลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 


รายละเอียด

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1721/2535  

     
ป.อ. มาตรา 21

 
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 มาตรา 4

  
   จำเลยทั้งสองออกเช็คชำระหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์ เช็คเรียกเก็บเงินไม่ได้จำเลยทั้งสองจึงออกเช็คพิพาทให้โจทก์ใหม่แทนฉบับเดิมโดยสั่งจ่ายเพิ่มขึ้นจากหนี้เดิมในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ถือว่ามูลหนี้ตามเช็คไม่ใช่หนี้กู้ยืมเงิน จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามกำหนดมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อออกเช็คพิพาทชำระหนี้แก่โจทก์ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนดชำระหนี้เดิม โจทก์จึงมีสิทธิคิดค่าเสียหายจากการชำระหนี้ล่าช้าได้ และจำเลยทั้งสองยินยอมโดยออกเช็คพิพาทฉบับใหม่แก่โจทก์มูลหนี้ตามเช็คพิพาทจึงสมบูรณ์ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย   ในกรณีที่กำหนดโทษจำคุกเป็นเดือน เมื่อรวมถึง 12 เดือน ให้คิดเป็นจำนวนวัน 360 วัน มิใช่ถือเป็น 1 ปี เพราะจำนวนวันจำคุกจะคิดได้ถึง 365 หรือ 366 วัน ย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลย.

  
________________________________

  
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91

 
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

 
โจทก์อุทธรณ์

 
ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลพิพากษากลับให้ประทับฟ้อง

  
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

 
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 จำเลยทั้งสองกระทำผิดรวม 2กระทง ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 30,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 8 เดือน รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 60,000 บาทจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

 
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

 
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

 
จำเลยทั้งสองฎีกา

 
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหามาสู่ศาลฎีกาเฉพาะข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์โดยโจทก์ให้จำเลยทั้งสองสั่งจ่ายเงินเพิ่มขึ้นจากหนี้เดิมคิดเป็นอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดหรือไม่ ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายนี้ ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนซึ่งฟังเป็นยุติว่า เดิมจำเลยทั้งสองซื้อสินค้าวาล์วไปจากโจทก์และได้ออกเช็คสองฉบับเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์แต่เช็คนั้นเรียกเก็บเงินไม่ได้ ต่อมาจำเลยทั้งสองได้ออกเช็คพิพาทสองฉบับให้โจทก์ใหม่ แทนเช็คสองฉบับเดิมโดยสั่งจ่ายเงินเพิ่มขึ้นจากจำนวนหนี้เดิม ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือร้อยละ 18 ต่อปีรวมเข้าไปด้วย ต่อมาโจทก์นำเช็คพิพาททั้งสองฉบับเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารเพื่อให้ช่วยเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับ เห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บัญญัติว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กัน และดอกเบี้ยนั้นมิได้กำหนดอัตราไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันใดอันหนึ่งชัดแจ้งไซร้ท่านให้ใช้อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี และมาตรา 224 วรรคแรก บัญญัติว่า หนี้เงินนั้นท่านให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีถ้าเจ้าหนี้อาจเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้น โดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น บทบัญญัติสองมาตรานี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับดอกเบี้ย โดยให้คิดอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในกรณีที่ไม่มีการตกลงอัตราดอกเบี้ยกันไว้แต่หากคู่กรณีตกลงกำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีก็บังคับกันได้นอกจากนี้ มาตรา 224 วรรคท้าย ยังบัญญัติไว้อีกว่าการพิสูจน์ค่าเสียหายอย่างอื่นนอกกว่านั้น ท่านอนุญาตให้พิสูจน์ได้ข้อเท็จจริงปรากฏว่ามูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับไม่ใช่หนี้กู้ยืมเงิน แต่เป็นหนี้ค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 ซื้อจากโจทก์และจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ได้ชำระหนี้ตรงตามกำหนดมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อจำเลยทั้งสองขอออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ใหม่ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนดชำระหนี้เดิม โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดค่าเสียหายกรณีชำระหนี้ล่าช้าได้ และจำเลยทั้งสองก็ตกลงยินยอมให้คิดในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี แล้วออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับสั่งจ่ายเงินเพิ่มจำนวนขึ้นจากหนี้เดิมตามที่ตกลงไว้เช่นนี้ มูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับจึงสมบูรณ์ ไม่ต้องห้ามตามกฎหมายดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดนั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น แต่ที่ลงโทษจำเลยที่ 2 ให้จำคุกกระทงละ8 เดือน รวม 2 กระทง ให้จำคุก 1 ปี 4 เดือน นั้นยังไม่ถูกต้องเนื่องจากในการคำนวณระยะเวลาจำคุกนั้น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21วรรคสองบัญญัติว่า ถ้าระยะเวลาที่คำนวณนั้นกำหนดเป็นเดือน ให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน ถ้ากำหนดเป็นปี ให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ ฉะนั้นในกรณีที่กำหนดโทษจำคุกเป็นเดือนในส่วนที่เมื่อรวมกันถึง 12 เดือน ก็จะคิดจำนวนวันที่จำคุกเพียง 360 วัน แต่ถ้าถือว่าการลงโทษจำคุก 12 เดือน เป็นกำหนดโทษจำคุก 1 ปี แล้ว จะคิดจำนวนวันที่จำคุกได้ถึง 365 วันหรือ 366 วัน ย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลยศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องเสียด้วย"

 
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุกกระทงละ 8 เดือนรวม 2 กระทง เป็นให้จำคุก 16 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

    
(สนัด หมายสวัสดิ์ - นำชัย สุนทรพินิจกิจ - สุชาติ สุขสุมิตร)

  
หมายเหตุ

  
 ตามฎีกามีข้อพิพาทประการหนึ่งว่า มูลหนี้ตามเช็คพิพาทมีมูลหนี้ที่ผิดกฎหมายรวมอยู่ด้วยหรือไม่ หากมีมูลหนี้ที่ผิดกฎหมายอยู่ด้วยก็จะถือว่า การออกเช็คพิพาทนั้นไม่เป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อพิพาทที่ได้ยกขึ้นต่อสู้คดีในชั้นพิจารณาของศาลเสมอมา

 
 แนวฎีกาได้เคยวินิจฉัยมาโดยตลอดว่า หากเจ้าหนี้ผู้ทรงเช็คเรียกดอกเบี้ยจากหนี้เงินที่มีอยู่สูงเกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กฎหมายกำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475มาตรา 3 ศาลฎีกาถือว่า เช็คพิพาทได้มีการเรียกเงินที่มีมูลหนี้ผิดกฎหมายรวมอยู่ด้วย การออกเช็คยังไม่เป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค

 
 คำพิพากษาฎีกาที่ 1291/2505 เจ้าหนี้จำนองเอาดอกเบี้ยจำนองเกินจากที่กำหนดไว้ในสัญญา เรียกเอาประโยชน์เพิ่มนอกจากดอกเบี้ยที่ต้องเสียและเป็นเรื่องดอกเบี้ยซ้อนอันเป็นความผิดอาญาตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ แล้วจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ได้ออกเช็คแก่เจ้าหนี้เมื่อชำระเงินดังกล่าวแล้ว แม้ธนาคารจะไม่มีเงินพอจ่ายให้ตามเช็ค เมื่อเจ้าหนี้ไม่ขอรับเงินนั้นก็ดี จำเลยก็ไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ

 
 คำพิพากษาฎีกาที่ 634/2518 โจทก์นำเงินมาลงทุนให้จำเลยค้าพลอยโดยไม่ได้แบ่งส่วนกำไร แต่คิดเป็นดอกเบี้ยร้อยละ 2.50 บาทต่อเดือนเป็นการให้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตรา ผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 เช็คที่ออกเมื่อใช้ดอกเบี้ยบังคับไม่ได้ ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ

 
 คำพิพากษาฎีกาที่ 464-465/2535 จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทชำระหนี้เงินกู้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ที่มีการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดซึ่งเป็นความผิดต่อ พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ มาตรา 3 รวมอยู่ด้วย เช็คพิพาทจึงเป็นเช็คที่มีมูลหนี้ผิดกฎหมายรวมอยู่ด้วย การออกเช็คพิพาทของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดต่อ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ

 
 ตามคำพิพากษาฎีกานี้ แม้โจทก์ผู้ทรงเช็คจะเรียกให้จำเลยทั้งสองออกเช็คฉบับใหม่ชำระหนี้เพิ่มจากหนี้เดิมในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ18 ต่อปี ซึ่งเกินกว่าที่พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราพ.ศ.2475 มาตรา 3 ก็ตาม แต่ศาลฎีกาก็ถือว่ามูลหนี้ตามเช็คดังกล่าวเป็นมูลหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยวางหลักวินิจฉัยดังนี้

 
 ประการที่ 1 มูลหนี้ตามเช็คมิใช่หนี้กู้ยืมเงิน หนี้ดังกล่าวจึงกำหนดอัตราดอกเบี้ยได้โดยไม่ขัดต่อ พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ มาตรา 3

 
 ประการที่ 2 จำเลยผิดนัดชำระหนี้ไม่ตรงตามกำหนด ทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายในส่วนได้รับชำระหนี้ช้าได้

 
 ประการที่ 3 โจทก์จำเลยได้ตกลงกันในหนี้ใหม่แล้ว จากพฤติการณ์ที่จำเลยออกเช็คฉบับใหม่ชำระหนี้ที่มีการเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ18 ต่อปี รวมอยู่ด้วยให้แก่โจทก์

 
 ดังนี้แสดงให้เห็นว่า การออกเช็คพิพาทแม้เรียกดอกเบี้ยสูงเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ มูลหนี้ตามเช็คก็ชอบด้วยกฎหมายหากเข้าเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้น จากคำพิพากษาฎีกานี้จึงเป็นการวางแนววินิจฉัยที่ก่อให้เกิดความเป็นธรรมยิ่งขึ้นในสภาพเศรษฐกิจสังคมยุคปัจจุบัน เพราะหากกำหนดให้เรียกชำระหนี้ได้โดยมีอัตราดอกเบี้ยในวงจำกัดเจ้าหนี้ผู้ทรงเช็คก็คงได้รับความเสียหาย.

 
  นเรศ  กลิ่นสุคนธ์


---------------------------------------------------------------------
ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------

จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 619 ครั้ง

 


หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง มูลหนี้ตามเช็คพิพาทมีมูลหนี้ที่ผิดกฎหมายรวมอยู่ด้วย / นเรศ กลิ่นสุคนธ์ |รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายแพ่ง ที่ LawSiam.com
บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 0 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากอาจารย์ผู้สอน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่ม ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 

  




คำแนะนำ

1. สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ [email protected]