คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4062/2542
ป.วิ.อ. มาตรา 227
ป.อ. มาตรา 340
เหตุเกิดในเวลากลางคืน คนร้ายอยู่รวมกลุ่มจำนวนมากถึง 5 คน ซึ่งพยานทั้งสองไม่เคยเห็นหน้าคนร้ายมาก่อน แม้จะมีแสงสว่างจากไฟฟ้าชนิดโคมกลมที่มีแสงสีขาวคล้ายแสงจากหลอดไฟฟ้าชนิดฟลูออเรสเซนต์ก็ตาม แต่โคมไฟดังกล่าวอยู่เยื้องไปด้านหลังและด้านข้างของกลุ่มคนร้าย ทั้งเหตุการณ์ขณะที่กลุ่มคนร้ายอยู่บริเวณขอบสระน้ำก็อยู่ในสภาวะของการใช้ขวดสุรากับไม้ขว้างปาซึ่งพยานทั้งสองต้องคอยหลบหลีกอาวุธดังกล่าวและขณะที่กลุ่มคนร้ายตามลงไปทำร้ายผู้เสียหายในสระน้ำแล้วจับหน้าผู้เสียหายกดน้ำจนผู้เสียหายดิ้นนั้น ก็เป็นเวลาที่สั้นและอยู่ในสภาวะชุลมุนและน่าตกใจกลัว ย่อมทำให้โอกาสและความสามารถของพยานทั้งสองที่จะสังเกตและจดจำหน้าคนร้ายทั้ง 5 คน ได้อย่างแม่นยำน่าจะเป็นไปได้น้อยมาก ประกอบกับพยานทั้งสองไม่ได้แจ้งลักษณะรูปพรรณของคนร้ายให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบหลังเกิดเหตุแต่อย่างใดและผู้เสียหายชี้ตัว ป. ที่ถูกจับในคืนเกิดเหตุก็โดยอาศัยเสื้อผ้า ป. ที่เปียกน้ำ นอกจากนี้การที่ร้อยตำรวจเอก ส. เบิกความว่าผู้เสียหายดูรูปถ่ายจำเลยกับ จ. แล้วยืนยันว่าเป็นคนร้าย แต่ผู้เสียหายไม่ได้เบิกความถึงเลยว่าได้ดูรูปถ่ายจำเลย พยานโจทก์จึงไม่สอดคล้องต้องกัน ส่วนการที่พยานทั้งสองชี้ตัวและชี้รูปถ่ายจำเลยได้ถูกต้องภายหลังจำเลยถูกจับเป็นเวลานานถึง 9 เดือน หลังเกิดเหตุก็น่าระแวงสงสัยเช่นกันว่าพยานทั้งสองจะจำหน้าจำเลยได้แม่นยำจริงหรือไม่ ดังนั้น การจับและกล่าวหาจำเลยจึงสืบเนื่องมาจากคำซัดทอดของ ป. ว่าจำเลยกับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะข้อเท็จจริงรับฟังยุติแล้วว่าจำเลยมิได้เป็นคนร้ายปล้นทรัพย์ โจทก์คงมีเพียงพยานบอกเล่าคือสำเนาบันทึกการจับกุม บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนที่จำเลยให้การรับสารภาพว่าร่วมกับพวกทำร้ายผู้เสียหาย แต่พยานดังกล่าวได้มาโดยไม่ชอบ เพราะเจ้าพนักงานตำรวจนำกระดาษเปล่ามาให้จำเลยเซ็น พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นคนร้ายร่วมกับพวกทำร้ายร่างกายผู้เสียหายหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 83 และให้จำเลยคืนสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองคำหรือใช้ราคา 8,800 บาท แก่ผู้เสียหาย
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 1 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยโจทก์มิได้ฎีกาคัดค้านว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยเป็นคนร้ายร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 83 หรือไม่ โจทก์มีประจักษ์พยาน 2 ปาก คือนายสมศักดิ์ เกิดศิริ ผู้เสียหายและนางสาววารี นวลละออง มาเบิกความเป็นพยานว่าในคืนเกิดเหตุเห็นและจำหน้าจำเลยได้ว่าเป็นคนร้ายร่วมกับพวกทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเห็นว่า เหตุเกิดในเวลากลางคืน คนร้ายอยู่รวมกลุ่มจำนวนมากถึง 5 คน และพยานทั้งสองไม่เคยเห็นหน้าคนร้ายมาก่อน แม้จะมีแสงสว่างจากไฟฟ้าชนิดโคมกลมที่มีแสงสีขาวคล้ายแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าชนิดฟลูออเรสเซนต์ก็ตาม แต่โคมไฟดังกล่าวอยู่เยื้องไปด้านหลังและด้านข้างของกลุ่มคนร้าย ประกอบกับเหตุการณ์ขณะที่กลุ่มคนร้ายอยู่บริเวณขอบสระน้ำก็อยู่ในสภาวะของการใช้ขวดสุรากับไม้ขว้างปาพยานทั้งสองซึ่งพยานทั้งสองคนต้องคอยหลบหลีกอาวุธดังกล่าวและขณะที่กลุ่มคนร้ายตามลงไปทำร้ายผู้เสียหายในสระน้ำแล้วจับหน้าผู้เสียหายกดน้ำจนผู้เสียหายดิ้นแล้วหลบหนีส่วนนางสาววารีหลบหนีไปก่อน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สั้นและอยู่ในสภาวะชุลมุนและน่าตกใจกลัว จากพฤติการณ์ดังกล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่าโอกาสและความสามารถของพยานทั้งสองที่จะสังเกตและจดจำหน้าคนร้ายทั้ง 5 คน ได้อย่างแม่นยำน่าจะเป็นไปได้น้อยมาก ซึ่งข้อระแวงดังว่ามานี้จะเห็นได้จากการที่ไม่ปรากฏว่าพยานทั้งสองได้แจ้งลักษณะรูปพรรณของคนร้ายให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบหลังเกิดเหตุแต่อย่างใด และผู้เสียหายชี้ตัวนายประดิษฐ์ที่ถูกจับในคืนเกิดเหตุก็โดยอาศัยเสื้อผ้านายประดิษฐ์เปียกน้ำ นอกจากนี้ ร้อยตำรวจเอกสามารถ จูเทศพยานโจทก์เบิกความว่า ผู้เสียหายดูรูปถ่ายจำเลยกับนายจักรพงษ์แล้วยืนยันว่าเป็นคนร้าย จึงขออนุมัติออกหมายจับ แต่ผู้เสียหายไม่ได้เบิกความถึงเลยว่าได้ดูรูปถ่ายจำเลย พยานโจทก์ จึงไม่สอดคล้องต้องกัน ส่วนการที่พยานทั้งสองชี้ตัวและชี้รูปถ่ายจำเลยได้ถูกต้องภายหลังจำเลยถูกจับซึ่งเป็นเวลานานถึง 9 เดือน หลังเกิดเหตุก็น่าระแวงสงสัยเช่นกันว่าพยานทั้งสองจะจำหน้าจำเลยได้แม่นยำจริงหรือไม่ ดังนั้นการจับและกล่าวหาจำเลยจึงสืบเนื่องมาจากคำซัดทอดของนายประดิษฐ์ว่าจำเลยกับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ซึ่งปรากฏว่าไม่เป็นความจริงเพราะข้อเท็จจริงรับฟังยุติแล้วว่าจำเลยมิได้เป็นคนร้ายปล้นทรัพย์ โจทก์คงมีเพียงพยานบอกเล่าคือสำเนาบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.5 และบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน เอกสารหมาย ป.จ.1 ที่จำเลยให้การรับสารภาพว่าร่วมกับพวกทำร้ายผู้เสียหาย แต่จำเลยก็ยังนำสืบโต้เถียงว่าพยานดังกล่าวนี้ได้มาโดยไม่ชอบ เพราะเจ้าพนักงานตำรวจนำกระดาษเปล่ามาให้จำเลยเซ็น ซึ่งสรุปแล้วพยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นคนร้ายร่วมกับพวกทำร้ายร่างกายผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 จริงหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
(สมบัติ เดียวอิศเรศ - เสรี ชุณหถนอม - สมจิตร ทองประดับ)
หมายเหตุ
หลักการพิจารณาชั่งน้ำหนักของพยานบุคคล พอแยกได้ 3 ขั้นตอน
(1) การรับรู้ บุคคลสามารรับรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าและสามารถรับรู้ข้อเท็จจริงโดยการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้รส และการสัมผัสตามปกติข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับคดีมักจะเข้าสู่การรับรู้ของพยานโดยการเห็นและการได้ยิน
(2) การจดจำ เมื่อบุคคลใดรับรู้ข้อเท็จจริงรอบตัวโดยประสาทสัมผัสทั้งห้าแล้วก็สามารถเก็บความรู้นั้นไว้ในสมองในรูปของความจำ การที่บุคคลจะจำเหตุการณ์ต่าง ๆได้แม่นยำได้เพียงใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถเฉพาะตัว เช่นความช่างสังเกตประกอบกับระยะเวลาที่ผ่านไป เพราะยิ่งนานวันความจำของบุคคลจะเสื่อมถอยลงจนลืมไปเลยแต่ถ้ามีการบันทึกดังกล่าวเตือนความจำ เขาอาจจำขึ้นมาได้อีก
(3) การถ่ายทอดความคิด เมื่อบุคคลใดมาเป็นพยานในศาล เขาจะต้องเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เขาประสบมาโดยการตอบคำถามของคู่ความหรือทนายความซึ่งการถ่ายทอดความคิดนี้ก็เป็นความสามารถเฉพาะตัวของบุคคลว่า จะสามารถถ่ายทอดได้ใกล้เคียงกับความเข้าใจของตนเพียงใด (อาจารย์เข็มชัยชุติวงศ์ กฎหมายลักษณะพยาน,หน้า 364)
ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 ที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ว่าจำเลยเป็นคนกระทำความผิดตามที่ฟ้องหรือไม่หากมีความสงสัยให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยตามสมควรให้จำเลย ปัญหามีอยู่ว่าอย่างไรจะถือว่าเป็นความสงสัยตามสมควร ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องยากในการที่จะกำหนดขอบเขตว่ากรณีใดพอสมควร กรณีใดไม่พอสมควร หากพิจารณาตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่าน ๆ มา มีปัจจัยหลายเหตุมาประมวลแล้วเป็นเหตุให้ศาลใช้ดุลพินิจว่ากรณีเป็นที่สงสัยว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เช่นแสงสว่างความคุ้นเคย ระยะเวลาที่เกิดเหตุกับเวลาที่พยานมาเบิกความ เวลามากน้อยของพยานที่เห็นคนร้าย
ศาสตราจารย์สัญญาธรรมศักดิ์ ให้หลักในปัญหาดังกล่าวไว้ว่า การยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นผลดีแก่จำเลยนั้น จะต้องมีเหตุผลอันสมควรให้เกิดความสงสัยถ้าเป็นข้อสงสัยห่างไกลต่อเหตุผล ย่อมไม่เป็นเหตุให้ศาลยกฟ้อง (คำอธิบายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา, หน้า 650)
ข้อเท็จจริงตามพฤติการณ์แห่งคดีนี้ เหตุปัจจัยที่ศาลฎีกาเห็นว่า เป็นกรณีที่มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดหรือไม่ คือเหตุเวลากลางคืน คนร้ายอยู่ร่วมกันจำนวนมากถึง 5 คน ผู้เสียหายไม่เคยเห็นหน้าคนร้ายมาก่อน แสงสว่างของโคมไฟฟ้าอยู่ด้านหลังและด้านข้างของกลุ่มคนร้าย กลุ่มคนร้ายใช้ขวดสุรากับไม้ขว้างปาไปยังผู้เสียหายช่วงเวลาเกิดเหตุสั้น และอยู่ในสภาวะชุลมุน และน่าตกใจกลัวซึ่งศาลฎีกาไม่เชื่อว่าผู้เสียหายจะจำหน้าคนร้ายได้ มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่อาศัยเหตุคล้าย ๆ กับข้อเท็จจริงคดีนี้ยกฟ้อง เช่นเหตุเกิดเวลากลางคืน ช่วงเวลาเกิดเหตุสั้นผู้เสียหายไม่เคยเห็นหน้าคนร้ายมาก่อน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 85/2541,88/2541, 2024/2541,162/2540,176/2540,316/2540,6108/2540,6320/2540
แม้ช่วงเวลาเกิดเหตุจะเป็นเวลากลางคืน แต่ถ้ามีเหตุปัจจัยอื่นทำให้ผู้เสียหายจำหน้าคนร้ายได้ เช่นผู้เสียหายกับคนร้ายรู้จักกันมาก่อน หรือก่อนเกิดเหตุคนร้ายกับผู้เสียหายมีโอกาสได้พูดคุยกัน ศาลฎีกาก็เชื่อว่าผู้เสียหายจำคนร้ายได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 362/2540,5302/2540,56/2541,87/2541,199/2541,279/2541,1122/2541 แม้คนร้ายสวมหมวกไหมพรม แต่ผู้เสียหายจำหน้าคนร้ายได้เนื่องจากมีแสงสว่างอย่างเพียงพอ และก่อนเกิดเหตุคนร้ายมาพูดคุยกับผู้เสียหายนานถึง 2 ชั่วโมง ศาลฎีกาเชื่อว่าผู้เสียหายจำหน้าคนร้ายได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 738/2541
จากหลักกฎหมายมาตรา 227 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจยกฟ้อง หากเกิดกรณีสงสัยที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้และสมเหตุสมผล ซึ่งจะต้องพิจารณาตามพฤติการณ์แห่งคดีแต่ละคดีไป ไม่มีหลักที่จะวางกรอบได้อย่างชัดเจน การใช้ดุลพินิจให้เหมาะสมตามสมควรแก่เหตุได้ดีเพียงใดย่อมอยู่ที่ประสบการณ์ของผู้พิพากษาแต่ละท่านด้วย
เกรียงไกร จรรยามั่น
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 955 ครั้ง |