คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1798/2542
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 29
ป.อ. มาตรา 208
ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 29การสละสมณเพศเพราะถูกจับในข้อหาคดีอาญาแยกได้เป็น 3 กรณี คือ 1. เมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวและเจ้าอาวาสไม่ยอมรับตัวไว้ควบคุม พนักงานสอบสวนดำเนินการให้สละสมณเพศได้2. พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเห็นว่าไม่ควร ปล่อยชั่วคราวและไม่ควรมอบตัวให้เจ้าอาวาสรับตัวไป ควบคุม ก็ดำเนินการให้สละสมณเพศได้ และ 3. พระภิกษุ รูปนั้นไม่ได้สังกัดอยู่ในวัดใดวัดหนึ่งหรือเป็นพระจรจัดก็ดำเนินการให้สละสมณเพศได้ กรณีของจำเลยปรากฏว่าร้อยตำรวจโทส.นำจำเลยไปพบพระท.เจ้าอาวาสวัดและมีตำแหน่งเป็นเจ้าคณะและพระภิกษุผู้ใหญ่อีกหลายรูปเพื่อสอบสวนจำเลยแล้วไม่ได้ความชัดว่าขณะนั้นจำเลยจำพรรษาและสังกัดวัดใด จำเลยยินยอมสึกจากการเป็นพระภิกษุโดยเปลื้องจีวร ออกแล้ว แต่งกายด้วยชุดขาวจึงถือได้ว่าจำเลยได้สละสมณเพศแล้วในขณะนั้นตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ มาตรา 29 การที่จำเลยอ้างว่ายินยอมเปลื้องจีวร ออกเพื่อต่อสู้คดีไม่เป็นเหตุให้จำเลยซึ่งได้สละสมณเพศแล้วกลับมาเป็นพระภิกษุใหม่อีก ดังนั้นเมื่อภายหลังต่อมาจำเลยกลับมาแต่งกายเป็นพระภิกษุเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นพระภิกษุจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208
________________________________
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบังอาจนำสบง จีวร และอังสะ อันเป็นเครื่องแต่งกายสำหรับพระภิกษุในพุทธศาสนาแต่งกายโดยมิชอบเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นภิกษุในพุทธศาสนา โดยจำเลยไม่มีสิทธิแต่งกายเช่นนั้นได้ เพราะจำเลยได้สละสมณเพศโดยถูกสึกจากการเป็นภิกษุแล้ว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208 จำคุก 6 เดือน พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วไม่สมควรรอการลงโทษ
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยอุปสมบทเป็นพระภิกษุโดยถูกต้องมิใช่พระภิกษุปลอม พระเทพศีลวิสุทธิ์เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวรารามจึงไม่มีอำนาจให้จำเลยสละสมณเพศตามคำสั่งมหาเถรสมาคมเรื่องห้ามพระภิกษุสามเณรเที่ยวเตร็ดเตร่และพักค้างแรมตามบ้านเรือน พ.ศ. 2521 ข้อ 3(2) ได้ จำเลยยังไม่ขาดจากการเป็นพระภิกษุ จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้องนั้นเห็นว่า คดีนี้ต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ฟังมาว่า จำเลยบวชเป็นพระภิกษุที่วัดเฉลิมอาสน์ในปี 2520 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2534 ร้อยตำรวจโทเสริมศักดิ์ รุ่งเรืองนำจำเลยไปมอบให้ร้อยตำรวจโทสายนต์ ดีสวัสดิ์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางกอกใหญ่ โดยมีนายกศม ยูงทอง ตามไปแจ้งความว่าจำเลยแต่งกายเป็นพระภิกษุโดยมิชอบ และยุ่งเกี่ยวกับนางพูนศรี ยูงทอง ภริยาของนายกศม ร้อยตำรวจโทสายนต์ถามจำเลยเกี่ยวกับหนังสือสุทธิสำหรับพระภิกษุของจำเลย จำเลยบอกว่าหนังสือสุทธิหายไปนานแล้ว ร้อยตำรวจโทสายนต์จึงนำจำเลยไปพบพระเทพศีลวิสุทธิ์ เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวรารามและมีตำแหน่งเป็นเจ้าคณะเขตบางกอกใหญ่เพื่อให้สอบสวนจำเลยว่าเป็นพระภิกษุจริงหรือไม่พระเทพศีลวิสุทธิ์และพระภิกษุผู้ใหญ่หลายรูปร่วมกันสอบสวนจำเลย แต่ไม่ได้ความชัดว่าขณะนั้นจำเลยจำพรรษาหรือสังกัดวัดใด พฤติกรรมของจำเลยในขณะนั้นถือได้ว่าเป็นเรื่องพฤติกรรมล่วงละเมิดพระธรรมวินัย พระเทพศีลวิสุทธิ์ขอให้จำเลยสละสมณเพศในที่สุดจำเลยยินยอมแต่งกายด้วยชุดขาวโดยอ้างว่าเพื่อต่อสู้คดี เจ้าพนักงานตำรวจจึงจับจำเลยและแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า จำเลยแต่งกายเป็นพระภิกษุโดยมิชอบ จำเลยให้การปฏิเสธหลังจากนั้นอีก 2 วัน จำเลยได้รับอนุญาตให้ประกันตัวในระหว่างสอบสวนจำเลยได้แต่งกายเป็นพระภิกษุโดยมิได้อุปสมบทใหม่ ครั้นถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2534จำเลยนำหนังสือสุทธิของจำเลยไปแสดงต่อพนักงานสอบสวนพนักงานสอบสวนมีความเห็นไม่ฟ้องจำเลย และพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องจำเลย ต่อมาวันที่ 23 มีนาคม 2537 นายกศมและพระครูวรกิจจานุกูล เจ้าคณะแขวงคันนายาว ซึ่งเป็นพระวินยาธิการกองงานเลขานุการ เจ้าคณะกรุงเทพมหานครไปแจ้งความต่อพันตำรวจโทเอนก ไพศรีพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลท่าพระว่า จำเลยสึกจากการเป็นพระภิกษุแล้วยังแต่งกายเป็นพระภิกษุและพักอาศัยอยู่ที่ตึกแถว เมื่อไปที่ตึกแถวตามที่ได้รับแจ้งจากนายกศมก็พบจำเลยแต่งกายเป็นพระภิกษุอยู่กับนางพูนศรี และบุตรสาวอีก 2 คน ได้พบหนังสือและวีดีโอลามกด้วยเจ้าพนักงานตำรวจได้จับจำเลยมาดำเนินคดี มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวสมควรวินิจฉัยก่อนว่า เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2534พระเทพวิสุทธิ์เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวรารามและมีตำแหน่งเป็นเจ้าคณะเขตบางกอกใหญ่ได้สอบสวนจำเลยที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นพระภิกษุปลอมและยุ่งเกี่ยวกับนางพูนศรีภริยาของนายกศมแล้วขอให้จำเลยสละสมณเพศ การที่จำเลยยินยอมเปลื้องจีวรออกแล้ว แต่งกายด้วยชุดขาวแทน ถือว่าจำเลยสละสมณเพศหรือพ้นจากการเป็นพระภิกษุแล้วหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505มาตรา 29 ที่ใช้บังคับอยู่ขณะนั้นบัญญัติว่า "พระภิกษุรูปใดถูกจับโดยต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา เมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวและเจ้าอาวาสแห่งวัดที่พระภิกษุรูปนั้นสังกัดไม่รับมอบตัวไว้ควบคุมหรือพนักงานสอบสวนไม่เห็นสมควรให้เจ้าอาวาสรับตัวไปควบคุมหรือพระภิกษุรูปนั้นมิได้สังกัดในวัดใดวัดหนึ่งให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้" เห็นว่าตามบทกฎหมายดังกล่าวการสละสมณเพศเพราะถูกจับในข้อหาคดีอาญาแยกได้เป็น 3 กรณี คือ 1. เมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวและเจ้าอาวาสไม่ยอมรับตัวไว้ควบคุมพนักงานสอบสวนดำเนินการให้สละสมณเพศได้ 2. พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเห็นว่าไม่ควรปล่อยชั่วคราวและไม่ควรมอบตัวให้เจ้าอาวาสรับตัวไปควบคุมก็ดำเนินการให้สละสมณเพศได้ และ3. พระภิกษุรูปนั้นไม่ได้สังกัดอยู่ในวัดใดวัดหนึ่งหรือเป็นพระจรจัดก็ดำเนินการให้สละสมณเพศได้ กรณีของจำเลยเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในวันที่ 25 มิถุนายน 2534 ร้อยตำรวจโทเสริมศักดิ์นำจำเลยไปมอบให้ร้อยตำรวจโทสายนต์พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางกอกใหญ่ โดยมีนายกศมแจ้งว่าจำเลยแต่งกายเป็นพระภิกษุโดยมิชอบและยุ่งเกี่ยวกับนางพูนศรีภริยาของนายกศมร้อยตำรวจโทสายนต์จึงนำจำเลยไปพบพระเทพศีลวิสุทธิ์เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวรารามและมีตำแหน่งเป็นเจ้าคณะเขตบางกอกใหญ่และพระภิกษุผู้ใหญ่อีกหลายรูปเพื่อสอบสวนจำเลยแล้วไม่ได้ความชัดว่าขณะนั้นจำเลยจำพรรษาและสังกัดวัดใด จำเลยยินยอมสึกจากการเป็นพระภิกษุโดยเปลื้องจีวร ออกแล้ว แต่งกายด้วยชุดขาวกรณีเห็นได้แจ้งชัดว่าจำเลยถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญาและพนักงานสอบสวนไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวทั้งจำเลยมิได้สังกัดในวัดใดวัดหนึ่งพนักงานสอบสวนก็ได้ดำเนินการให้จำเลยสละสมณเพศโดยนำจำเลยไปพบพระเทพศีลวิสุทธิ์และพระภิกษุผู้ใหญ่อีกหลายรูปเพื่อทำการสึกจำเลยจากการเป็นพระภิกษุ การที่จำเลยยินยอมเปลื้องจีวร ออกแล้ว แต่งกายด้วยชุดขาวเช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยได้สละสมณเพศแล้ว ในขณะนั้นตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 29 ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของพระธรรมสิริชัยหรือพระเทพศีลวิสุทธิ์เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวรารามและเป็นรองเจ้าคณะกรุงเทพมหานครพระมหาสมเกียรติ โววิโท ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวรารามและพระมหาเสวย ชนสโภ ว่า พระภิกษุที่ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยหรือต้องปาราชิก จะขาดจากการเป็นพระภิกษุทันทีโดยเจ้าคณะเขตหรือเจ้าคณะตำบลหรือเจ้าคณะแขวงสามารถให้พระภิกษุรูปนั้นสึกได้โดยไม่ต้องกล่าวคำอำลา สิกขา ที่จำเลยอ้างว่ายินยอมเปลื้องจีวรออกเพื่อต่อสู้คดีก็ไม่เป็นเหตุให้จำเลยซึ่งได้สละสมณเพศแล้วกลับมาเป็นพระภิกษุใหม่อีก และด้วยเหตุดังกล่าวจึงเห็นว่าการที่จำเลยแต่งกายเป็นพระภิกษุเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นพระภิกษุเป็นการกระทำที่เป็นความผิดตามฟ้อง เมื่อได้วินิจฉัยว่าจำเลยได้สละสมณเพศแล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดนั้นชอบแล้ว แต่ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือนนั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสม แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีไม่สมควรรอการลงโทษให้จำเลย ฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
(ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์ - เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ - จำรูญ แสนภักดี)
หมายเหตุ
"ให้ดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศ" ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 29 มีความหมายเพียงใด การอุปสมบทเป็นพระภิกษุ หรือการดำรงสมณเพศก็ดี การลาสิกขาบทหรือการสละสมณเพศก็ดีต่างมีวิธีการและกระบวนการขั้นตอนต่าง ๆ ตามพระธรรมวินัยชัดแจ้ง บุคคลใดจะโกนหัวนุ่งห่มจีวร ก็ไม่ใช่การอุปสมบทพระภิกษุรูปใดจะถูกบังคับให้ถอดจีวร ก็ไม่ใช่การลาสิกขาบทหรือการสละสมณเพศ การสละสมณเพศตามพระธรรมวินัยมิใช่เพียงแต่เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเท่านั้น
การสละสมณเพศหรือการลาสิกขาบทจากการเป็นพระภิกษุต้องได้ความว่าบุคคลนั้นเป็นพระภิกษุ บุคคลที่ต้องอาบัติ "ปาราชิก" สี่ข้อใดข้อหนึ่งคือเสพเมถุน หรือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ตั้งแต่ 5 สิ่ง ขึ้นไป ฆ่ามนุษย์ อวดอุตตริมนุษสธรรมอันไม่มีในตน แม้ไม่กล่าวลาสิกขาบทก็ถือว่าขาดจากความเป็นภิกษุแล้วทันทีเมื่อความผิดสำเร็จ (พระไตรปิฎก ภาษาไทย ฉบับหลวงเล่ม 1 ข้อที่ 10-300)
การบอกคืนสิกขาตามพระธรรมวินัยมีองค์ประกอบ 2 ประการ
1. บุคคลนั้นมีพฤติการณ์ "การกระทำเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง"หมายความว่าไม่ประสงค์จะเป็นพระภิกษุอีกต่อไป มีอาการเบื่อหน่ายเพศสมณะประสงค์จะเป็นคฤหัสถ์(พระไตรปิฏก ภาษาไทย ฉบับหลวงเล่มที่ 1 ข้อที่ 30)
2. มีการเปล่งกล่าวให้ผู้อื่นทราบว่าตนเองมีเจตนาลาสิกขาจริง การกล่าวต้องชัดเจนไม่กำกวม ไม่มีข้อแม้ ไม่ใช่เพราะถูกบังคับมิฉะนั้นจะยังไม่ขาดจากความเป็นภิกษุ (พระไตรปิฏก ภาษาไทยฉบับหลวง เล่มที่ 1 ข้อที่ 30 และ 31) การกล่าวเพราะฟุ้งซ่านเพราะไม่เข้าใจ กล่าวเล่น ๆ ไม่ขาดจากความเป็นพระภิกษุ(พระไตรปิฏก ภาษาไทย ฉบับหลวง เล่มที่ 1 ข้อที่ 32)
ก่อนนี้ศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาที่ 4499/2539 ระหว่างพนักงานอัยการประจำศาลแขวงสุพรรณบุรี โจทก์ นายจำลอง ทองเพชรจำเลยว่า คณะสงฆ์ชั้นต้นวินิจฉัยให้จำเลยอีก การยื่นอุทธรณ์ต่อคณะสงฆ์ชั้นอุทธรณ์ของจำเลยไม่ว่าจะเป็นการยื่นโดยชอบหรือไม่ ไม่เป็นเหตุให้จำเลยซึ่งได้สึกจากการเป็นพระภิกษุไปแล้วกลับมาแต่งกายเป็นพระภิกษุอีก ฎีกานี้ศาลฎีกาฟังยุติว่าจำเลยได้สึกไปแล้ว เมื่อจำเลยกลับมาแต่งกายเป็นพระภิกษุอีก จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208 โดยไม่ได้วินิจฉัยเรื่องขั้นตอนการสึกว่า ได้ลาสิกขาตามพระธรรมวินัยดังกล่าวแล้วหรือไม่
ฎีกาฉบับที่บันทึกอยู่นี้ก็เช่นเดียวกัน ศาลฎีกาเห็นว่าการที่จำเลยยินยอมเปลี่ยนจากจีวร เป็นผ้าสีขาวแทนนั้น ถือว่าจำเลยสึกแล้วเมื่อจำเลยสละสมณเพศแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธินุ่งห่มสบงจีวร อีกการที่จำเลยกลับมานุ่งห่มสบงจีวร อีก จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208
คำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองเรื่องนี้ วินิจฉัยคำว่า "สละสมณเพศ" ในรูปแบบการแต่งกายเท่านั้นว่า เมื่อจำเลยยินยอมเปลื้องสบงจีวรออกถือว่าจำเลยลาสิกขาบทแล้ว โดยไม่ได้วินิจฉัยสึกไปถึงเจตนาของจำเลยและขั้นตอนการสิกขาบทตามพระธรรมวินัยข้างต้น
ก่อนจะมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่บันทึกอยู่นี้ ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในคดีหมายเลขแดงที่ 2997/2539 ระหว่างพนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายรักษ์รักพงษ์ หรือพระโพธิรักษ์ จำเลยว่า แม้จำเลยได้เปลี่ยนเครื่องแต่งกายไปเป็นแบบอื่นไปยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนแก้คำนำหน้าจากพระเป็นนายแล้ว แต่จำเลยยังไม่ได้กล่าวลาสิกขาบทตามพระธรรมวินัย ไม่ถือว่าจำเลยสละสมณเพศ จำเลยยังเป็นพระภิกษุ เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นไปยังศาลฎีกา จึงยังไม่เป็นที่แน่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยพระธรรมวินัยเหมือนศาลอุทธรณ์หรือไม่ หรือจะวินิจฉัยเช่นเดียวกับฎีกาที่บันทึกอยู่นี้
ศาลฎีกาได้วินิจฉัยความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208 ไว้ในฎีกาที่ 3699-3739/2541 ระหว่างพนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายพิสุทธิ์ เลิศคูพินิจ หรือสมณะพิสุทธิ์โธกับพวกจำเลยว่าจำเลยที่80ไม่ได้เป็นอุปัชฌาย์ตามกฎมหาเถรสมาคม บวชให้จำเลยอื่น ๆ การบวชจึงไม่ชอบด้วยกฎมหาเถรสมาคม จำเลยดังกล่าวจึงไม่มีสิทธิแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นพระภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนา เป็นที่น่าสังเกตว่าคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ไม่ได้วินิจฉัยถึงการบวชของจำเลยต่าง ๆว่าถูกต้องตามพระธรรมวินัยหรือไม่ ด้วยความเคารพผู้บันทึกเห็นด้วยในผลของคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ว่า จำเลยที่ 80 ไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นอุปัชฌาย์ ตามกฎมหาเถรสมาคม จำเลยที่ 80 จึงไม่ใช่อุปัชฌาย์ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 จำเลยอื่นที่จำเลยที่ 80 บวชให้จึงไม่มีสิทธิแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นพระภิกษุในปกครองของเถร สมาคม เมื่อแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาที่ปกครองโดยมหาเถรสมาคม จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208แต่ผู้บันทึกไม่เห็นด้วยที่ว่าจำเลยดังกล่าวนี้ไม่มีสิทธิแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา เพราะจำเลยดังกล่าวนั้นจะมีสิทธิแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาหรือไม่นั้นต้องพิจารณาก่อนว่าได้บวชถูกต้องตามพระธรรมวินัยแล้วหรือไม่ก่อน ถ้าบวชโดยถูกต้องก็มีสิทธิแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายว่าเป็นพระภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนาแต่ไม่มีสิทธิแต่งกายแบบเดียวกันคณะสงฆ์คณะอื่น ๆ เท่านั้น เพราะมิฉะนั้นจะส่งผลต่อคณะสงฆ์อื่น ๆ เช่นคณะสงฆ์รามัญนิกายคณะสงฆ์จีนนิกายต่างๆอีกหลายนิกาย คณะสงฆ์ลามะของธิเบต คณะสงฆ์ไต้หวัน คณะสงฆ์เมืองฮ่องกง คณะสงฆ์เวียตนามคณะอื่น ๆ ที่ไม่ใช่นิกายอันนัม คณะสงฆ์ญี่ปุ่นที่มีมากกว่า60 คณะ คณะสงฆ์เกาหลีที่มีมากกว่า20คณะคณะสงฆ์ลังกาทั้ง 3 คณะคณะสงฆ์กัมพูชาทั้ง 2 คณะ คณะสงฆ์ลาว ฯลฯ ที่เข้ามาเผยแผ่ในราชอาณาจักรไทย มาเจริญสัมพันธไมตรี และที่เข้าศึกษาที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและมหามกุฎราชวิทยาลัย ซึ่งล้วนแต่ซึ่งล้วนแต่ให้บวชตามพระธรรมวินัยในพระพุทธศาสนาแต่อุปัชฌาย์ไม่ได้รับแต่งตั้งตามกฎมหาเถรสมาคม
ประคอง เตกฉัตร
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 1209 ครั้ง |