คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2813/2539
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46
ป.อ. มาตรา 59
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ข้อ 8
ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการคุ้มครองแรงงานข้อ46กำหนดบทนิยามคำว่าการเลิกจ้างไว้เพื่อให้ใช้แก่เรื่องค่าชดเชยตามประกาศนี้เท่านั้นมิได้มุ่งหมายให้นำไปใช้แก่เรื่องอื่นหรือกฎหมายอื่นเจตนารมณ์ของกฎหมายในเรื่องนี้มีเพื่อเป็นการช่วยเหลือให้ลูกจ้างมีเงินในระหว่างหางานใหม่เนื่องจากต้องออกจากงานโดยไม่รู้ตัวส่วนจะมีความผิดทางอาญาตามประกาศของคณะปฎิวัติฉบับที่103ลงวันที่16มีนาคม2515หรือไม่นั้นต้องพิเคราะห์ถึงเจตนาของจำเลยว่าได้กระทำไปโดยมีเจตนาไล่ผู้เสียหายออกจากงานและมีเจตนาไม่จ่ายค่าชดเชยแก่ผู้เสียหายในฐานะเป็นลูกจ้างหรือไม่
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประกาศของคณะปฎิวัติฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 ข้อ 8 ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ข้อ 46(1)(2)ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83
จำเลยทั้งสองให้การปฎิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ โดยอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประกาศของคณะปฎิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 ข้อ 8 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515ข้อ 46(1)(2) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 1 ให้ปรับ20,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้จำคุกมีกำหนด 6 เดือน และปรับ20,000 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีและลักษณะแห่งความผิดประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 แต่ถ้าจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการและมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 นางสาววราภรณ์ องอาจวาสนาที่ 1 และนางสาวสมนิตย์ ชัยมงคลทรัพย์ ที่ 2 ผู้เสียหายเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2535 และวันที่ 16พฤศจิกายน 2534 ตามลำดับ ต่อมาวันที่ 4 ธันวาคม 2535 ผู้เสียหายทั้งสองได้ออกจากงาน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวจึงต้องวินิจฉัยก่อนว่า จำเลยทั้งสองได้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติ ตามข้อกำหนดแห่งประกาศกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ในข้อ 46(1) และ (2) หรือไม่ เห็นว่าประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46ดังกล่าวกำหนดบทนิยามคำว่าการเลิกจ้างไว้เพื่อให้ใช้แก่เรื่องค่าชดเชยตามประกาศนี้เท่านั้น มิได้มุ่งหมายให้นำไปใช้แก่เรื่องอื่นหรือกฎหมายอื่นด้วย เจตนารมณ์ของกฎหมายในเรื่องนี้มีเพื่อเป็นการช่วยเหลือให้ลูกจ้างมีเงินในระหว่างหางานใหม่เนื่องจากต้องออกจากงานโดยไม่รู้ตัว ส่วนจะมีความผิดตามประกาศของคณะปฎิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 ซึ่งเป็นความผิดทางอาญาหรือไม่นั้น ก็ต้องพิเคราะห์ถึงจำเลยทั้งสองว่า ได้กระทำไปโดยมีเจตนาไล่ผู้เสียหายทั้งสองออกและมีเจตนาไม่จ่ายค่าชดเชยแก่ผู้เสียหายทั้งสองในฐานะเป็นลูกจ้างหรือไม่ ในข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของนางโรโดล่า จิโรนิโม แก้วดี พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้ช่วยฝ่ายบริหารของจำเลยที่ 1 ที่เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ก่อนจำเลยที่ 2 จะเรียกผู้เสียหายทั้งสองไปพบจำเลยที่ 2 ได้ปรึกษากับพยานว่า จะไม่ใช้วิธีไล่ผู้เสียหายทั้งสองออกจากงานแต่จะให้โอกาสโดยจะทำโทษไม่ให้ขึ้นเงินเดือนในปีใหม่และตัดโบนัส ถ้าหากยังมาทำงานสายก็จะตัดเงินวันละ 200 บาทซึ่งพยานก็เห็นด้วยกับจำเลยที่ 2 และในวันเกิดเหตุช่วงระหว่างร่วมรับประทานอาหารเที่ยงกับผู้เสียหายทั้งสองก็ปรากฏว่าผู้เสียหายทั้งสองได้พูดด้วยว่าจำเลยที่ 2 จะใช้วิธีตัดโบนัสไม่ขึ้นเงินเดือนถ้าหากมาทำงานสายจะตัดวันละ 200 บาท แสดงว่าจำเลยที่ 2กำลังเลือกใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงให้ผู้เสียหายทั้งสองทำงานให้มีประสิทธิภาพ ยังมิได้ตัดสินใจเด็ดขาดที่จะไล่ผู้เสียหายทั้งสองออก ดังจะเห็นได้จากการที่จำเลยที่ 2 เรียกผู้เสียหายทั้งสองเข้าไปพบแล้วให้ผู้เสียหายที่ 1 โทรศัพท์ไปสอบถามบิดาของผู้เสียหายที่ 1ก่อนว่าจะพูดว่าอย่างไรบ้าง ถ้าหากจำเลยที่ 2 ตั้งใจที่จะไล่ผู้เสียหายทั้งสองออกแล้วก็ไม่จำต้องให้ผู้เสียหายที่ 1 โทรศัพท์ไปสอบถามบิดาของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 2 สั่งให้ออกทันทีย่อมทำได้ การที่เรียกมาพบเพื่อหาวิธีทำโทษหรือปรามให้ทำงานโดยมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นก็เป็นวิธีการบริหารงานของจำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ต่อผู้เสียหายทั้งสองในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชานอกจากนี้ยังได้ความจาก นางสาววรินทร์ ประโลมพยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ว่า บ่ายวันเกิดเหตุผู้เสียหายทั้งสองกลับเข้ามาที่บริษัทจำเลยที่ 1 อีกครั้งจำเลยที่ 2เรียกผู้เสียหายทั้งสองเข้าไปพบที่ห้องทำงานอีกครั้งนานประมาณ1 ชั่วโมง พยานทราบจากผู้เสียหายทั้งสองว่า จำเลยที่ 2 เรียกไปพบเพื่อให้กลับเข้าทำงาน แต่ผู้เสียหายทั้งสองปฎิเสธจากนั้นก็ไม่มาทำงาน แสดงว่าจำเลยที่ 2 มิได้มีความตั้งใจที่จะไล่ผู้เสียหายทั้งสองเพียงแต่มีพฤติการณ์กล่าวโทษในกรณีที่ผู้เสียหายทั้งสองไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน หากจำเลยที่ 2 ประสงค์จะไล่ผู้เสียหายทั้งสองออกจากงานแล้วก็ไม่มีเหตุผลใดที่ให้นางสาววรินทร์โทรศัพท์ไปตามผู้เสียหายทั้งสองกลับมาทำงานทั้งยังได้มีหนังสือถึงผู้เสียหายทั้งสองให้กลับเข้ามาทำงานตามปกติตามเอกสารหมาย ล.6 เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับคำเบิกความของนางสาวศิริพร กาญจนสูตร เจ้าหน้าที่กองนิติการ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกระทรวงมหาดไทยที่เบิกความว่า เงินต่าง ๆที่ทางสำนักงานแรงงานกรุงเทพมหานคร เขตบางรัก แจ้งเตือนไปยังจำเลยที่ 1 ปรากฎว่าจำเลยที่ 1 ได้จ่ายให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองครบถ้วนแล้วยกเว้นแต่เพียงเงินค่าชดเชยเท่านั้นที่ผู้เสียหายทั้งสองอ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้พูดโทรศัพท์กับบิดาของผู้เสียหายที่ 1 ถึงกรณีที่ไล่ผู้เสียหายทั้งสองออกแล้วนั้นก็ไม่ปรากฏว่าบิดาของผู้เสียหายที่ 1 มาเบิกความยืนยันเช่นนั้น ดังนี้รูปคดียังเป็นที่สงสัยอยู่ว่า จำเลยที่ 2 จะได้ไล่ผู้เสียหายทั้งสองออกจากงานแล้วจริงหรือไม่ และที่จำเลยที่ 1 ยังมิได้จ่ายเงินค่าชดเชยให้ผู้เสียหายทั้งสองนั้นก็มีเหตุผลน่าเชื่อว่า จำเลยที่ 2เข้าใจโดยสุจริตว่ายังไม่ได้เลิกจ้างผู้เสียหายทั้งสอง และค่าชดเชยดังกล่าวก็ยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ว่าจำเลยที่ 1 จะต้องจ่ายหรือไม่ น่าจะว่ากล่าวกันในคดีที่ศาลแรงงานกลาง จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"
พิพากษากลับ ให้ยก ฟ้องโจทก์
(ทวีชัย เจริญบัณฑิต - ดำรุพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา - ดุสิต เพชรปลูก)
หมายเหตุ
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายตามประกาศของคณะปฎิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่16 มีนาคม 2515 ข้อ 2 หากนายจ้างและลูกจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติตามประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามข้อ 8และในข้อ 12 ได้บัญญัติว่า "เมื่อมีการกระทำความผิดตามประกาศของคณะปฎิวัติ ฉบับนี้ ให้คณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยอธิบดีกรมแรงงานอธิบดีกรมตำรวจหรือผู้แทน และอธิบดีกรมอัยการหรือผู้แทน มีอำนาจทำการเปรียบเทียบได้" ในทางปฎิบัติ เมื่อนายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ถือเป็นความผิดตามประกาศคณะปฎิวัติ ฉบับที่ 103 ข้อ 8 ลูกจ้างจะร้องเรียนต่อสำนักงานแรงงานในเขตท้องที่ เจ้าพนักงานจะเรียกนายจ้างมาให้ยอมรับผิดเพื่อส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ตามข้อ 12 เปรียบเทียบปรับ หากนายจ้างยอมรับผิดและยินยอมปฎิบัติ ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการไม่จ่ายค่าจ้าง ไม่จ่ายค่าชดเชย หรือเรื่องอื่นเจ้าพนักงานก็จะส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการเปรียบเทียบทำการเปรียบเทียบปรับแต่ถ้าหากฝ่ายนายจ้างไม่ยินยอมปฎิบัติ ตาม เจ้าพนักงานก็จะส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี ส่วนข้อเท็จจริงในคดีนี้ผู้เสียหายทั้งสองได้ไปร้องเรียนต่อสำนักงานแรงงานกรุงเทพมหานคร เขตบางรักให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองแล้ว แสดงว่า จำเลยทั้งสองไม่ยินยอมชำระค่าชดเชยให้แก่ผู้เสียหายทั้งสอง และไม่ยอมให้คณะกรรมการเปรียบเทียบปรับ พนักงานสอบสวนจึงส่งเรื่องไปยังพนักงานอัยการฟ้องคดี
ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงานข้อ 46 กำหนดบทนิยามคำว่า การเลิกจ้างไว้เพื่อให้ใช้แก่เรื่องค่าชดเชยตามประกาศนี้เท่านั้น มิได้มุ่งหมายให้นำไปใช้แก่เรื่องอื่นหรือกฎหมายอื่นด้วย เจตนารมณ์ของกฎหมายในเรื่องนี้มีเพื่อเป็นการช่วยเหลือให้ลูกจ้างมีเงินในระหว่างหางานใหม่เนื่องจากต้องออกจากงานโดยไม่รู้ตัว นั้น มีข้อสังเกตว่า ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 กำหนดค่าชดเชยไว้ 3 อัตรา คือ
1. ให้นายจ้างจ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 30 วันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย เมื่อลูกจ้างทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี
2. ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย90 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 90 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วยเมื่อลูกจ้างทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี
3. ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 180 วันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย เมื่อลูกจ้างทำงานติดต่อกันครบ 3 ปีขึ้นไป
การที่กฎหมายบัญญัติให้ลูกจ้างประจำมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้างไว้ต่างกันเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่ากฎหมายมีวัตถุประสงค์ในการจ่ายค่าชดเชย 2 ประการ คือ
1. เป็นการช่วยเหลือให้ลูกจ้างมีเงินในระหว่างหางานใหม่เนื่องจากต้องออกจากงานโดยไม่รู้ตัว ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้
2. เป็นการตอบแทนคุณงามความดีที่ลูกจ้างได้ทำประโยชน์ให้แก่นายจ้างตามระยะเวลาที่ลูกจ้างได้ทำงานให้แก่นายจ้างกล่าวคือ ถ้าทำงานครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี ก็จะได้อัตราหนึ่งทำงานครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ก็จะได้อัตราหนึ่งและขั้นสูงสุดเมื่อทำงานติดต่อกันครบ 3 ปีขึ้นไป ก็จะได้อีกอัตราหนึ่ง
เมื่อเป็นเช่นนี้ หากนายจ้างมีเจตนาไม่จ่ายค่าชดเชยเพื่อให้ลูกจ้างไม่ได้รับเงินตอบแทนจากคุณงามความดีที่ได้ทำหน้าที่มานานก็มีความผิดทางอาญาได้ แม้ว่าจะไม่มีเจตนากลั่นแกล้งลูกจ้างเพื่อไม่ให้มีเงินใช้ระหว่างหางานใหม่ก็ตาม เช่น กรณีที่ลูกจ้างทำงานในตำแหน่งที่มีเงินเดือนสูงหรือมีฐานะดี เมื่อลูกจ้างถูกเลิกจ้าง ลูกจ้างย่อมไม่เดือดร้อนเรื่องเงินในระหว่างหางานทำใหม่ แต่การที่นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างถือว่ามีเจตนาไม่ให้ลูกจ้างได้รับผลประโยชน์ตอบแทนคุณงามความดีที่ปฎิบัติ มา จึงมีเจตนากระทำผิดในทางอาญาเช่นกัน
ศิริชัย วัฒนโยธิน
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 682 ครั้ง |