คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3085/2537
ป.อ. มาตรา 96
โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ล. ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหายักยอกทรัพย์ของบริษัท โดยโจทก์มิได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยไว้ก่อน ดังนี้ เมื่อได้ความว่าก่อนที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ต. ผู้ถือหุ้นอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์เช่นเดียวกับโจทก์ไม่ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยภายใน3 เดือนนับแต่วันที่ ด. รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยผู้กระทำความผิดแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยซึ่งเป็นกรรมการบริษัทฐานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353, 91
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก 6 เดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายพิพัฒน์ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ว่าพยานได้ตรวจสอบหลักฐานแล้วรู้ว่าจำเลยเป็นผู้ยักยอกทรัพย์ของบริษัทลัดสุภาอินเตอร์เทรด จำกัด ไป จึงได้แจ้งให้นางลัดดาศรีทราบเมื่อเดือนพฤษภาคม 2533 นางลัดดาศรีได้แจ้งให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2534 และโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 20 มีนาคม2534 โดยไม่มีผู้ใดร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยไว้ก่อน เห็นว่านางลัดดาศรีเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่งของบริษัทลัดสุภาอินเตอร์เทรดจำกัด เช่นเดียวกับโจทก์ ซึ่งศาลล่างทั้งสองไม่ได้ฟังว่านางลัดดาศรีเป็นผู้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดกับจำเลยดังที่โจทก์ฎีกา นางลัดดาศรีจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดี แก่จำเลยได้เช่นเดียวกับโจทก์ คดีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้เมื่อนางลัดดาศรีไม่ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยภายใน3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดซึ่งในกรณีนี้ถือว่ารู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดในเดือนพฤษภาคม 2533 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 20 มีนาคม 2534คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคำพิพากษาฎีกาที่โจทก์อ้างมาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
(นิวัตน์ แก้วเกิดเคน - เสมอ อินทรศักดิ์ - ดุสิต เพชรปลูก)
หมายเหตุ
ตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้เป็นเรื่องที่จำเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทถูกกล่าวหาว่าได้กระทำความผิดโดยยักยอกทรัพย์ของบริษัท ซึ่งเป็นนิติบุคคลเสียเอง ดังนั้น ผู้ถือหุ้นทุกคนจึงเป็นผู้เสียหาย ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยไว้แล้ว เช่น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1680/2520 วินิจฉัยว่ากรณีความผิดที่ได้กระทำต่อนิติบุคคลซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 5(3) บัญญัติให้ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลเป็นผู้ฟ้องคดีเท่านั้นถ้าผู้จัดการหรือผู้แทนเหล่านั้นเป็นผู้กระทำผิดต่อนิติบุคคลเสียเอง ดังนี้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นย่อมได้รับความเสียหาย ถือได้ว่าเป็นผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องคดีอาญาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28(2) ประกอบด้วยมาตรา 2(4)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 53/2521 วินิจฉัยว่ากรรมการกับผู้อื่นยักยอกทรัพย์ของบริษัท กรรมการไม่ฟ้องคดีอาญาผู้ถือหุ้นเป็นผู้เสียหายฟ้องกรรมการและผู้อื่นนั้น ขอให้ลงโทษฐานยักยอกได้
การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำกรรมเดียวแต่มีผู้เสียหายหลายคน ผู้เสียหายคนใดคนหนึ่งฟ้องคดีได้หรือแจ้งความร้องทุกข์ได้ (ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 448/2489) และเมื่อเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ผู้เสียหายจะต้องฟ้องคดีหรือแจ้งความร้องทุกข์ภายใน3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว มิฉะนั้นคดีจะขาดอายุความฟ้องร้อง เมื่อคดีนี้มีผู้เสียหายหลายคน และมีผู้เสียหายคนหนึ่งรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้วมิได้ฟ้องคดีหรือแจ้งความร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน แต่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายด้วยอีกคนหนึ่ง ได้ฟ้องจำเลยภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่ตนเองได้รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดปัญหามีว่าคดีโจทก์จะขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 แล้ว โดยไม่ได้คำนึงถึงระยะเวลาที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเลย เท่ากับว่าศาลฎีกาไม่ได้คำนึงถึงตัวผู้เสียหายหรือโจทก์ที่จะร้องทุกข์หรือฟ้องคดีเป็นการส่วนตัว แต่จะคำนึงถึง ตัวความผิดที่ได้ฟ้อง เป็นเกณฑ์ในการวินิจฉัย ดังนั้น หากผู้เสียหายไม่ว่าจะเป็นโจทก์หรือไม่ก็ตามหากได้รู้ถึงเรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดครั้งแรกอายุความก็ต้องเริ่มนับจากนั้นเป็นต้นไป ซึ่งเป็นไปตามหลักการตีความกฎหมายอาญา ที่ห้ามตีความให้เกิดผลร้ายกับจำเลย เพราะหากให้ผู้เสียหายร้องทุกข์หรือเป็นโจทก์ฟ้องคดีโดยอาศัยความรู้เป็นการส่วนตัวของผู้เสียหายแต่ละคนเป็นเกณฑ์แล้วก็จะทำให้เกิดผลร้ายแก่จำเลยได้
อนึ่ง ในความผิดกรรมเดียวที่มีผู้เสียหายหลายคนอย่างนี้หากผู้เสียหายคนใดคนหนึ่งได้ฟ้องคดีและศาลได้พิพากษาในความผิดซึ่งได้ฟ้องไปแล้วผู้เสียหายคนอื่นจะนำคดีมาฟ้องอีกไม่ได้ถือเป็นการฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4)(ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 559/2484,671/2493) ซึ่งเป็นไปตามหลักกฎหมายที่ว่าคน ๆ เดียวจะไม่ต้องรับโทษเพราะการกระทำอันเดียวกันซ้ำสอง และหากผู้เสียหายคนหนึ่งที่ได้แจ้งความร้องทุกข์หรือฟ้องคดีจำเลยไว้แล้วในความผิดต่อส่วนตัวถ้าผู้เสียหายคนนั้นได้ถอนคำร้องทุกข์หรือถอนฟ้องคดีหรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายนั้นเสียแล้วเห็นว่า น่าจะทำให้คดีระงับลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) ผู้เสียหายคนอื่นจะไปแจ้งความร้องทุกข์หรือฟ้องคดีเอาผิดกับจำเลยคนนั้นอีกไม่ได้เช่นกัน
อนันต์ ธรรมราช
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 2249 ครั้ง |