คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9173/2544
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14
ป.วิ.อ. มาตรา 158
ป.อ. มาตรา 2
ขณะที่จำเลยที่ 2 กระทำความผิด ยังไม่มีการแก้ไขพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14แต่ต่อมาก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ มีพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2542 และมาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 และให้ใช้ความใหม่แทน เมื่อปรากฏว่ากฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดได้ขยายองค์ประกอบความผิดจากเดิมที่กำหนดให้ผู้กระทำความผิดต้องเป็น "ผู้ไม่มีสัญชาติไทยผู้ใด" ให้เป็น "ผู้ใด"ซึ่งจะเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทยหรือไม่ก็ได้ ดังนั้น ในการพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหรือไม่จึงต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 เดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 เมื่อคำฟ้องของโจทก์ปรากฏว่า จำเลยเป็นผู้มีสัญชาติไทยส่วนพวกของจำเลยที่มาแอบอ้างและขอทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ในนามของผู้อื่นนั้นฟ้องโจทก์มิได้ระบุว่าเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทย จึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)
________________________________
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 เวลากลางวันจำเลยทั้งสองร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่นางคมคาย พรหมอินทร์และนายธนาคม ไหลเจริญกิจ ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ประจำที่ว่าการอำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ทำหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชน ให้จดข้อความอันเป็นเท็จลงในบันทึกคำให้การบุคคล อันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานว่า บุคคลผู้มีชื่อซึ่งมาแอบอ้างและขอทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ชื่อนายนิคม คุ้มบุญ เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน เลขที่ 75 หมู่ที่ 8 ตำบลศรีแก้วอำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าบ้านอันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วนายนิคมได้ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้วเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่บุคคลที่มาแอบอ้าง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นางคมคายนายธนาคม เจ้าพนักงานผู้ออกบัตรประจำตัวประชาชน และประชาชนขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนพ.ศ. 2526 มาตรา 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 และ 83
จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่
จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 167 ประกอบด้วยมาตรา 83การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน
จำเลยที่ 2 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526มาตรา 14(1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 267ประกอบด้วยมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14(1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2มีกำหนด 6 เดือน
จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "อนึ่ง ขณะที่จำเลยที่ 2 กระทำความผิดยังไม่มีการแก้ไขพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526มาตรา 14 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ไม่มีสัญชาติไทยผู้ใดยื่นคำขอมีบัตรโดยแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าตนเป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือใช้บัตรซึ่งตนหมดสิทธิใช้ตามมาตรา 9ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท" แต่ต่อมาก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้มีพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 และมาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนพ.ศ. 2526 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทนว่า
"ผู้ใด
(1) แจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรตามมาตรา 5 วรรคสี่ หรือมาตรา 6 หรือการขอมีบัตรใหม่ตามมาตรา 6 ตรี หรือการขอมีบัตรใหม่หรือขอเปลี่ยนบัตรตามมาตรา 6 จัตวา ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปีหรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(2)..."
เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าได้ กฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดในคดีนี้ได้ขยายองค์ประกอบความผิดจากเดิมที่กำหนดให้ผู้กระทำความผิดต้องเป็น "ผู้ไม่มีสัญชาติไทยผู้ใด" ให้เป็น"ผู้ใด" ซึ่งจะเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทยหรือไม่ก็ได้ ดังนั้น ในการพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหรือไม่จึงต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 เมื่อคำฟ้องของโจทก์ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีสัญชาติไทย ส่วนพวกของจำเลยที่ 2 ที่มาแอบอ้างและขอทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ในนามของนายนิคมนั้นฟ้องโจทก์ก็มิได้ระบุว่า เป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทย ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 เดิมจึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดตามมาตราดังกล่าวถือเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)แม้จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ก็ลงโทษจำเลยที่ 2 ในข้อหาตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา 225"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในข้อหาตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526มาตรา 14 จำเลยที่ 2 คงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137 และ 267 ประกอบด้วยมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
(ชวลิต ยอดเณร - สุเมธ ตังคจิวางกูร - ประเสริฐ เขียนนิลศิริ)
หมายเหตุ
คดีนี้มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของคำฟ้องในความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 ซึ่งแก้ไขโดยพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2542 โดยในขณะที่จำเลยที่ 2 กระทำการที่โจทก์หาว่าเป็นความผิด เป็นในช่วงเวลาใช้บังคับของพระราชบัญญัติฉบับ พ.ศ. 2526 ซึ่งกำหนดเป็นความผิดเฉพาะบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย แต่ต่อมาก่อนที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ได้มีการใช้บังคับฉบับที่แก้ไข พ.ศ. 2542 ซึ่งกำหนดเป็นความผิดกับบุคคลทั่วไป โดยไม่จำกัดสัญชาติตามฟ้องของโจทก์ดูเหมือนโจทก์ประสงค์จะฟ้องให้เป็นตามกฎหมายใหม่ เพราะได้กล่าวบรรยายถึงตัวจำเลยทั้งสองเป็นการทั่วไปโดยไม่เจาะจงว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือไม่มีสัญชาติไทย เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่ ในคดีนี้คงพิจารณาจำเลยที่ 2ต่อไป ซึ่งจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพและศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก จำเลยที่ 2 เห็นว่าศาลชั้นต้นลงโทษหนักไปจึงอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมาเพื่อขอให้ศาลสูงลงโทษให้เบาลง
คำวินิจฉัยของศาลฎีกาสรุปได้ว่า เฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนฯ ศาลฎีกาเห็นว่า ในขณะที่ความผิดเกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลาที่กฎหมายเก่ายังมีผลบังคับอยู่ ฟ้องโจทก์จึงต้องบรรยายให้ครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายเก่า เมื่อสัญชาติของจำเลยเป็นสาระสำคัญของความผิดตามกฎหมายเก่า โจทก์ก็ต้องบรรยายให้เห็นเช่นนั้น ซึ่งโจทก์ก็ไม่ได้บรรยายทั้งข้อเท็จจริงได้ความด้วยว่าจำเลยเป็นผู้มีสัญชาติไทยและบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับจำเลยก็ไม่ได้บรรยายว่าเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทย ฟ้องของโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะเกิดเหตุ จึงไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลก็ลงโทษจำเลยไม่ได้
ข้อที่น่าสนใจก็คือ จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องว่ากระทำผิดในขณะที่กฎหมายเก่าก่อนแก้ไขเอาผิดแต่เฉพาะผู้กระทำที่ไม่มีสัญชาติไทยในคดีนี้จำเลยที่ 2 มีสัญชาติไทย จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจเป็นผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนฯ ได้เลย แม้ว่าภายหลังในขณะที่จำเลยที่ 2 ถูกฟ้อง มีกฎหมายใหม่มาแก้ไขกำหนดให้ผู้กระทำมีความผิดไม่ว่าจะมีสัญชาติใด ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักความรับผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2ที่บัญญัติว่า "บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญา ต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้..." ดังนั้น ไม่ว่าโจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 2โดยบรรยายฟ้องโดยอาศัยองค์ประกอบตามกฎหมายเก่าหรือกฎหมายใหม่ หรือแม้จะเป็นฟ้องที่กล่าวบรรยายได้ครบองค์ประกอบความผิดไม่ว่าตามกฎหมายเก่าหรือกฎหมายใหม่ ก็ย่อมไม่เป็นฟ้องที่จะลงโทษจำเลยที่ 2 ได้อยู่นั่นเอง
ความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158 ตามแนวที่ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยมาถือเป็นแบบแห่งความสมบูรณ์ของคำฟ้องและปกติจะถือเป็นเอกเทศต่างหากจากข้อเท็จจริงที่โจทก์อาศัยเป็นฐานในการเขียนฟ้อง ดังนั้น ถ้าคำฟ้องของโจทก์ครบถ้วนถูกต้องบริบูรณ์ และโจทก์นำสืบข้อเท็จจริงสมตามฟ้อง ศาลก็ลงโทษถ้าข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบแสดงว่าจำเลยไม่ได้กระทำผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดหรือมีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่ต้องรับโทษ ศาลก็ย่อมต้องยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 หรือถ้านำสืบข้อเท็จจริงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในสาระสำคัญก็จะเป็นเหตุยกฟ้องโจทก์ได้ด้วยตาม มาตรา 192
เรื่องนี้จึงมีแนวทางที่อาจพิจารณาได้อีกแนวหนึ่ง คือถ้าคำฟ้องของโจทก์บรรยายได้ครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายใหม่ที่ใช้บังคับในขณะยื่นฟ้อง (แม้จะไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายเก่าก่อนแก้ไข) ฟ้องของโจทก์ก็อาจจะถือว่าถูกต้องตามแบบที่กำหนดในมาตรา 158และรับฟ้องไว้พิจารณาได้ (ซึ่งศาลในคดีนี้ก็รับฟ้องไว้พิจารณาแล้ว) ต่อเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในชั้นพิจารณาว่าในขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ผู้ไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งเป็นสาระสำคัญของความผิดตามกฎหมายเก่าที่ใช้อยู่ในขณะที่จำเลยที่ 2 กระทำการอันเป็นเหตุให้ถูกฟ้องเป็นคดีนี้ ศาลก็น่าจะยกฟ้องจำเลยที่ 2 ในเหตุที่ว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามนัยมาตรา 185 ได้ การนำข้อเท็จจริงที่เป็นองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายเก่ามาเป็นเหตุยกฟ้องโจทก์ที่บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบตามกฎหมายใหม่ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดไปได้ว่าหลักเกณฑ์นี้นำไปใช้ในกรณีอื่นได้ด้วย เช่น อาจนำไปใช้ในคดีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำการโดยเจตนาและบรรยายฟ้องครบถ้วนในความผิดตามที่ฟ้องแต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยกระทำการโดยประมาทศาลอาจยกฟ้องโจทก์ในเหตุที่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบความผิดฐานประมาทก็ได้ ซึ่งคงจะไม่ใช่เช่นนั้นเพราะกรณีที่ว่านี้ควรจะนำไปปรับเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 185 หรือมาตรา 192 มากกว่าที่จะพิจารณาเป็นเรื่องแบบของคำฟ้องตามมาตรา 158
คนึง ฦาไชย
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 720 ครั้ง |