คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2123/2541
ป.วิ.อ. มาตรา 227
ป.อ. มาตรา 80, 288
คำบอกยืนยันตัวคนร้ายต่อพยานทั้งสองโดยมิได้ลังเลใจ แสดงว่าผู้ตายจำหน้าคนร้ายได้แน่นอนว่าเป็นจำเลยจริง คำบอกเล่าในลักษณะเช่นนี้ย่อมรับฟังได้ในฐานะที่เป็นคำกล่าว ในเวลาใกล้ชิดกับเหตุ โดยไม่มีโอกาสที่ผู้บอกเล่าจะคิด ใส่ความปรักปรำได้ทัน ย่อมเป็นพฤติการณ์รับฟังประกอบพยาน หลักฐานอื่นได้ จำเลยเป็นฝ่ายได้รับอันตรายแก่กาย ส่วนผู้ตายไม่ได้รับอันตราย จึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะต้องหวาดกลัวว่าผู้ตายและญาติผู้ตายจะมาทำร้ายจำเลยอีกพฤติการณ์ของจำเลย ที่หลบหนีโดยไม่ยอมกลับไปทำงานน่าจะเป็นเพราะจำเลยตี ทำร้ายร่างกายผู้ตายในคืนเกิดเหตุ โดยกลัวว่าจะถูกเจ้าพนักงาน ตำรวจจับได้มากกว่า ประกอบกับในชั้นจับกุมจำเลยก็ให้การ รับสารภาพว่าเป็นผู้ทำร้ายผู้ตายจนถึงแก่ความตายโดยมี สาเหตุเกิดจากการทะเลาะวิวาทและยอมรับว่าเป็นบุคคลเดียวกัน กับชื่อซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดตามระบุไว้ในหมายจับจริงจึงเป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้ แม้จำเลยจะถูกจับ ภายหลังเกิดเหตุเกือบ 10 ปี แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ ประกอบพฤติเหตุแวดล้อมกรณี ฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลย เป็นคนร้ายรายนี้ ข้อนำสืบปฏิเสธของจำเลยไม่มีน้ำหนัก หักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ จำเลยจึงมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288
________________________________
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้ของแข็งตีทำร้ายนายนิวัฒน์หรือต้อยหรือนิวัตร นะยะพันธ์หลายครั้งถูกบริเวณใบหน้า ศีรษะและร่างกายโดยมีเจตนาฆ่า เป็นเหตุให้นายนิวัฒน์หรือต้อยหรือนิวัตร ถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ให้จำคุก 18 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง มีคนร้ายใช้ของแข็งตีทำร้ายนายนิวัฒน์หรือต้อยหรือนิวัตร นะยะพันธ์ผู้ตาย หลายครั้ง ถูกที่บริเวณใบหน้า ศีรษะและร่างกายโดยมีเจตนาฆ่า เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย บาดแผลปรากฏตามรายงานการชันสูตรพลิกศพและรายงานการตรวจศพท้ายฟ้องเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายรายนี้หรือไม่ ในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยดังกล่าว แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นในขณะที่ผู้ตายถูกทำร้ายก็ตาม แต่โจทก์มีนายอนุ สังฆจันทร์ และนายมานิต ผาเพชร เบิกความสอดคล้องต้องกันว่า คืนเกิดเหตุ พยานทั้งสองทำงานล่วงเวลาจนถึง 20 นาฬิกา จึงเดินกลับที่พักซึ่งอยู่ด้านหลังโรงงานต่อมาเวลาประมาณ 21 นาฬิกา มีคนงานวิ่งมาบอกพยานทั้งสองว่าผู้ตายถูกจำเลยใช้ท่อเหล็กตีทำร้ายพยานทั้งสองจึงวิ่งไปดูผู้ตายที่ห้องพักพบผู้ตาย ผู้ตายบอกพยานทั้งสองว่าถูกจำเลยใช้ท่อเหล็กตีทำร้ายที่บริเวณกลางซอยพยานทั้งสองจึงนำผู้ตายส่งโรงพยาบาลศิริราช หลังจากนั้น พยานทั้งสองไปแจ้งความที่สถานีตำรวจนครบาลท่าข้าม ต่อมาวันที่ 14 เดือนเดียวกันผู้ตายถึงแก่ความตายเห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะไม่ได้ความชัดเจนว่าในขณะที่ผู้ตายบอกพยานทั้งสอง ผู้ตายรู้ตัวว่าใกล้จะตายก็ตามแต่ก็ไม่ปรากฏว่าในขณะนั้นผู้ตายมีสติฟั่นเฟือนเพราะความเจ็บปวดหรือเพียงแต่บอกตัวคนร้ายโดยการคาดคะเน หากแต่เป็นคำบอกยืนยันตัวคนร้ายต่อพยานทั้งสองโดยมิได้ลังเลใจ แสดงว่าผู้ตายจำคนร้ายได้แน่นอนว่าเป็นจำเลยจริง คำบอกเล่าในลักษณะนี้ย่อมรับฟังได้ในฐานะที่เป็นคำกล่าวในเวลาใกล้ชิดกับเหตุโดยไม่มีโอกาสที่ผู้บอกเล่าจะคิดใส่ความปรักปรำได้ทันย่อมเป็นพฤติการณ์รับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ และโจทก์มีพันตำรวจโทสมศักดิ์ จีบภิญโญ เบิกความสนับสนุนว่าภายหลังได้รับแจ้งความ พยานไปที่โรงพยาบาลศิริราชเพื่อสอบปากคำผู้ตาย แต่ไม่สามารถสอบปากคำได้ เนื่องจากแพทย์กำลังผ่าตัดบาดแผลผู้ตาย แต่จากการสอบสวน นายอนุให้การว่าผู้ตายบอกนายอนุว่าจำเลยเป็นคนทำร้ายผู้ตาย แม้จะได้ความจากนายอนุว่าผู้ตายเป็นน้องเขยนายอนุและได้ความจากนายมานิตว่านายมานิตเกี่ยวพันเป็นญาติภริยาผู้ตาย แต่คำเบิกความของพยานทั้งสองมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าเป็นความจริงที่เกิดขึ้นไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความช่วยเหลือผู้ตายเพื่อปรักปรำจำเลย เพราะข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์และพยานจำเลยต่อไปว่า ก่อนเกิดเหตุในวันนั้นเวลาประมาณ 12 นาฬิกาผู้ตายกับจำเลยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกัน ผู้ตายใช้ท่อเหล็กตีทำร้ายจำเลยจนได้รับอันตรายแก่กาย จึงอาจเป็นเหตุให้จำเลยโกรธแค้นผู้ตาย และทำร้ายผู้ตายในคืนเกิดเหตุ นอกจากนี้ยังได้ความจากพันตำรวจโทวิชัย พิบูลย์สมบัติ พยานโจทก์ตอบคำถามค้านว่า หลังเกิดเหตุ 2 ถึง 3 วัน พยานไปถามหาจำเลย ณ ที่ทำงานของจำเลย ปรากฏว่าจำเลยได้หลบหนีไปแล้ว ต่อมาจึงได้ออกหมายจับจำเลย ที่จำเลยนำสืบว่า หลังจากจำเลยกับผู้ตายมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันในวันนั้น จำเลยถูกผู้ตายตีทำร้ายจนได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยไปรักษาบาดแผลและเดินทางกลับภูมิลำเนาเดิมที่จังหวัดปราจีนบุรีโดยไม่กลับไปทำงานที่เดิมอีก เนื่องจากกลัวผู้ตายและญาติผู้ตายทำร้ายจำเลยนั้นไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ เพราะผลการทะเลาะวิวาทกับผู้ตายในวันนั้น จำเลยเป็นฝ่ายได้รับอันตรายแก่กายโดยมีบาดแผลที่ศีรษะตามภาพถ่ายหมาย จ.4 ส่วนผู้ตายไม่ได้รับอันตรายแก่กาย จึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะต้องหวาดกลัวว่าผู้ตายและญาติผู้ตายจะทำร้ายจำเลยอีก พฤติการณ์ของจำเลยที่หลบหนีโดยไม่ยอมกลับไปทำงานที่เดิมน่าจะเป็นเพราะจำเลยตีทำร้ายผู้ตายในคืนเกิดเหตุโดยกลัวว่าจะถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับได้มากกว่า ในชั้นจับกุมจำเลยก็ให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ทำร้ายผู้ตายจนถึงแก่ความตายโดยมีสาเหตุเกิดจากการทะเลาะวิวาทและยอมรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับชื่อซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดตามที่ระบุไว้ในหมายจับ ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.11 ที่จำเลยอ้างว่าในชั้นจับกุมจำเลยไม่ได้ให้การรับสารภาพ จำเลยเพียงแต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับชื่อซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดตามที่ระบุไว้ในหมายจับนั้นโจทก์มีร้อยตำรวจเอกชูเกียรติ ภูกาบพลอยผู้จับจำเลย เบิกความประกอบคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมตามบันทึกการจับกุมดังกล่าว ข้อกล่าวอ้างลอย ๆ ของจำเลยไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ เชื่อว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมโดยสมัครใจตามความสัตย์จริง จึงใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้ คดีนี้แม้จำเลยจะถูกจับภายหลังเกิดเหตุแล้วเกือบ 10 ปี แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบพฤติเหตุแวดล้อมกรณี ฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้ข้อนำสืบปฏิเสธของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้จำเลยมีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
(พิชัย เตโชพิทยากูล - ทวีชัย เจริญบัณฑิต - ชวลิต ธรรมฤาชุ)
หมายเหตุ
พยานบอกเล่า (Hearsay) นี้ เป็นหลักกฎหมายเก่าแก่ดั้งเดิมของแองโกลแซกซอน มีความหมายว่า ข้อความที่กล่าวโดยผู้อื่นนอกจากพยานผู้เบิกความต่อศาลเมื่อพยานได้รับฟังข้อความนั้นแล้วนำมาเบิกความต่อศาลต่อหนึ่งเพื่อจะพิสูจน์ความจริงของคำกล่าวนั้นอันถือเป็นบทตัดพยานที่ไม่ประสงค์จะให้พยานหลักฐานชนิดนี้เข้ามาสู่ศาล ที่ต้องห้ามก็เพราะชาวแองโกลแซกซอนมีระบบการพิจารณาโดยคณะลูกขุนซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดาเป็นผู้มีหน้าที่วินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนผู้พิพากษามีหน้าที่วินิจฉัยแต่ในปัญหาข้อกฎหมายชาวแองโกลแซกซอนนี้ถือว่าผู้พิพากษาหรือลูกขุนนี้เปรียบเสมือนกรรมการในการต่อสู้คดีที่ต้องวางตัวเป็นกลางการพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ถือเป็นหน้าที่ของคู่ความซึ่งจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือตามที่ศาลสั่ง ถึงกับมีเงื่อนไขหลักเกณฑ์ในเรื่องการนำสืบพยานที่เคร่งครัด ดังนั้น การที่ศาลจะฟังเอาความจริงเป็นอย่างไรนั้น ศาลเองก็ต้องอยู่ในบังคับที่ต้องอาศัยพฤติการณ์ต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นตามที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นข้อพิจารณาถ้าบกพร่องหรือผิดพลาดไปจากนี้แล้วศาลจะเชื่อฟังมิได้เลย ด้วยเหตุนี้จึงมีบทตัดพยาน ExclusionaryRule ที่ห้ามเสนอพยานหลักฐานอันมีลักษณะเป็นพยานบอกเล่าซึ่งจะมีผลให้ลูกขุนทราบพยานหลักฐานที่ไม่ชอบอันอาจนำไปสู่การพิจารณาคดีที่ไม่ชอบได้
สำหรับหลักวิธีพิจารณาความในภาคยุโรปนั้น มุ่งที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงอันใดอันหนึ่งโดยอาศัยพยานที่มีมา แล้วปล่อยให้ศาลมีอิสระใช้ดุลพินิจว่าควรเชื่อพยานนั้นเพียงใดหรือไม่โดยถือว่าผู้พิพากษาได้รับการฝึกฝนในการรับฟังพยานหลักฐานมาเป็นอย่างดีแล้ว จึงไม่ต้องกังวลว่าศาลจะให้ความสำคัญแก่พยานบอกเล่าจนเกินไป ระบบนี้ศาลจะรับฟังพยานทุกประเภทยกเว้นแต่เฉพาะพยานที่ไม่เกี่ยวกับคดี
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง พ.ศ. 2477 ของไทยร่างขึ้นตามแนวความคิดของทางภาคพื้นยุโรป ศาลซึ่งน่าจะรับฟังพยานทุกชิ้นรวมทั้งพยานบอกเล่าได้ด้วย โดยเฉพาะเมื่อพิเคราะห์ข้อความของ มาตรา 95 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่ว่า "แต่ความในข้อนี้ให้ใช้ได้ต่อเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายโดยชัดแจ้ง หรือคำสั่งของศาลว่าให้เป็นอย่างอื่น" แล้วทำให้เข้าใจได้ว่ากฎหมายเปิดช่องให้ศาลรับฟังพยานที่มิได้เห็นได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานด้วยตนเองโดยตรงก็ได้ อีกทั้งเมื่อมาพิจารณาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 226 ที่บัญญัติว่า"พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้" แล้ว ยิ่งเห็นได้ว่ากฎหมายเปิดโอกาสกว้างให้โจทก์และจำเลยสามารถนำพยานหลักฐานสืบได้เต็มที่ทั้งนี้เพราะ คดีอาญามีส่วนกระทบกระเทือนต่อความสงบสุขของประชาชน รัฐจึงต้องเข้าดำเนินการป้องกันและปราบปรามดังนั้น เพื่อให้ได้มาซึ่งความจริง จึงต้องเปิดกว้าง ในการรับฟังพยานหลักฐานต่าง ๆ โดยไม่มีข้อขีดขั้น เพื่อให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจว่าควรจะเชื่อพยานนั้นได้เพียงใด ซึ่งจะตรงกันข้ามกับพยานหลักฐานที่ได้มาจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 84,85,86, และ 87 อันแสดงให้เห็นว่า หลักการรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่งมีความเข้มงวดยิ่งกว่าในคดีอาญาเสียอีก
อย่างไรก็ตาม ในคดีอาญาลำพังเพียงพยานบอกเล่าอย่างเดียวคงไม่พอฟังลงโทษจำเลยได้ ต้องมีพยานหลักฐานอย่างอื่นประกอบด้วยซึ่งไม่จำต้องเป็นประจักษ์พยานเสมอไป อาจเป็นเพียงพฤติการณ์แวดล้อมกรณีก็ได้ หากมีความสอดคล้องต้องกันอย่างมีเหตุผลแล้วก็ยากจะทำลายความเชื่อมโยงให้เห็นเป็นอย่างอื่นได้
ห ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคำบอกเล่าของผู้ตายเพียงปากเดียวแม้จะพูดในขณะรู้ตัวว่าใกล้จะตาย ถ้าไม่มีพยานอื่นประกอบให้น่าเชื่อว่าจำเลยคือคนร้ายรายนี้จริง ก็ไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยได้
ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ แม้คำบอกกล่าวของผู้ที่ถูกประทุษร้ายก่อนตายจะเป็นพยานบอกเล่า แต่ถ้าจะว่าให้เข้าเงื่อนไขที่ทราบกันมาแต่ก่อน ๆ ว่าคำบอกกล่าวเช่นนี้จะรับฟังได้ต้องเป็นเรื่องที่ผู้บอกกล่าวได้บอกกล่าวในขณะที่รู้ตัวดีอยู่แล้วว่าตนกำลังใกล้จะตายหรือความตายใกล้จะถึงตัวแล้วด้วย มิฉะนั้นจะรับฟังไม่ได้ หากเป็นเช่นนั้น กรณีตามฎีกาที่หมายเหตุนี้ก็ไม่ถือว่าคำบอกกล่าวนั้นรับฟังได้ เพราะข้อเท็จจริงไม่ชัดว่าผู้ตายรู้ตัวว่าตนจะต้องตายแน่นอนแต่แม้จะไม่สามารถรับฟังได้ ศาลก็สามารถใช้ดุลพินิจโดยพิเคราะห์เอาจากพฤติการณ์แวดล้อมกรณีอันจะทำให้ความจริงปรากฏได้เหมือนกันเพราะหากจะตรวจดูในเรื่องของเหตุผลของความเชื่อมโยงต่อเนื่องกันแล้วก็ดูจะง่ายกว่าการสอดส่องให้ล่วงรู้ถึงความเป็นไปของบุคคลอันมีจิตใจและนิสัยต่าง ๆ กันได้ เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในคดีนี้ ผู้ตายได้บอกกับ อ. ว่าจำเลยเป็นคนทำร้ายตนทันทีหลังจากถูกทำร้ายอันเป็นเวลาใกล้ชิดกับเหตุโดยก่อนเกิดเหตุผู้ตายกับจำเลยทะเลาะวิวาทกันมาก่อนแล้วผู้ตายไปทำร้ายจำเลย จำเลยโกรธแค้นผู้ตายจึงมาดักทำร้ายผู้ตายประกอบกับหลังเกิดเหตุจำเลยก็หลบหนีไปซึ่งกว่าจะจับตัวได้ก็เกือบ 10 ปี อันเป็นข้อพิรุธว่าถ้าไม่ได้ทำผิดจะหลบหนีทำไมทั้งจำเลยเองเมื่อถูกจับกุมก็ให้การรับสารภาพโดยทันทีด้วยดังนี้แม้คำบอกกล่าวที่ อ. ได้รับมาจากผู้ตายจะไม่เข้าหลักเกณฑ์ของคำบอกกล่าวของผู้ที่ถูกประทุษร้ายที่วางกันไว้ตามแนวฎีกาที่ผ่านมาในการที่จะรับฟังได้ก็ตาม แต่เมื่อศาลนำมาเอาคำบอกกล่าวนั้นมาฟังประกอบกับพยานพฤติการณ์แวดล้อมกรณีแล้วก็สามารถค้นหาความจริงได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด ถือได้ว่าศาลได้ใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานต่าง ๆ ในคดีอย่างเปิดกว้างตามแนวของภาคพื้นยุโรปนั่นเอง
จิตฤดี วีระเวสส์
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 1332 ครั้ง |