ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบ 3 สนาม สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา



ชื่อข้อมูล : หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ป.อ. มาตรา 1 (9) เอกสารสิทธิ / ศิริชัย วัฒนโยธิน
หมวด : รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา
สิทธิใช้งาน : สำหรับสมาชิก (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 17 และกลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 


รายละเอียด

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2227/2547      

 
 
ป.อ. มาตรา 1 (9), 264, 265, 268

  
          “เอกสารสิทธิ” ตาม ป.อ. มาตรา 1 (9) หมายความว่า เอกสารที่เป็นหลักฐานการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ แต่แบบคำขอใช้บริการบัวหลวง เอ.ที.เอ็ม ที่จำเลยปลอมขึ้นนั้นเป็นเอกสารที่จำเลยใช้ยื่นต่อธนาคารผู้เสียหายเพื่อขอให้ ส. ซึ่งเป็นลูกค้าเงินฝากประเภทสะสมทรัพย์ของธนาคารผู้เสียหายได้ใช้บัตรฝากถอนเงินอัตโนมัติ แต่ยังไม่แน่ว่าธนาคารผู้เสียหายจะอนุมัติตามแบบคำขอใช้บริการดังกล่าวหรือไม่ แบบคำขอใช้บริการดังกล่าวมิใช่เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อสิทธิในการฝาก – ถอนเงินกับธนาคารผู้เสียหายโดยตรง จึงมิใช่เอกสารสิทธิตามความใน ป.อ. มาตรา 1 (9) การกระทำของจำเลยซึ่งปลอมแบบคำขอใช้บริการดังกล่าวและใช้เอกสารดังกล่าว จึงไม่เป็นการปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม คงเป็นความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก เท่านั้น

 
________________________________

  
          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268, 341, 83 และ 91

 
          จำเลยให้การรับสารภาพ

 
          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 และ 341 (ที่ถูก ประกอบด้วยมาตรา 83) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน ฐานฉ้อโกง จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 10 กระทง จำคุก 3 ปี 4 เดือน รวมเป็นจำคุก 3 ปี 10 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 11 เดือน

 
          จำเลยอุทธรณ์

 
          ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

 
          จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

 
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้น เห็นว่า “เอกสารสิทธิ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) หมายความว่า เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ แต่แบบคำขอใช้บริการบัวหลวง เอ.ที.เอ็ม. ที่จำเลยปลอมขึ้นนั้นเป็นเอกสารที่จำเลยใช้ยื่นต่อธนาคารผู้เสียหายเพื่อขอให้นายสำเริง ขวัญวงศ์ ซึ่งเป็นลูกค้าเงินฝากประเภทสะสมทรัพย์ของธนาคารผู้เสียหายได้ใช้บัตรฝาก – ถอนเงินอัตโนมัติ แต่ยังไม่แน่ว่าธนาคารผู้เสียหายจะอนุมัติตามแบบคำขอใช้บริการดังกล่าวหรือไม่ แบบคำขอใช้บริการดังกล่าวมิใช่เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อสิทธิในการฝาก – ถอนเงินกับธนาคารผู้เสียหายโดยตรง จึงมิใช่เอกสารสิทธิตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) การกระทำของจำเลยซึ่งปลอมแบบคำขอใช้บริการดังกล่าวและใช้เอกสารดังกล่าว จึงไม่เป็นการปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม คงเป็นความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก เท่านั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับเฉพาะบทลงโทษจำเลยเสียใหม่ให้ถูกต้อง ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยเป็นพนักงานของธนาคารผู้เสียหายจึงเป็นผู้ที่ควรได้รับการคาดหมายในความซื่อสัตย์สุจริตเป็นอย่างยิ่ง แต่จำเลยกลับมาเป็นผู้กระทำความผิดเสียเองโดยกระทำความผิดหลายครั้งและได้เงินไปถึง 70,011 บาท ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ลูกค้าผู้สุจริตของธนาคารผู้เสียหายได้ พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยคืนเงินทั้งหมดให้แก่ธนาคารผู้เสียหายแล้วและจำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบุตรซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ก็ตาม แต่ยังเป็นการไม่สมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย และศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น”

 
          พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรกและ 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรกตามมาตรา 268 วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ 2

  
(ชวลิต ยอดเณร - กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ - ประเสริฐ เขียนนิลศิริ)

  
หมายเหตุ

  
ป.อ. มาตรา 1 (9) ให้คำนิยามของคำว่า เอกสารสิทธิ หมายความว่า เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ

 
มีข้อพิจารณาว่า คำเสนอ เป็นเอกสารสิทธิหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เอกสารที่จำเลยปลอมเป็นเอกสารที่จำเลยใช้ยื่นต่อธนาคารเพื่อขอให้ ส. ซึ่งเป็นลูกค้าเงินฝากประเภทสะสมทรัพย์ของธนาคารได้ใช้บัตรฝากถอนเงินอัตโนมัติ แต่ยังไม่แน่ว่าธนาคารจะอนุมัติตามแบบคำขอใช้บริการดังกล่าวหรือไม่ แบบคำขอใช้บริการดังกล่าวจึงไม่ใช่เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อสิทธิในการฝาก - ถอนเงินกับธนาคาร จึงมิใช่เอกสารสิทธิ คำวินิจฉัยของศาลฎีกาดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยเดินตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาก่อนๆ เช่น

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1892/2532 ที่วินิจฉัยว่าคำขอเอาประกันชีวิตมีลักษณะเป็นเพียงคำเสนอ และไม่แน่ว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะตกลงรับประกันหรือไม่ จึงมิใช่หลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ จึงมิใช่เอกสารสิทธิ

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3512/2537 วินิจฉัยว่า ใบเสนอราคาเป็นเพียงคำเสนอที่จะขายหินให้แก่โจทก์รวม ยังไม่แน่ว่าโจทก์ร่วมจะตกลงซื้อหินหรือไม่ ใบเสนอราคาดังกล่าวจึงมิใช่เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อสิทธิ มิใช่เอกสารสิทธิ

 
ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ได้วินิจฉัยยืนยันว่า คำเสนอมิใช่เอกสารสิทธิ แต่มีแง่คิดว่า ป.พ.พ. บรรพ 2 ลักษณะ 2 สัญญา หมวด 1 ก่อให้เกิดสัญญาจะเห็นได้ว่าคำเสนอเป็นบ่อเกิดของสัญญา กล่าวคือ เมื่อมีคำเสนอออกไปแล้ว หากอีกฝ่ายหนึ่งมีคำสนองตรงตามคำเสนอย่อมก่อให้เกิดสัญญาขึ้น เมื่อผู้ใดมีคำเสนอนั้นย่อมมีผลผูกพันต่อผู้ที่มีคำเสนอ หากคำเสนอบ่งระยะเวลาให้ทำคำสนอง ผู้ทำคำเสนอจะถอนคำเสนอภายในระยะเวลาที่บ่งไว้ไม่ได้ หากคำเสนอไปยังผู้ซึ่งอยู่ห่างกันโดยระยะทางโดยไม่ได้บ่งระยะเวลาให้ทำคำสนองผู้ทำคำเสนอจะถอนคำเสนอของตนระหว่างที่ผู้รับคำเสนอได้รับคำเสนอจนถึงระยะเวลาสิ้นสุดแห่งคำเสนอหาได้ไม่ ด้วยเหตุที่คำเสนอมีผลทางกฎหมายดังกล่าวข้างต้น กล่าวคือ เป็นบ่อเกิดของสัญญาการพิจารณาว่าเป็นเอกสารสิทธิหรือไม่ ต้องพิจารณาขณะที่มีการปลอมแปลงเอกสาร มิได้พิจารณาผลของการปลอมแปลง เมื่อมีการปลอมคำเสนอแล้ว ไม่ต้องพิจารณาว่าผู้สนองตอบรับคำเสนอ ก่อให้เกิดสัญญาหรือไม่ ทั้งนี้ เพราะการเกิดสัญญาหรือไม่เป็นผลจากการใช้เอกสารปลอมดังกล่าว ซึ่งต้องพิจารณาแยกต่างหากจากกัน มิใช่ว่าเมื่อมีการปลอมคำเสนอ หากผู้รับคำเสนอสนองตอบคำเสนอเกิดเป็นสัญญาขึ้น กับกรณีที่ผู้รับคำเสนอปฏิเสธคำเสนอโดยไม่สนองตอบ ไม่ก่อให้เกิดสัญญาขึ้นจะมีผลแตกต่างกัน การที่จำเลยปลอมคำขอใช้บริการบัตรเงินด่วนซึ่งถือได้ว่าเป็นคำเสนออย่างหนึ่ง หากธนาคารอนุมัติตามคำขอดังกล่าว ยังฟังว่าใบคำขอซึ่งเป็นคำเสนอดังกล่าวมิใช่เอกสารสิทธิ ก็จะขัดต่อผลทางกฎหมายตาม ป.พ.พ. ดังกล่าว เพื่อให้เห็นชัดจึงขอยกอุทธรณ์ เช่น จำเลยปลอมสัญญากู้ยืมเงิน 500 บาท กับจำเลยปลอมคำเสนอขายที่ดินที่มีราคาที่แท้จริง 2,000,000 บาท แต่เสนอขายเพียง 200,000 บาท ผู้รับคำเสนอเห็นว่าราคาถูกจึงสนองรับคำเสนอแต่เจ้าของที่ดินไม่ขาย ผู้รับคำเสนอจึงฟ้องบังคับคดี ศาลเชื่อว่าเจ้าของที่ดินทำคำเสนอจริง จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา พิพากษาให้เจ้าของที่ดินโอนขายที่ดินให้ผู้รับคำเสนอ เช่นนี้ จะเห็นได้ว่าการปลอมคำเสนอมิได้มีผลด้อยไปกว่าการปลอมสัญญากู้ยืมแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้คำเสนอเป็นเอกสารสิทธิชนิดหนึ่งเพราะก่อให้เกิดสัญญาขึ้นได้ เมื่อมีการปลอมคำเสนอจึงเป็นการปลอมเอกสารสิทธิ

 
ศิริชัย วัฒนโยธิน


---------------------------------------------------------------------
ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------

จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 934 ครั้ง

 


หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ป.อ. มาตรา 1 (9) เอกสารสิทธิ / ศิริชัย วัฒนโยธิน |รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา ที่ LawSiam.com
บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 0 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากอาจารย์ผู้สอน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่ม ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 

  




คำแนะนำ

1. สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ [email protected]