คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 816/2546
ป.วิ.อ. มาตรา 174, 227
ป.อ. มาตรา 80, 288
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2477 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ
ในการพิจารณาคดีอาญาโจทก์มีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อให้ศาลรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา คดีนี้แม้จะฟังได้ว่าจำเลยพาอาวุธปืนและใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงพยายามฆ่าผู้เสียหายก็ตาม แต่โจทก์ต้องนำสืบให้ชัดแจ้งว่าจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนและไม่มีใบอนุญาตให้พาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะด้วย เมื่อโจทก์มิได้นำสืบว่าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดจำเลยมิได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ให้มีและใช้และพาติดตัวได้ตามกฎหมายทั้งมิได้อาวุธปืนดังกล่าวมาเป็นของกลาง จึงไม่อาจลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะได้เลย และกรณีก็ไม่อาจฟังว่าอาวุธปืนดังกล่าวเป็นอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ได้ตามกฎหมายด้วย เพราะในชั้นพิจารณาโจทก์มิได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรายละเอียดของอาวุธปืนที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิด และก็ไม่ปรากฏในชั้นสอบสวนว่าจำเลยให้การปฏิเสธเกี่ยวกับข้อหาอาวุธปืนดังกล่าวอย่างไรจึงไม่มีข้อเท็จจริงให้รับฟังว่าอาวุธปืนดังกล่าวเป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้และพาติดตัวได้
________________________________
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนลูกซองสั้นไม่มีหมายเลขทะเบียน 1 กระบอกกระสุนปืนลูกซอง 1 นัด ใช้ยิงได้ไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ จำเลยพาอาวุธปืนดังกล่าวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวยิงนายเชาว์หรือสุเชาว์ ประยูเด็น ผู้เสียหาย 1 นัด โดยเจตนาฆ่ากระสุนปืนถูกบริเวณโหนกแก้มซ้ายและใต้ตาซ้ายกระสุนฝังใน เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัส จำเลยลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากผู้เสียหายได้รับการรักษาบาดแผลจากแพทย์ไว้ได้ทันท่วงทีจึงไม่ถึงแก่ความตายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบของกลาง
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าจำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธปืน จำคุก6 เดือน ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 10 ปี 12 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เฉพาะความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น โดยโจทก์ฎีกาว่า แม้โจทก์จะไม่มีพยานมาสืบให้เห็นว่าจำเลยไม่เคยได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนและไม่เคยได้รับอนุญาตให้พาอาวุธปืนหรือไม่ แต่ก็ย่อมฟังให้เป็นคุณแก่จำเลยได้ว่า อาวุธปืนดังกล่าวเป็นอาวุธปืนของผู้อื่น ซึ่งได้รับอนุญาตให้มีได้ตามกฎหมายดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นติดตัวไปในเมืองหมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยนั้น เห็นว่า ในการพิจารณาคดีอาญาโจทก์มีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อให้ศาลรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา แม้คดีนี้จะฟังได้ว่าจำเลยพาอาวุธปืนและใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงพยายามฆ่าผู้เสียหายก็ตาม แต่โจทก์จะต้องนำสืบให้ได้ข้อเท็จจริงชัดแจ้งว่า จำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนดังกล่าว และไม่มีใบอนุญาตให้พาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะด้วย แต่คดีนี้โจทก์หาได้นำสืบเลยว่าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดจำเลยมิได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ให้มีและใช้ และพาติดตัวได้ตามกฎหมาย ทั้งมิได้อาวุธปืนดังกล่าวมาเป็นของกลาง จึงไม่อาจลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะได้เลยและเป็นกรณีที่ไม่อาจฟังได้ว่าอาวุธปืนดังกล่าวเป็นอาวุธปืนของผู้อื่น ซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ได้ตามกฎหมายดังฎีกาของโจทก์ เพราะในชั้นพิจารณาโจทก์มิได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรายละเอียดของอาวุธปืนที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดและไม่ปรากฏว่าในชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธเกี่ยวกับข้อหาอาวุธปืนดังกล่าวอย่างไร ดังนั้น จึงไม่มีข้อเท็จจริงที่จะให้รับฟังว่า อาวุธปืนดังกล่าวเป็นอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้และพาติดตัวได้ตามกฎหมายดังฎีกาของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องสองฐานความผิดดังที่โจทก์ฎีกานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
(วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์ - วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ - วิบูลย์ มีอาสา)
หมายเหตุ
ในการพิจารณาคดีอาญา โจทก์มีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อให้ศาลรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 174 วรรคแรก ที่ว่า ก่อนนำพยานเข้าสืบ โจทก์มีอำนาจเปิดคดีเพื่อให้ศาลทราบคดีโจทก์คือแถลงถึงลักษณะของฟ้องอีกทั้งพยานหลักฐานที่จะนำสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย เสร็จแล้วให้โจทก์นำพยานเข้าสืบ นอกจากนี้ตามมาตรา 185 ยังบัญญัติว่าถ้าศาลเห็นว่า จำเลยมิได้กระทำผิดก็ดี การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดก็ดี คดีขาดอายุความแล้วก็ดี มีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่ควรต้องรับโทษก็ดี ให้ศาลยกฟ้องโจทก์ปล่อยจำเลยไป ซึ่งบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2 มาตราดังกล่าวเป็นหลักของการพิจารณาคดีอาญา แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำเข้าสืบต้องมีลักษณะอย่างไร จึงจะมีน้ำหนักหรือเพียงพอที่จะให้ศาลรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามข้อกล่าวหา เป็นกรณีที่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลมิใช่ข้อกฎหมาย
คดีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ เคยมีคดีทำนองเดียวกันนี้ที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตาย แต่ไม่สามารถจับได้อาวุธปืนมาเป็นของกลาง ทั้งไม่อาจทราบได้ว่าเป็นอาวุธของจำเลยหรือของผู้อื่น และเป็นอาวุธปืนมีทะเบียนหรือไม่ การที่โจทก์นำสืบได้ความว่า จำเลยฆ่าผู้ตายโดยใช้อาวุธปืนยิงก็ฟังได้ว่าจำเลยมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้ว คงมีแต่ปัญหาที่ว่าอาวุธปืนที่จำเลยใช้ยิงผู้ตายดังกล่าว เมื่อไม่ใช่ของจำเลยเป็นผู้ได้รับอนุญาตแล้ว ก็เป็นของผู้อื่นซึ่งโจทก์ไม่สามารถนำสืบได้ว่าเป็นอาวุธปืนมีทะเบียนหรือไม่ กรณีเช่นนี้ศาลเห็นว่า อาวุธปืนดังกล่าวอาจเป็นของผู้อื่นที่มีทะเบียนก็ได้ จึงต้องฟังเป็นคุณแก่จำเลยว่า อาวุธปืนที่จำเลยมีและใช้ฆ่าผู้ตายดังกล่าวเป็นอาวุธปืนของผู้อื่น ซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย (คำพิพากษาฎีกาที่ 2132/2534, ที่ 6033/2533, ที่ 5303/2539, ที่ 6759/2540) เฉพาะอย่างยิ่งตามคำพิพากษาฎีกาที่ 9558/2542 วินิจฉัยว่าแม้โจทก์นำสืบเพียงว่าจำเลยกับพวกไม่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนขนาดใดและเมื่อไม่ได้อาวุธปืนที่ใช้กระทำผิดมาเป็นของกลางโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าอาวุธปืนที่ใช้กระทำผิดเป็นอาวุธปืนที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายหรือไม่ จึงต้องฟังเป็นคุณแก่จำเลยว่าเป็นอาวุธปืนของผู้อื่น ซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายอันเป็นความผิดตามมาตรา 72 วรรคสาม เท่านั้น
ในคดีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ที่ศาลไม่ลงโทษจำเลยเพราะถือว่าโจทก์มีหน้าที่นำสืบว่า อาวุธปืนที่จำเลยนำมาในที่เกิดเหตุนั้นเป็นปืนไม่มีทะเบียนและจำเลยไม่มีใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนนั้น เมื่อโจทก์ไม่นำสืบให้ได้ความดังกล่าวจึงลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนและกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตไม่ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 2778/2525) และแม้จำเลยจะมิได้นำสืบปฏิเสธว่าอาวุธปืนกระบอกที่ใช้ทำการชิงทรัพย์ผู้เสียหาย จำเลยได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนแล้ว และจำเลยได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดสองฐานตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 2535/2531) ในบางคดีจำเลยให้การชั้นสอบสวนรับว่าไม่เคยได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนมาก่อน เมื่อพนักงานสอบสวนเบิกความยืนยันจำเลยก็มิได้ถามค้านหรือนำสืบหักล้างแต่อย่างใด ก็ย่อมฟังได้แต่เพียงว่า จำเลยมีมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตแต่ข้อเท็จจริงยังไม่อาจฟังได้ด้วยว่าอาวุธปืนที่จำเลยมีโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นอาวุธปืนที่ยังไม่ได้จดทะเบียน และไม่มีเลขหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับตามที่โจทก์ฟ้องจึงลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนที่ไม่ได้จดทะเบียนไว้ในความครอบครองไม่ได้ คงลงโทษได้แต่เฉพาะข้อหาพาอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น (คำพิพากษาฎีกาที่ 5509/2530, ที่ 959/2531)
คดีตามคำพิพากษาฎีกาที่หมายเหตุนี้ เดินตามแนววินิจฉัยของศาลฎีกาตามคำพิพากษาฎีกาที่ 4683/2541 ซึ่งเป็นการใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลและข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบรับฟังได้เพียงใด กล่าวคือ แม้ในคดีที่จำเลยใช้อาวุธปืนในการกระทำความผิดจะไม่ได้อาวุธปืนดังกล่าวมาเป็นของกลาง เมื่อโจทก์นำสืบได้สมฟ้อง ศาลก็ลงโทษจำเลยในฐานความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ได้ แต่หากศาลไม่เชื่อพยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบก็ลงโทษจำเลยไม่ได้เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องการรับฟังข้อเท็จจริง ดังนั้น คำพิพากษาฎีกาทั้งหลายที่วินิจฉัยตามที่ยกขึ้นกล่าวข้างต้น จึงไม่ใช่ข้อวินิจฉัยที่ขัดกันแต่อย่างใด แต่มีข้อพิจารณาตามแนววินิจฉัยของศาลฎีกาว่าแม้พยานหลักฐานโจทก์สามารถรับฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธปืนกระทำความผิด แต่ไม่ได้อาวุธปืนมาเป็นของกลาง ก็ลงโทษจำเลยในฐานความผิดมีอาวุธปืนที่ไม่ได้จดทะเบียนและไม่มีหมายเลขทะเบียนตามฟ้องไม่ได้ ต้องฟังเป็นคุณแก่จำเลยว่าอาวุธปืนดังกล่าวเป็นอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7,72 วรรคสาม เท่านั้น ซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่ศาลฎีกายังถือเป็นบรรทัดฐานอยู่ในปัจจุบันนี้
สุวรรณ ตระการพันธุ์
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 1678 ครั้ง |