คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 426/2540
ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคแรก
ป.วิ.อ. มาตรา 15, 227
ป.อ. มาตรา 83, 289
ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งห้าแม้เรียงกระทงลงโทษแล้วก็คงให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งห้าและหากจะฟังข้อเท็จจริงว่าเป็นการกระทำทารุณโหดร้ายต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา289(5)ก็ตามศาลฎีกาก็ไม่อาจจะวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลล่างเป็นอย่างอื่นให้ลงโทษหนักไปกว่านี้ได้ดังนั้นการที่โจทก์ฎีกาว่าการกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการกระทำทารุณโหดร้ายจึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา249วรรคแรกประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา15ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะที่จำเลยทั้งห้ากระทำผิดพฤติการณ์ที่จ.และต. เบิกความถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าจะเกิดเหตุว่าจำเลยที่1ถึงที่5มาร่วมดื่มสุราด้วยกันที่บ้านของพยานส่วนบ. เบิกความว่าวันเกิดเหตุเวลา15นาฬิกาจำเลยที่1ถึงที่4ไปหาพยานที่บ้านแล้วบอกให้พยานล้างรถให้เพราะในรถเปื้อนเลือดและอ. กับส. เบิกความว่าเย็นวันเกิดเหตุจำเลยที่2ขับรถกระบะที่ได้จากการปล้นพาจำเลยที่1ไปที่บ้านบอกว่าได้ฆ่าคนมา5คนขอให้อ. ช่วยขายรถคันดังกล่าวให้ล้วนแต่เป็นข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์หลังเกิดเหตุแล้วเป็นคำบอกเล่าของจำเลยที่อาจให้ยันจำเลยได้อยู่แล้วเพราะตามธรรมดาบุคคลทั่วๆไปย่อมจะไม่กล่าวความใดอันทำให้ตนเสียหายเมื่อมีการบอกเล่าเช่นนั้นก็ย่อมสันนิษฐานได้ว่าคำบอกเล่านั้นเป็นจริงแต่มิใช่เรื่องที่จำนนต่อหลักฐานดังที่โจทก์ฎีกาฉะนั้นที่ศาลล่างทั้งสองลดโทษให้แก่จำเลยทั้งห้ามานั้นชอบแล้ว
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33,83, 91, 93, 199, 288, 289, 340, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิและริบอาวุธมีดให้จำเลยทั้งห้าคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน471,200 บาท แก่ผู้เสียหาย และเพิ่มโทษจำเลยที่ 1
จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษตามฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสองประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(4)(7), 340 วรรคท้าย, 199 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 3 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4)(7), 340 วรรคท้าย, 340 ตรี,199 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนกับเพื่อจะเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การกระทำความผิดอื่นและเพื่อปกปิดความผิดอื่น เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งห้าฐานช่วยซ่อนเร้นย้ายศพ จำคุกจำเลยทั้งห้าคนละ1 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนโดยเปิดเผย ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 3และที่ 4 คนละ 6 เดือน ฐานพาอาวุธมีดปรับจำเลยที่ 4 เป็นเงิน100 บาท รวมแล้วคงลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งห้า และปรับจำเลยที่ 4 เป็นเงิน 100 บาท จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพและคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งห้าทำให้ทราบว่าจำเลยทั้งห้าผู้ใดได้กระทำความผิดอย่างไรบ้างโดยไม่มีผู้อื่นเห็นการกระทำของจำเลยทั้งห้า จึงเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52(2) คงให้จำคุกจำเลยทั้งห้าไว้ตลอดชีวิต และปรับจำเลยที่ 4 เป็นเงิน 50 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 471,200 บาทแก่ผู้เสียหายคำขออื่นให้ยก
โจทก์อุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยการกระทำทารุณโหดร้ายด้วยและขอให้ลงโทษสถานหนัก
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษา
โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการกระทำทารุณโหดร้ายหรือไม่และควรลดโทษให้แก่จำเลยทั้งห้าหรือไม่
ปัญหาแรกนั้นศาลฎีกาเห็นว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งห้าแม้เรียงกระทงลงโทษแล้วก็คงให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งห้า และแม้จะฟังข้อเท็จจริงว่าเป็นการกระทำทารุณโหดร้ายต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(5) ก็ตาม ศาลฎีกาก็ไม่อาจจะวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลล่างเป็นอย่างอื่นให้ลงโทษหนักไปกว่านี้ได้ดังนั้น ฎีกาโจทก์ข้อนี้จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคแรก ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 ศาลฎีกา ไม่รับวินิจฉัย
ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าสถานหนักโดยไม่ลดโทษให้นั้นได้ความในทางพิจารณาว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะที่จำเลยทั้งห้ากระทำผิด พฤติการณ์ที่นางจำนงค์ ลักษณะมีศรีและเด็กชายจิตติพงษ์ ลักษณะมีศรี เบิกความเป็นเหตุการณ์ก่อนหน้าจะเกิดเหตุซึ่งรู้เห็นเพียงว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 มาร่วมดื่มสุราด้วยกันที่บ้านของพยาน นายบุญทิ้ง พูลทอง เบิกความว่าเวลา15 นาฬิกาของวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไปหาพยานที่บ้านโดยจำเลยที่ 2 เป็นคนขับรถกระบะของกลางแล้วบอกให้พยานล้างรถให้เพราะในรถเปื้อนเลือดก็ดี สิบเอกอร่าม ปิ่นเงินนายสมชายหรือหยวก โตเกิด เบิกความว่าเย็นวันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ขับรถกระบะของกลางพาจำเลยที่ 1 ไปที่บ้านบอกว่าได้ฆ่าคนมา 5 คน โดยร่วมกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้รถกระบะคันดังกล่าวมา ขอให้สิบเอกอร่ามช่วยขายรถคันดังกล่าวให้ก็ดีนั้น ล้วนเป็นข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์หลังเกิดเหตุแล้ว ซึ่งเป็นคำบอกเล่าของจำเลยที่อาจใช้ยันจำเลยได้อยู่แล้ว เพราะตามธรรมดาบุคคลทั่ว ๆ ไปย่อมจะไม่กล่าวความใดอันทำให้ตนเสียหายเมื่อมีการบอกเล่าเช่นนั้น ก็ย่อมสันนิษฐานได้ว่าคำบอกเล่านั้นเป็นจริง แต่มิใช่เรื่องที่จำนนต่อหลักฐานดังที่โจทก์ฎีกา ฉะนั้นที่ศาลล่างทั้งสองลดโทษให้แก่จำเลยทั้งห้ามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
(อำนวย หมวดเมือง - สัญชัย สิงหลกะ - เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ)
หมายเหตุ
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นฎีกานั้น คู่ความจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในฎีกา และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ทั้งจะต้องเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย การวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่เป็นสาระแก่คดีข้อใดไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา ให้กระทำโดยความเห็นชอบของรองประธานศาลฎีกาซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมาย แต่ทั้งนี้ไม่กระทบถึงอำนาจของประธานศาลฎีกาตามมาตรา 140 วรรคสอง
บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการจำกัดสิทธิ ของผู้ฎีกา กฎหมายจึงให้ความสำคัญโดยให้ได้รับความเห็นชอบของรองประธานศาลฎีกาซึ่งประธานศาลฎีกา ได้มอบหมายหรือได้รับความเห็นชอบจากประธานศาลฎีกาเอง
ปกติแล้วข้อกฎหมายคู่ความสามารถอุทธรณ์ฎีกาได้ตลอด แต่ข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามมาตรา 249วรรคหนึ่ง ซึ่งโยงมาใช้ในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ด้วย ข้อกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นข้อกฎหมายที่วินิจฉัยแล้วไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่หมายเหตุนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(4)(7) กล่าวคือเป็นการฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอาไว้ หรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ โจทก์อุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยการกระทำทารุณโหดร้ายด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยทั้งนี้เพราะไม่อาจวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลล่างเป็นอย่างอื่นให้ลงโทษหนักไปกว่านี้ได้ เหตุผลที่ศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นเหตุผลที่ถูกต้องเพราะความผิดตามมาตรา 289(4) ก็ดี (7) ก็ดีมีโทษเท่ากับมาตรา 289(5) ซึ่งระวางโทษไว้สถานเดียวคือประหารชีวิต และเหตุผลอีกประการหนึ่งของศาลฎีกาอาจจะเห็นว่าหากวินิจฉัยไปแล้วก็ฟังไม่ได้ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 289(5) ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวให้แต่ถ้าหากเป็นความผิดอื่นซึ่งมิได้มีโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต กล่าวคือเป็นความผิดที่สามารถเพิ่มโทษได้ เช่น โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) ในเวลากลางคืน (7) โดยมีอาวุธ และ (8) ในเคหะสถาน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 335(1)(7) แต่ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 335(8) และพิพากษาวางโทษจำคุกขั้นสูงสุด โจทก์อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 335(8) ด้วยศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดตามมาตรา 335(8)เช่นนี้ จะถือเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระสำคัญแก่คดี อันควรได้รับการวินิจฉัยหรือไม่ ทั้งนี้เพราะไม่อาจที่จะเพิ่มโทษให้หนักไปกว่านี้ได้เนื่องจากมีโทษเท่ากัน ผลจะเป็นเช่นเดียวกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้หรือไม่ ผู้หมายเหตุเห็นว่า กรณีนี้จะนำคำพิพากษาที่หมายเหตุนี้มาเป็นแนวที่จะไม่วินิจฉัยฎีกาให้โจทก์โดยตรงคงจะไม่ได้เนื่องจากข้อเท็จจริงต่างกัน กล่าวคือ หากศาลฎีกาเห็นว่า ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมา ซึ่งฟังยุติแล้วนั้นฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามมาตรา 335(8) ศาลฎีกาก็น่าจะวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ให้ แม้ว่าจะไม่สามารถเพิ่มโทษให้ได้หรือเพิ่มโทษได้แต่ศาลฎีกาเห็นว่าศาลล่างกำหนดโทษไว้เหมาะสมแล้วก็ตาม ทั้งนี้เพราะจะมีผลต่อเนื่อง กล่าวคือหากจำเลยได้หรือเพิ่มกระทำความผิดซ้ำในมาตรา 335(8) ขึ้นอีกในขณะที่ยังรับโทษอยู่ก็ดี หรือภายในเวลา3 ปี นับแต่วันพ้นโทษก็ดี ศาลสามารถเพิ่มโทษแก่จำเลยได้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 93 แต่ถ้าหากศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงนั้นไม่สามารถฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามมาตรา 335(8) ศาลฎีกาจึงจะนำคำพิพากษาในคดีที่หมายเหตุนี้เป็นบรรทัดฐานในการวินิจฉัยได้
ศิริชัย วัฒนโยธิน
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 2232 ครั้ง |