ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบ 3 สนาม สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา



ชื่อข้อมูล : หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง เหตุลดโทษ บันดาลโทสะ / สมชาย พวงภู่
หมวด : รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา
สิทธิใช้งาน : สำหรับสมาชิก (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 17 และกลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 


รายละเอียด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18/2542    

  
 
ป.วิ.อ. มาตรา 227

 
ป.อ. มาตรา 72, 289

  
   จำเลยเป็นหญิงชาวพม่า ทำหน้าที่แม่บ้าน ใช้มีดแทง ผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้าง 1 ครั้ง บริเวณหน้าอก ผู้เสียหายจับมือจำเลยไว้ จำเลยบอกว่าจะไม่ทำร้ายผู้เสียหายอีก ผู้เสียหายหมดสติไป แต่จำเลยตบหน้าผู้เสียหายจนรู้สึกตัว และใช้มีดแทงผู้เสียหายที่ลิ่นปี่ อีก 2 ครั้ง ผู้เสียหาย แย่งมีดกับจำเลย และนอนหงายทับมีดไว้ จำเลยจิกผมดึงผู้เสียหาย ให้ยกขึ้น และใช้มีดแทงผู้เสียหายอีก 2 ครั้ง ผู้เสียหาย ล้มฟุบ จำเลยจะเดินขึ้นไปชั้นบน เห็นผู้เสียหายผงกศีรษะขึ้น จำเลยจึงเดินกลับมาใช้มีดแทงหลังผู้เสียหายอีก 2 ครั้งผู้เสียหายแกล้งเป็นตาย จำเลยจึงขึ้นไปชั้นบน ส่วนผู้เสียหาย คลานออกจากบ้าน มีคนช่วยพาผู้เสียหายขึ้นรถยนต์กระบะ ไม่มีหลังคาไปส่งโรงพยาบาล จำเลยตามออกมาบอกคนที่มุงดูว่า ผู้เสียหายเป็นน้องสาวจำเลยถูกคนอื่นทำร้าย มีชาวบ้าน จะช่วยผู้เสียหาย แต่จำเลยบอกว่าไม่ต้องช่วย จำเลยดูแลได้ ระหว่างทางจำเลยได้บีบคอผู้เสียหายอย่างแรง 2 ครั้ง ผู้เสียหายร้องเสียงดังให้คนช่วย คนขับรถมองกระจกหลังแต่จำเลยโบกมือทำท่าว่าไม่มีอะไร และเคาะกระจกด้านหลังบอกให้ คนขับรถรีบขับไปโรงพยาบาล การที่จำเลยแทงผู้เสียหายเป็นระยะ อย่างผู้มีจิตใจพยาบาท และขอนั่งไปกับผู้เสียหายเพียงลำพัง ทั้ง ๆ ที่เพิ่งทำร้ายผู้เสียหายมา ส่อแสดงว่าจำเลยมีเจตนา ที่จะกระทำต่อผู้เสียหายอีก แม้จะไม่มีร่องรอยของการบีบคอ ผู้เสียหายก็ตาม เชื่อได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่า ผู้เสียหายครั้งหลังเพื่อปกป้องความผิดของตน ส่วนการกระทำ ผิดครั้งแรก แม้จำเลยอ้างว่าเกิดจากผู้เสียหายใช้จำเลย ทำงานและว่ากล่าวจำเลย ถือเป็นเหตุการณ์ตามปกติระหว่าง นายจ้างกับลูกจ้าง ไม่เป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรง ด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงไม่เป็นบันดาลโทสะ

  
________________________________

  
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้อาวุธมีดปลายแหลมยาว 7 นิ้วแทงทำร้ายนางสาวอลิสา จินดา ผู้เสียหาย อย่างแรงหลายครั้งโดยมีเจตนาฆ่า จำเลยลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้วแต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากคมมีดถูกอวัยวะสำคัญ แต่บาดแผลไม่ฉกรรจ์ถึงขนาดที่จะทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายทันทีประกอบกับมีผู้นำผู้เสียหายส่งให้แพทย์ทำการรักษาได้ทันท่วงทีผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตาย คงได้รับอันตรายสาหัสป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนา และจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ขณะที่มีผู้เสียหายส่งโรงพยาบาล จำเลยใช้มือบีบคอผู้เสียหายอย่างแรงเพื่อให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายโดยมีเจตนาฆ่า เพื่อปกปิดความผิดอื่นของจำเลยและเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นซึ่งจำเลยได้กระทำไว้ จำเลยลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผล เนื่องจากผู้เสียหายดิ้นรนขอความช่วยเหลือและมีผู้ขัดขวางไว้ได้ทัน ผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289, 80, 91 จำเลยให้การรับสารภาพรับว่าได้ใช้มีดแทงผู้เสียหายจริง แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้มือบีบคอผู้เสียหายเพื่อปกปิดความผิดอื่น

 
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289(7), 80 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 33 ปี 4 เดือน และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน ให้จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพสำหรับความผิดกระทงแรก และคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนสำหรับความผิดกระทงที่สอง เป็นประโยชน์แก่การพิจารณานับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งและหนึ่งในสามตามลำดับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 สำหรับความผิดกระทงแรก คงจำคุก 16 ปี 8 เดือน ส่วนความผิดกระทงที่สองคงจำคุก 33 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 50 ปี

 
จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและขอให้ยกฟ้องในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายเพื่อปกปิดความผิดอื่น

 
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

 
จำเลยฎีกา

 
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้ใช้มีดปลายแหลมใบมีดยาวประมาณ 4 นิ้ว แทงทำร้ายผู้เสียหายหลายครั้งเป็นระยะ ๆ รวม 7 ครั้ง โดยแทงถูกที่บริเวณหน้าอก 1 ครั้ง บริเวณลิ้นปี่ 2 ครั้ง และด้านหลังอีก 4 ครั้ง ต่อมาได้มีผู้นำผู้เสียหายบรรทุกรถยนต์กระบะส่งโรงพยาบาล จำเลยไปกับผู้เสียหายระหว่างทางจำเลยนั่งอยู่กับผู้เสียหายเฉพาะสองต่อสองที่บริเวณกระบะท้าย รถยนต์ คันดังกล่าว ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บถูกแทงที่บริเวณลิ้นปี่ 2 แผล ที่ราวนมซ้าย 1 แผล ระหว่างสะบัก 3 แผล ใต้สะบักขวา 1 แผล และบาดแผลที่ถือว่ารุนแรง คือบาดแผลเข้าที่ช่องท้องที่ต่อตับ กับบาดแผลเข้าหัวใจห้องล่างด้านขวาทำให้เลือดออกในเยื่อหุ้มหัวใจ หัวใจเต้นไม่สะดวกดังปรากฏตามใบรับรองแพทย์เอกสารหมาย จ.3 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าการกระทำความผิดครั้งแรกฐานพยายามฆ่าผู้อื่นของจำเลยเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะและศาลควรลงโทษจำเลยสถานเบา กับจำเลยได้กระทำความผิดครั้งหลังฐานพยายามฆ่าเพื่อปกป้องความผิดของตนตามฟ้องหรือไม่ โดยข้อหาพยายามฆ่าเพื่อปกปิดความผิดของตนนั้น โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า หลังจากที่จำเลยแทงผู้ตายหลายครั้งแล้ว ผู้เสียหายได้แกล้งทำเป็นตายเนื่องจากกลัวจำเลยจะเข้ามาแทงซ้ำอีก จำเลยได้เดินขึ้นบันไดไปชั้น 2 ของบ้าน แล้วได้เอาพรมเช็ดเท้าหน้าห้องน้ำมาเช็ดเท้าจำเลยและเดินถือพรมไปชั้น 2 ผู้เสียหายได้คลานออกประตูด้านหลังและไปขอความช่วยเหลือที่ร้านวัสดุก่อสร้าง ต่อมาคนขับรถยนต์กระบะส่งของร้านดังกล่าวได้ขับรถนำผู้เสียหายส่งโรงพยาบาล จำเลยวิ่งออกมาจากบ้านและติดตามผู้เสียหายไปโรงพยาบาลด้วย ซึ่งมีชาวบ้านคนอื่นจะขอขึ้นไปช่วยแต่จำเลยบอกว่าไม่ต้องช่วย จำเลยดูแลผู้เสียหายได้ระหว่างทางจำเลยใช้มือบีบคอผู้เสียหายอย่างแรง 2 ครั้ง ผู้เสียหายร้องเสียงดังให้คนช่วย จำเลยเป็นผู้เคาะกระจกด้านหลังบอกให้คนขับรถรีบขับไปโรงพยาบาล เนื่องจากผู้เสียหายเจ็บแผลหลังจากนั้นจำเลยก็มิได้บีบคอผู้เสียหายอีกจนถึงโรงพยาบาลซึ่งด้วยข้อความดังกล่าวกรณีเห็นได้ว่าผู้เสียหายเบิกความเป็นกลาง ๆ ไม่มีลักษณะช่วยเหลือหรือปรักปรำจำเลยจนเกินกว่าเหตุคำเบิกความของผู้เสียหายจึงมีเหตุผลและน้ำหนักควรแก่การรับฟัง นอกจากนี้นายนันธิตย์ คำมะทิตย์ พยานโจทก์ผู้ขับรถพาผู้เสียหายส่งโรงพยาบาลและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฝ่ายใดก็ได้เบิกความว่าขณะที่พยานขับรถพาผู้เสียหายจากหมู่บ้านเมืองทองธานีไปจะถึงถนนแจ้งวัฒนะ พยานได้ยินเสียงผู้เสียหายร้องดังมาก พยานมองทางกระจกหลัง แต่จำเลยโบกมือทำท่าว่าไม่มีอะไร ซึ่งได้ความเจือสมและสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายให้มีน้ำหนักรับฟังได้มากขึ้น อนึ่งร้อยตำรวจเอกแมน รัตนโมรา พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความว่าในชั้นสอบสวนจำเลยได้นำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพและมีการตรวจสถานที่เกิดเหตุตามเอกสารหมาย จ.4 จ.8 และภาพถ่ายหมาย จ.5 และในชั้นแจ้งข้อหาเพิ่มเติมจำเลยก็ได้ ให้การรับสารภาพตามเอกสารหมาย จ.7 อันได้ความสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหายหลายต่อหลายประการโดยจำเลยมิได้โต้แย้งว่าภาพถ่ายหมาย จ.5 และบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพและบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.4 และ จ.8 ไม่ถูกต้องแต่ประการใด อีกทั้งจำเลยยังได้เบิกความยอมรับว่า จำเลยโกรธผู้เสียหายมาก จึงได้ใช้มีดปลายแหลมแทงทำร้ายผู้เสียหายหลายครั้งในขณะที่ผู้เสียหายนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ ฉะนั้น การกระทำของจำเลยที่ใช้มีดปลายแหลมแทงทำร้ายผู้เสียหายเป็นระยะ ๆ หลายครั้งและถูกที่อวัยวะสำคัญอย่างผู้มีจิตใจพยาบาทและการที่จำเลยไม่ยอมให้บุคคลอื่นขึ้นรถไปส่งผู้เสียหายที่โรงพยาบาลด้วย โดยจำเลยขอนั่งไปกับผู้เสียหายที่ด้านหลังรถเพียงลำพัง ทั้ง ๆ ที่จำเลยเพิ่งทำร้ายผู้เสียหายมาส่อแสดงว่าจำเลยมีเจตนาที่จะกระทำต่อผู้เสียหายอีก ซึ่งแม้ว่าผลการตรวจของแพทย์จะไม่พบร่องรอยของการบีบคอผู้เสียหายก็ตาม พฤติการณ์พยานหลักฐานโจทก์ก็นับได้ว่ามีเหตุผลและน้ำหนักกอปร ด้วยกรณีแวดล้อมให้เชื่อได้โดยสนิทใจว่าจำเลยกระทำผิดดังกล่าว ทั้งนี้ไม่ว่าจะรับฟังคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.7 ประกอบด้วยหรือไม่ก็ตาม ส่วนที่จำเลยอ้างว่าหากจำเลยบีบคอผู้เสียหายแล้วบุคคลภายนอกย่อมเห็นได้ เนื่องจากอยู่บนรถยนต์กระบะไม่มีหลังคานั้น เห็นว่าเป็นกรณีที่กำลังเดินทางและจำเลยอยู่กับผู้เสียหายเพียงลำพังจึงเป็นโอกาสง่ายที่จำเลยจะกระทำต่อผู้เสียหายโดยไม่มีผู้อื่นเห็นหรือสนใจ ส่วนที่จำเลยฎีกาในทำนองว่าจำเลยกระทำความผิดครั้งแรกเพราะบันดาลโทสะเนื่องจากถูกผู้เสียหายข่มเหงจำเลยอย่างแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม โดยทำร้ายร่างกายจำเลยหรือบีบบังคับจำเลยอย่างอื่นจนเกินกว่าเหตุโดยที่ผู้เสียหายใช้ให้จำเลยทำงานบ้านซักเสื้อผ้า หรือว่ากล่าวจำเลย ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นเหตุการณ์ตามปกติระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างซึ่งยังมีโอกาสและหน ทางเลือกแก่จำเลยควรจะได้ดำเนินการในทางอื่นที่ดีกว่านั้น จึงไม่เป็นการข่มเหงจำเลยอย่างแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นบันดาลโทสะศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดโทษที่วางไว้แก่จำเลยชอบแล้วฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

 
พิพากษายืน

    
(ระพิณ บุญสิทธิ์ - สิงหะ สัตยธรรม - สมศักดิ์ วงศ์ยืน)

  
หมายเหตุ

  
 การกระทำความผิดอาญา หากผู้กระทำผิดได้กระทำเพราะบันดาลโทสะอาจอ้างเป็นเหตุลดโทษตามกฎหมายได้ แต่การกระทำผิดโดยบันดาลโทสะนั้นจะต้องเข้าหลักเกณฑ์ตามที่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ได้กำหนดไว้คือ

 
- ถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงและไม่เป็นธรรม

 
- บันดาลโทสะเพราะการข่มเหง

 
- กระทำความผิดในขณะนั้น

 
- กระทำความผิดต่อผู้ข่มเหง

 
1. ถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงและไม่เป็นธรรม

 
 หลักประการแรก การข่มเหงอันไม่เป็นธรรมนั้น ต้องเป็นการกระทำของบุคคลหรือเป็นพฤติการณ์ที่บุคคลต้องรับผิดชอบ

 
 หลักประการที่สอง การข่มเหงนั้นต้องไม่เป็นธรรม ถ้าเป็นการที่ผู้กระทำมีสิทธิที่จะทำได้แล้ว ก็เป็นกรณีที่ผู้ถูกกระทำจำต้องยอมรับ จะถือเป็นการข่มเหงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมไม่ได้

 
 ฎีกาที่ 1771/2497 พ.ฉุด หญิงซึ่งเป็นภริยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการกระทำโดยไม่มีสิทธิ ลุงของหญิงห้ามพ. กลับเถียงและท้าทาย ลุงของหญิงจึงผลักตบและชกเพื่อไม่ให้ พ.พาหญิงไปการที่ลุงของหญิงกระทำแก่พ. เช่นนี้ไม่เป็นเหตุที่ พ. จะทำร้ายลุงของหญิง โดยอ้างว่า ถูกยั่วโทสะได้

 
 ฎีกาที่ 429-430/2505 พระภิกษุผู้เป็นอาจารย์เกรงศิษย์จะเอามีดไปทำร้ายผู้อื่นจึงเรียกเอามีดจากศิษย์ศิษย์ ขัดขืนไม่ยอมให้ อาจารย์จึงแย่งเอา ครั้นศิษย์ แสดงอาการพร้อมที่จะสู้อาจารย์ก็ตีศิษย์ด้วยไม้ที่ถืออยู่ศิษย์ ปัดไม้กระเด็นไปแล้วเข้ากอดปล้ำและแทงอาจารย์ ดังนี้ ศาลวินิจฉัยว่าการกระทำของอาจารย์เป็นการใช้อำนาจปกครองต่อศิษย์ตามวิสัยของอาจารย์หรือผู้ปกครองผู้เข้มแข็งต่อหน้าที่ภายในขอบเขตอันสมควรไม่เป็นการข่มเหงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมศิษย์ จะอ้างว่าบันดาลโทสะไม่ได้

 
 หลักประการที่สาม การข่มเหงโดยไม่เป็นธรรมนั้นต้องร้ายแรงถึงขนาดก่อให้ผู้กระทำบันดาลโทสะ แต่การข่มเหงโดยไม่เป็นธรรมและร้ายแรงนั้นก็ไม่ต้องถึงกับเป็นการกระทำอันละเมิดต่อกฎหมายแล้ว ตามปกติปัญหาว่าเป็นธรรมหรือไม่นั้นเป็นข้อเท็จจริงภายนอก ซึ่งจะต้องวินิจฉัยโดยเปรียบเทียบกับความรู้สึกของคนธรรมดาทั่วไปในฐานะอย่างเดียวกับผู้กระทำความผิดโดยพิจารณาว่าคนธรรมดาในฐานะเช่นเดียวกันนั้นจะถึงกับเกิดโทสะคุมสติได้หรือไม่

 
 ฎีกาที่ 1135/2504 ชายพาภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของคนอื่นไปสามีเดินตามพบ ชายนั้นกลับสบประมาทว่า หน้าตัวเมีย ผู้หญิงเขาไม่รักจะตามมาทำไม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฯลฯ "คำกล่าวเช่นนี้ต้องถือว่าเป็นถ้อยคำที่รุนแรงในกรณีของจำเลย (คือสามีเดิม)ซึ่งต้องถูกพรากเมียของตนไปโดยชู้รัก"สามียิงชู้ ตายทันใดนั้นเป็นบันดาลโทสะ

 
 ฎีกาที่ 368/2484 พี่เมียเมาสุราจะวิวาทกับผู้อื่น น้องเขยจึงกันเอาพี่เมียออกไป พี่เมียไม่ยอมกลับบ้าน น้องเขยจึงตีพี่เมียด้วยไม้ไผ่โตเท่าสตางค์แดง พี่เมียเซและแทงน้องเขย 1 ที น้องเขยจะตีอีก พี่เมียแทงอีก 1 ที น้องเขยตายตัดสินว่าไม่ร้ายแรงพอที่พี่เมียจะแก้ตัวฐานบันดาลโทสะ

 
 หลักประการที่สี่ การข่มเหงนั้นต้องเป็นการกระทำต่อผู้กระทำความผิดหรือต่อผู้ที่มีความสัมพันธ์บางประการกับผู้กระทำความผิดอันพอที่จะเป็นเหตุถือได้ว่าเป็นการข่มเหงถึงตัวผู้กระทำความผิดด้วย เช่น บิดามารดาถูกทำร้าย ถือเป็นเหตุข่มเหงให้บุตรบันดาลโทสะได้ (ฎีกาที่ 1197/2456,241/2478)พี่ถูกทำร้ายถือเป็นเหตุข่มเหงให้น้องบันดาลโทสะได้(ฎีกาที่ 1577/2497) ภริยาถูกผู้อื่นกอดปล้ำหรือทำร้ายถือเป็นเหตุข่มเหงให้สามีบันดาลโทสะได้ (ฎีกาที่ 35/2470,260/2476,863/2502)

 
2. บันดาลโทสะเพราะการข่มเหง

 
 การข่มเหงดังกล่าวมานั้นต้องเป็นเหตุนำมาซึ่งมูลเหตุจูงใจให้กระทำความผิดนั้นขึ้น ทั้งต้องเป็นเหตุให้บันดาลโทสะและผู้กระทำกระทำไปเพราะโทสะ ดังนั้นการพิจารณาว่าผู้กระทำกระทำเพราะบันดาลโทสะหรือไม่ต้องพิจารณาจากจิตใจของผู้กระทำความผิดนั้นเอง ไม่พิจารณาเปรียบเทียบจากบุคคลธรรมดาเหมือนหลักเกณฑ์ในเรื่องการกดขี่ข่มเหงร้ายแรงหรือไม่

 
 ฎีกาที่ 147/2483 ต. ถูก จ. แทงจนกลับมาบ้านแล้วต. ส่องกระจกเห็นปากแหว่ง จึงลงเรือนไปแทง จ. ซึ่งมาเรียกโดยดีที่หน้าเรือน มิใช่กรณีที่ ต. บันดาลโทสะเพราะถูกข่มเหงแต่บันดาลโทสะเพราะส่องกระจกเห็นบาดแผล ไม่เป็นเหตุลดโทษ

 
3. กระทำความผิดในขณะนั้น

 
 คำว่า "ในขณะนั้น" หมายความว่า กระทำความผิดในระหว่างที่โทสะรุนแรงอยู่และก่อนที่จะมีโอกาสอันควรที่โทสะจะสงบลงได้แล้ว และรวมถึงการกระทำผิดในระยะเวลากระชั้นชิดต่อเนื่องยังไม่ขาดตอน เช่น สามีติดตามผู้ข่มเหงภริยาไป 6-7 เส้นก็ทันและฆ่าตาย ตัดสินว่า "ตามมาตรา 72 ผู้ถูกข่มเหงไม่จำต้องกระทำลงทันที หรือ ณ. ที่ซึ่งถูกข่มเหง หากได้กระทำผิด ฯลฯในระยะเวลาต่อเนื่องกระชั้นชิดกัน ฯลฯ ในคดีนี้ก็ยังต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72"(ฎีกาที่ 863/2502, 526/2513,959/2517)

 
4. กระทำความผิดต่อผู้ข่มเหง

 
 ผู้กระทำผิดต้องได้กระทำความผิดต่อผู้ข่มเหง แม้ผู้กระทำจะได้บันดาลโทสะแต่แทนที่จะกระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงกลับไปกระทำต่อผู้อื่น ก็ไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะลดโทษให้ได้

 
 ฎีกาที่ 252/2528 บ.ตี ล.ศรีษะ แตก ล. เข้าบ้าน เอาปืนมายิง บ.และ ว.ศ.บุตรภริยาของ บ. ตายใน บ้าน บ.ด้วย การยิง ว.ศ.เป็นอารมณ์ร้อนแรงไม่ใช่เหตุ บันดาลโทสะ

 
 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ สำหรับในประเด็นที่ จำเลยอ้างว่ากระทำผิดโดยบันดาลโทสะนั้น ข้อเท็จจริงในคดี ปรากฏว่า จำเลยเป็นหลานของสามีใหม่ของมารดาผู้เสียหาย และเป็นลูกจ้างทำงานบ้านภายในบ้านของผู้เสียหาย ดังนั้นการที่ ผู้เสียหายใช้ให้จำเลยทำงานบ้าน ซักเสื้อผ้าหรือว่ากล่าวจำเลย จึงเป็นการใช้ให้จำเลยทำงานในหน้าที่นั่นเอง ซึ่งเป็นสิทธิ ของผู้เสียหายที่จะกระทำได้และจำเลยในฐานะลูกจ้างจำต้องยอมรับ แม้ผู้เสียหายจะใช้ให้จำเลยทำงานหนักไปบ้าง แต่ก็ยังไม่ถือว่า การใช้งานนั้นเป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม และถึงขนาดที่จะก่อให้จำเลยบันดาลโทสะได้ ดังนั้นจำเลย จึงไม่อาจอ้างว่ากระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ เพื่อเป็นเหตุลดโทษได้

 
  สมชาย  พวงภู่


---------------------------------------------------------------------
ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------

จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 833 ครั้ง

 


หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง เหตุลดโทษ บันดาลโทสะ / สมชาย พวงภู่ |รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา ที่ LawSiam.com
บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 0 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากอาจารย์ผู้สอน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่ม ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 

  




คำแนะนำ

1. สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ [email protected]