คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4854/2537
ป.พ.พ. มาตรา 150
ป.อ. มาตรา 59, 362
หนังสือสัญญาเช่าห้องพักระหว่างบ.ผู้เช่ากับจำเลยที่ 1ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าข้อ 3 ระบุว่า "ผู้เช่ายอมชำระค่าเช่าให้แก่ผู้ให้เช่าภายในวันที่ 30 ของเดือนทุก ๆ เดือน ถ้าไม่ชำระตามกำหนดนี้ ผู้เช่ายอมให้ผู้ให้เช่ายึดเงินประกันของผู้เช่าได้และใส่กุญแจห้องผู้เช่าก็ได้ หรือผู้เช่ายินยอมอนุญาตให้ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากห้องเช่าได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบ" ข้อ 9 ระบุว่า "ถ้าผู้เช่าประพฤติผิดล่วงละเมิดสัญญาแม้แต่ข้อหนึ่งข้อใด หรือกระทำผิดวัตถุประสงค์ข้อหนึ่งข้อใด ยอมให้ผู้ให้เช่าทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะเข้ายึดครอบครองสถานที่และสิ่งที่เช่าได้โดยพลันและมีสิทธิบอกเลิกสัญญาทันที" และข้อ 10 ระบุว่า "เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าก็ดีหรือผู้เช่าผิดสัญญาเช่าก็ดี ผู้เช่ายอมให้ถือว่าผู้เช่ายอมออกจากที่เช่า" ข้อสัญญาดังกล่าวนี้ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงใช้บังคับได้ เมื่อสัญญาเช่าครบกำหนดเวลาและจำเลยที่ 1 ได้บอกเลิกสัญญาเช่าด้วยแล้ว บ.และผู้เสียหายซึ่งอยู่ในห้องพิพาทโดยอาศัยสิทธิ บ. ย่อมไม่มีสิทธิอยู่ในห้องพิพาทต่อไป เมื่อ บ. ไม่ยอมออกไปจากห้องพิพาทจำเลยที่ 1 จึงใช้สิทธิตามหนังสือสัญญาเช่าห้องพัก โดยเข้าไปในห้องพิพาทแล้วใช้คีมหนีบกุญแจลูกบิดประตู บานพับหน้าต่างถอดเอาสะพานไฟฟ้าและเครื่องรับโทรศัพท์ในห้องพิพาทออกไปจึงไม่มีมูลความผิดฐานบุกรุก
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362,364, 365(2)(3), 83
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(2)(3) ประกอบมาตรา 362, 83 ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี ปรับคนละ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า นายบัญญัติเช่าห้องพิพาทซึ่งเป็นห้องพักเลขที่ 406ชามาอพาร์ตเมนต์ ถนนรามคำแหง แขวงวังทองหลาง เขตบางกะปิกรุงเทพมหานคร จากจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือนนับแต่วันที่1 กรกฎาคม 2533 นายบัญญัติและผู้เสียหายได้เข้าอยู่อาศัยในห้องพิพาทมาจนกระทั่งครบกำหนดตามสัญญา และยังคงอาศัยอยู่ในห้องพิพาทตลอดมาจนถึงวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ 1 เข้าไปในห้องพิพาทแล้วตัดไฟฟ้า(ถอดสะพานไฟฟ้า) ถอดเครื่องรับโทรศัพท์และกุญแจลูกบิดประตูออกไปคดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์นายบัญญัติและผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความสรุปได้ว่า นายบัญญัติและผู้เสียหายเข้าอยู่อาศัยในห้องพิพาทตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2533 ครบกำหนดตามสัญญาเช่าวันที่ 9 มกราคม 2534เมื่อสัญญาเช่าครบกำหนดแล้ว นายบัญญัติและผู้เสียหายยังคงอาศัยอยู่ในห้องพิพาทต่อมาโดยชำระค่าเช่าห้องพิพาทประจำเดือนมกราคม2534 แล้ว สำหรับค่าเช่าประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2534 ได้ตกลงกับจำเลยทั้งสองให้นำเงินประกันการเช่าที่นายบัญญัติวางไว้มาหักชำระทำให้นายบัญญัติและผู้เสียหายมีสิทธิอยู่ในห้องพิพาทได้จนถึงวันที่ 9 มีนาคม 2534 ส่วนจำเลยทั้งสองมีจำเลยทั้งสองและนายอรพล สมุห์เงิน เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อสัญญาเช่าห้องพิพาทครบกำหนดแล้ว จำเลยที่ 1 ได้บอกเลิกสัญญาแก่นายบัญญัติแล้วแต่นายบัญญัติและผู้เสียหายไม่ยอมออกไปจากห้องพิพาท และไม่ยอมชำระค่าเช่า จนกระทั่งวันเกิดเหตุนายบัญญัติและผู้เสียหายก็ยังไม่ยอมออกไปทั้งได้เปิดน้ำประปาและไฟฟ้าทิ้งไว้ด้วย จำเลยทั้งสองเข้าไปพูดเรื่องที่มีการเปิดน้ำประปาและไฟฟ้าทิ้งไว้กับเรื่องการออกไปจากห้องพิพาท นายบัญญัติบอกว่าตนจะออกไปจากฟ้องพิพาทดังกล่าวแล้ว ให้จำเลยทั้งสองเอาทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองออกไปได้ จำเลยทั้งสองเข้าใจโดยสุจริตว่ามีสิทธิทำได้ตามที่นายบัญญัติให้ความยินยอมและตามหนังสือสัญญาเช่าห้องพักเอกสารหมาย ล.1
ที่โจทก์ฎีกาว่า หนังสือสัญญาเช่าห้องพักเอกสารหมาย ล.1 ข้อ 3และข้อ 9 กำหนดให้ผู้ให้เช่าขนย้ายทรัพย์สินออกจากห้องเช่าและเข้ายึดครอบครองสถานที่และสิ่งที่เช่าได้โดยพลัน หากผู้เช่าผิดสัญญาเป็นเพียงข้อกำหนดให้ผู้ให้เช่าไม่ต้องรับผิดในทางแพ่ง มิใช่เป็นการยินยอมที่จะทำให้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดทางอาญานั้น เห็นว่าตามหนังสือสัญญาเช่าห้องพักเอกสารหมาย ล.1 ข้อ 3 ระบุว่า"ผู้เช่ายอมชำระค่าเช่าให้แก่ผู้ให้เช่าภายในวันที่ 30 ของเดือนทุก ๆ เดือนถ้าไม่ชำระตามกำหนดนี้ ผู้เช่ายอมให้ผู้ให้เช่ายึดเงินประกันของผู้เช่าได้ และใส่กุญแจห้องผู้เช่าก็ได้ หรือผู้เช่ายินยอมอนุญาตให้ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากห้องเช่าได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบ"ข้อ 9 ระบุว่า "ถ้าผู้เช่าประพฤติผิดล่วงละเมิดสัญญาแม้แต่ข้อหนึ่งข้อใด หรือกระทำผิดวัตถุประสงค์ข้อหนึ่งข้อใดยอมให้ผู้ให้เช่าทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะเข้ายึดครอบครองสถานที่และสิ่งที่เช่าได้โดยพลันและมีสิทธิบอกเลิกสัญญาทันที" และข้อ 10 ระบุว่า "เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าก็ดี หรือผู้เช่าผิดสัญญาเช่าก็ดี ผู้เช่ายอมให้ถือว่าผู้เช่ายอมออกจากที่เช่า" ข้อสัญญาดังกล่าวนี้ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงใช้บังคับได้ นายบัญญัติและจำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติตามสัญญานี้ เมื่อสัญญาเช่าครบกำหนดเวลาและจำเลยที่ 1 ได้บอกเลิกสัญญาเช่าแก่นายบัญญัติด้วยแล้วนายบัญญัติและผู้เสียหายไม่มีสิทธิอยู่ในห้องพิพาทต่อไป เมื่อนายบัญญัติไม่ยอมออกไปจากห้องพิพาท จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของห้องพิพาทผู้ให้เช่าจึงใช้สิทธิตามหนังสือสัญญาเช่าห้องพักเอกสารหมาย ล.1 ดังกล่าวได้ การกระทำตามฟ้องที่จำเลยทั้งสองเข้าไปในห้องพิพาทแล้วใช้คีมหนีบกุญแจลูกบิดประตู บานพับหน้าต่างถอดเอาสะพานไฟฟ้าและเครื่องรับโทรศัพท์ในห้องพิพาทออกไปจึงไม่มีมูลความผิดทางอาญา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
(สมพงษ์ สนธิเณร - สมศักดิ์ วิธุรัติ - อัครวิทย์ สุมาวงศ์)
หมายเหตุ
(1) นอกจากคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยว่าข้อสัญญาที่ให้ผู้ให้เช่าซื้อไปยึดรถที่เช่าซื้อคืนมาได้ย่อมใช้บังคับกันได้ จึงควรพิจารณาว่าข้อสัญญาดังกล่าวจะเป็นโมฆะหรือใช้บังคับกันได้หรือไม่ เพราะคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้วินิจฉัยว่าข้อสัญญาต่าง ๆ ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
(2) โดยหลักที่ว่าข้อสัญญาหรือสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาย่อมเป็นกฎหมายระหว่างคู่สัญญา (conventionallaw) ซึ่งมีที่มาจากการตกลงกัน(Salmond,Jurisprudence.1966,pp.114,124) จะตกลงยกเว้นกฎหมายเสียก็ยังได้ ถ้ามิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่ตกเป็นโมฆะ(ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 151) แต่ถ้าเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ก็เป็นโมฆะ (มาตรา 150)
(3) ตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ ข้อสัญญาเช่าข้อ 3 ที่ตกลงกันว่า ถ้าไม่ชำระค่าเช่าตามกำหนด ผู้เช่ายอมให้ผู้ให้เช่ายึดเงินประกันของผู้เช่าได้นั้น การยึดเงินในที่นี้ก็หมายถึงให้ริบเป็นของผู้ให้เช่านั่นเอง เห็นว่าเป็นข้อตกลงที่ใช้บังคับกันได้ถึงขนาดตกลงให้ริบกันก็ยังได้ มิใช่เป็นการตกลงที่ขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบ ฯลฯ ไม่ตกเป็นโมฆะ จะเห็นได้จากบทบัญญัติต่าง ๆใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ดูมาตรา 378(2),574 ฯลฯ เป็นต้น)
ข้อสัญญาข้อ 9 ที่ว่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาทันที ข้อ 10 ที่ว่าเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าก็ดี หรือผู้เช่าผิดสัญญาก็ดี ผู้เช่ายอมให้ถือว่าผู้เช่ายอมออกจากที่เช่าซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าไม่ขัดต่อความสงบฯนั้น ผู้บันทึกก็เห็นด้วยอีก เพราะเมื่อผิดสัญญาผู้ให้เช่าซื้อก็ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้อยู่แล้ว หรือเมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าผู้เช่าก็ต้องมีหน้าที่ออกจากที่เช่าอยู่แล้ว จะอยู่ต่อไปไม่ได้
(4) แต่ข้อตกลงข้อ 3 ที่ว่า "และใส่กุญแจห้องผู้เช่าก็ได้ หรือผู้เช่ายินยอมอนุญาตให้ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากห้องเช่าได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบ" ก็ดี ข้อ 9 ที่ว่า "ถ้าผู้เช่าประพฤติผิดล่วงละเมิดสัญญา แม้แต่ข้อหนึ่งข้อใด หรือกระทำผิดวัตถุประสงค์ข้อหนึ่งข้อใด ยอมให้ผู้ให้เช่าทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะเข้ายึดครอบครองสถานที่และสิ่งที่เช่าได้โดยพลัน"
ผู้บันทึกเห็นว่า เป็นข้อตกลงที่เป็นการขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบฯ เพราะเป็นการทำลายสิทธิตามสัญญาโดยให้คู่สัญญาใช้กำลังป้องกันคุ้มครองสิทธิของตนเองโดยไม่มีกฎหมายสนับสนุน กรณีไม่ต้องด้วย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 451เป็นการขัดต่อมาตรา 451 อย่างเห็นได้ชัด จะถือว่าตามพฤติการณ์จะขอให้ศาลหรือเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือให้ทันท่วงทีไม่ได้หาได้ไม่ กรณีเช่นขับไล่ผู้เช่าผู้อาศัยออกจากสถานที่เช่าที่อาศัย จะใช้กำลังเองโดยพลการไม่ได้ ต้องฟ้องร้องให้ศาลบังคับมิฉะนั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (ดูฎีกาที่ 910/2477,1353/2482,116/2513,768/2521 ฯลฯ) ถ้าหากให้ใช้กำลังบังคับกันได้เอง บ้านเมืองย่อมจะเกิดความวุ่นวาย
(5) อาจมีข้อแย้งขึ้นมาทันทีว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นความยินยอมของผู้เสียหายต่างหาก ความยินยอมย่อมไม่เป็นละเมิด(olentinonfitinjuria) ตามหลักกฎหมายทั่วไป
เราต้องเข้าใจว่า ความยินยอมเป็นพฤติการณ์หรือข้อเท็จจริงไม่ใช่นิติกรรมสัญญา เป็นการแสดงเจตนาฝ่ายเดียวของบุคคล ถ้าเกิดจากนิติกรรมสัญญาแล้วย่อมตกเป็นโมฆะ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 373) การที่ตกลงกันให้ผู้ให้เช่าทำได้ตามข้อ 3(ใส่กุญแจห้องและให้ผู้ให้เช่าขนย้ายทรัพย์สินของผู้เช่า) ตามข้อ 9(เข้าครอบครองสถานที่) ย่อมเป็นการตกลงกันล่วงหน้าเป็นข้อความยกเว้นมิให้ลูกหนี้ต้องรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 373 จึงตกเป็นโมฆะเฉพาะข้อตกลงในส่วนดังกล่าว
(6) อย่างไรก็ดี คดีนี้เป็นคดีอาญาโดยโจทก์ฟ้องจำเลยข้อหาฐานบุกรุก ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62,364,365(2)(3)เมื่อพิจารณาถึงเจตนาในการกระทำความผิด ด้วยเหตุข้อกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จำเลยมีความสำคัญผิดว่าตนมีอำนาจเข้าไปได้ แม้จะเป็นการรบกวนการครอบครองก็ตาม ย่อมถือว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิด ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ศาลควรยกฟ้องโจทก์เสียด้วยเหตุนี้
ไพจิตร ปุญญพันธุ์
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 1043 ครั้ง |