คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1170/2537
ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)
ป.อ. มาตรา 354
การที่ ป.เจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์หนึ่งส่วนที่เหลือให้ผู้จัดการมรดกแบ่งปันให้แก่ผู้ใช้นามสกุล "ส.ตันสกุล"ตามที่เห็นสมควร ต่อมาศาลมีคำสั่งตั้ง จ. เป็นผู้จัดการมรดกแล้วจ. โอนทรัพย์มรดกเป็นของตน โดยมิได้จัดการโอนทรัพย์มรดกส่วนที่เหลือดังกล่าวให้โจทก์ซึ่งใช้นามสกุล ส.ตันสกุล นั้นแสดงว่าจ.ไม่เห็นสมควรที่จะแบ่งปันทรัพย์มรดกส่วนที่เหลือดังกล่าวให้โจทก์อันเป็นการปฏิบัติตามข้อกำหนดในพินัยกรรม จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของ จ. มิได้เป็นผู้จัดการมรดกของ ป. ไม่มีหน้าที่แบ่งปันทรัพย์มรดกของ ป. ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2(4)
________________________________
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายประสานส.ตันสกุล เจ้ามรดกซึ่งเป็นบิดาโจทก์ได้โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่158 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายประสานราคาประมาณ100,000,000 บาท โดยโจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของจำนวน 1.071 ส่วนคิดเป็นเงินประมาณ 14,000,000 บาท ให้แก่บริษัทโรงแรม88 จำกัดแล้วยักยอกเอาเงินทั้งหมดที่ขายได้เป็นของตนเองแต่ผู้เดียวทำให้โจทก์และทายาทอื่น ๆ ได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353, 354
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นลงชื่อรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า นายประสาน ส.ตันสกุล ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์1 ส่วน ที่เหลือให้ผู้จัดการมรดกแบ่งปันให้แก่ผู้ใช้นามสกุล"ส.ตันสกุล" ตามที่เห็นสมควร ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.2ต่อมาศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งตั้งนางจรรยา ส.ตันสกุล เป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2516 และวันที่ 28 มกราคม 2518นางจรรยาได้โอนทรัพย์มรดกเป็นของตนและถึงแก่กรรมในปี 2533การที่นางจรรยามิได้จัดการโอนทรัพย์มรดกให้โจทก์ในระหว่างที่เป็นผู้จัดการมรดก แสดงว่านางจรรยาไม่เห็นเป็นการสมควรที่จะแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามข้อกำหนดในพินัยกรรม และจำเลยก็ไม่ได้เป็นผู้จัดการมรดกของนายประสานไม่มีหน้าที่แบ่งปันทรัพย์มรดกของนายประสานให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ต่อไป ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้วฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
(สถิตย์ ไพเราะ - พรชัย สมรรถเวช - สมคิด ไตรโสรัส)
หมายเหตุ
ตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่บันทึกมีข้อสังเกต คือ
(1) โจทก์ในคดีนี้เป็นเพียงทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของนายประสานเจ้ามรดกตามบทบัญญัติของกฎหมายเท่านั้นทั้งข้อเท็จจริงในคดีนี้นางจรรยาผู้จัดการมรดกไม่เห็นสมควรให้ที่ดินส่วนที่เหลือแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่เป็นผู้รับพินัยกรรมของนายประสานเมื่อนายประสานเจ้ามรดกได้ยกที่ดินแปลงที่พิพาทตกแก่ผู้ใดโดยทำพินัยกรรมไว้ ที่ดินแปลงพิพาทก็ตกเป็นของผู้นั้นตามเจตนาเผื่อตายของเจ้ามรดกโจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมจึงไม่มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งที่ดินที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมให้ผู้อื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1620 ผู้รับพินัยกรรมในคดีนี้ไม่จำต้องแบ่งที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1012/2485
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1012/2485 เมื่อตามพินัยกรรมระบุยกทรัพย์สินสิ่งใดให้ผู้รับโดยเฉพาะผู้รับก็มีสิทธิเกี่ยวแก่ทรัพย์สินนั้นตามพินัยกรรมโดยไม่ต้องแบ่งให้ผู้อื่น
เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิรับทรัพย์สินตามพินัยกรรมของนายประสานนางจรรยากับผู้รับพินัยกรรมคนอื่นจึงไม่มีข้อพิพาทในเรื่องการแบ่งที่ดินที่เป็นมรดกตามพินัยกรรมอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นกับโจทก์ นางจรรยากับผู้รับพินัยกรรมคนอื่นจึงตกลงกันทำสัญญาแบ่งปันที่ดินดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850ประกอบมาตรา 1750 วรรคสอง โดยมิต้องตกลงกับโจทก์นางจรรยาจึงมีสิทธิโอนทรัพย์มรดกที่ดินแปลงที่ระบุไว้ในพินัยกรรมมาเป็นของตนได้นัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1337/2519
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1337/2519 การที่ทายาทของเจ้ามรดก รวมทั้งจำเลยทั้งสองทำบันทึกข้อตกลงของทายาทว่า ทายาททุกคนไม่ถือว่าจะต้องแบ่งทรัพย์กันตามพินัยกรรม แต่หากต่างตกลงกันตามที่เห็นสมควรเพื่อเป็นการระงับข้อพิพาทซึ่งจะมีขึ้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850(ประกอบมาตรา 1750 วรรคสอง)แต่ละฝ่ายจึงได้สิทธิตามที่ได้แสดงไว้ในสัญญานี้
ทั้งการที่นางจรรยาได้ตกลงแบ่งปันกันระหว่างผู้รับพินัยกรรมนั้นก็มิใช่กรณีนางจรรยาผู้จัดการมรดกได้ทำนิติกรรมใด ๆ ซึ่งตนมีส่วนได้เสีย เป็นปรปักษ์ต่อกองมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1722 ทั้งนี้เพราะเป็นกรณีที่แบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างผู้รับพินัยกรรมเท่านั้น และกรณีตามมาตรา 1722 จะต้องเป็นเรื่องที่ผู้จัดการมรดกได้ทำนิติกรรมกับบุคคลภายนอก
(2) เมื่อนางจรรยาได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดในพินัยกรรมแล้วโดยไม่มีข้อเท็จจริงให้ฟังว่านางจรรยาได้กระทำผิดหน้าที่ผู้จัดการมรดก ย่อมถือว่านางจรรยาได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดกถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719จึงไม่จำต้องรับผิดแก่ทายาทของนายประสานแต่อย่างใด ดังนั้นโจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนางจรรยาหรือจำเลย ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางจรรยา
พีรพงศ์ ภาณุธรรมชัย
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 678 ครั้ง |