คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6080/2546
ป.อ. มาตรา 80, 334
จำเลยกับพวกมีเจตนาลักหม้อแปลงไฟฟ้าของผู้เสียหาย โดยขึ้นไปบนเสาไฟฟ้าแล้วใช้เลื่อยตัดสายลวดสลิงที่ยึดหม้อแปลงไฟฟ้าดังกล่าวใช้เชือกผูกผลักลงจากคานบนเสาไฟฟ้า เมื่อหม้อแปลงไฟฟ้าเคลื่อนจากจุดที่ติดตั้งเดิมและถูกเคลื่อนมาอยู่บนพื้นดิน ถือว่าเป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์หม้อแปลงไฟฟ้าอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จแล้ว แม้จำเลยกับพวกจะยังไม่ทันยกหม้อแปลงไฟฟ้าขึ้นรถยนต์กระบะของจำเลยเพราะหม้อแปลงไฟฟ้ามีน้ำหนักมากก็ตามหาใช่เป็นเพียงพยายามลักทรัพย์ไม่
________________________________
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2543 เวลากลางวัน จำเลยกับนายสมเกียรติคำเพชร จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1255/2543 ของศาลชั้นต้น ร่วมกันลักหม้อแปลงไฟฟ้า 1 ลูก ราคา 80,000 บาท ของบริษัทคาลเท็กซ์ (ไทย) จำกัด ผู้เสียหายไปโดยทุจริต โดยในการลักทรัพย์ดังกล่าวจำเลยกับนายสมเกียรติได้ใช้รถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ม - 5472 สมุทรสาคร เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33, 83, 335, 336 ทวิ และริบเลื่อยเหล็กของกลาง
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,335(7) วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ ให้ลงโทษจำคุก 6 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้ริบเลื่อยเหล็กของกลางนั้น ศาลมีคำพิพากษาให้ริบในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 285/2544 ของศาลชั้นต้นแล้ว คำขอนี้จึงให้ยกเสีย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยกับพวกพร้อมยึดหม้อแปลงไฟฟ้าซึ่งเป็นทรัพย์ของผู้เสียหายเลื่อยเหล็ก และรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ม - 5472 สมุทรสาคร เป็นของกลาง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่โจทก์มีนายสุเทพ ชมภูนุช ประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่า ขณะพยานออกจากบ้านไปดักปลาเมื่อเดินผ่านปั๊มน้ำมันซึ่งเลิกกิจการและปล่อยทิ้งร้างไว้ เห็นรถยนต์กระบะจอดอยู่ภายในปั๊มน้ำมันดังกล่าวและเห็นจำเลยกับพวกยืนอยู่ข้างรถยนต์เมื่อพยานวางตาข่ายดักปลาเสร็จแล้วเดินกลับบ้านผ่านปั๊มน้ำมันเห็นจำเลยขึ้นไปอยู่บนเสาไฟฟ้าภายในปั๊มน้ำมันและกำลังใช้เลื่อยเหล็กเลื่อยสายไฟฟ้าที่ต่อเข้ากับหม้อแปลงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่บนคานเสาไฟฟ้า โดยมีชายอีกคนหนึ่งยืนอยู่ข้างรถยนต์กระบะซึ่งจอดอยู่ห่างจากเสาไฟฟ้าไปประมาณ 20 เมตร เมื่อพยานเดินกลับถึงบ้านของพยานซึ่งอยู่ติดปั๊มน้ำมันที่เกิดเหตุพยานเฝ้าดูเหตุการณ์และเกิดความสงสัยว่าจำเลยกับพวกจะลักหม้อแปลงไฟฟ้าจึงไปแจ้งแก่สิบตำรวจเอกประเทือง ภูศรี ซึ่งเช่าบ้านของพยานอยู่ โดยเล่าเรื่องที่พบเห็นให้ฟังหลังจากนั้นนายสุเทพและสิบตำรวจเอกประเทืองไปยังที่เกิดเหตุ พบจำเลยยืนอยู่ที่โคนเสาไฟฟ้าโดยมีหม้อแปลงไฟฟ้าวางอยู่ที่พื้น กับมีชายอีกคนหนึ่งถอยรถยนต์กระบะเข้าไปจอดบริเวณโคนเสาไฟฟ้า สิบตำรวจเอกประเทืองจึงจับกุมจำเลยกับพวกแล้วแจ้งข้อหาเป็นคดีนี้ และโจทก์ยังมีสิบตำรวจเอกประเทืองเบิกความเป็นพยานโจทก์มีข้อเท็จจริงทำนองเดียวกับคำเบิกความของนายสุเทพ คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองจะรับฟังได้เพียงใดนั้น เห็นว่า เหตุเกิดในเวลากลางวันทั้งนายสุเทพและสิบตำรวจเอกประเทืองต่างเป็นเจ้าพนักงาน ไม่ปรากฏว่าพยานทั้งสองมีเรื่องโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำใส่ร้ายจำเลย จำเลยถูกจับกุมพร้อมหม้อแปลงไฟฟ้าและของกลางอื่นในบริเวณที่เกิดเหตุนั่นเอง แม้พยานโจทก์ทั้งสองจะไม่เห็นว่าจำเลยกับพวกนำเอาหม้อแปลงไฟฟ้าลงมาจากเสาไฟฟ้าได้อย่างไร ก็หาใช่ข้อสำคัญไม่เพราะนายสุเทพก็เบิกความยืนยันว่าก่อนหน้าที่หม้อแปลงไฟฟ้าจะตั้งอยู่บริเวณโคนเสาไฟฟ้านายสุเทพเห็นจำเลยอยู่บนเสาไฟฟ้าและใช้เลื่อยเหล็กเลื่อยสายไฟฟ้าที่ต่อเข้ากับหม้อแปลงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่บนคานเสาไฟฟ้าพฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยได้ลงมือกระทำความผิดฐานลักทรัพย์แล้ว ข้อที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า หม้อแปลงไฟฟ้าวางอยู่บนพื้นภายในปั๊มน้ำมันก่อนแล้ว และจำเลยตกลงซื้อหม้อแปลงไฟฟ้าดังกล่าวจากชายที่อ้างว่าเป็นผู้ดูแลปั๊มน้ำมันคงมีเพียงคำเบิกความของจำเลยปากเดียวลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ทั้งตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.8จำเลยก็รับว่าจำเลยขึ้นไปบนเสาไฟฟ้าใช้เลื่อยของกลางตัดสายลวดสลิงที่ยึดหม้อแปลงไฟฟ้าแล้วใช้เชือกผูกผลักลงจากเสาไฟฟ้าและหม้อแปลงไฟฟ้าเคลื่อนมาอยู่บนพื้นดิน หาใช่หม้อแปลงไฟฟ้าวางบนพื้นภายในปั๊มน้ำมันอยู่ก่อนแล้วไม่ การที่จำเลยกับพวกมีเจตนาลักหม้อแปลงไฟฟ้าของผู้เสียหายโดยขึ้นไปเสาไฟฟ้าแล้วใช้เลื่อยตัดสายลวดสลิงที่ยึดหม้อแปลงไฟฟ้าดังกล่าวใช้เชือกผูกผลักลงจากคานบนเสาไฟฟ้า เมื่อหม้อแปลงไฟฟ้าเคลื่อนจากจุดที่ติดตั้งเดิมและถูกเคลื่อนมาอยู่บนพื้นดิน ถือว่าเป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์หม้อแปลงไฟฟ้าอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จแล้ว แม้จำเลยกับพวกจะยังไม่ทันยกหม้อแปลงไฟฟ้าขึ้นรถยนต์กระบะของจำเลยเพราะหม้อแปลงไฟฟ้ามีน้ำหนักมากก็ตาม หาใช่เป็นเพียงพยายามลักทรัพย์ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์และลงโทษมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
( ประสพสุข บุญเดช - จรัส พวงมณี - จรูญวิทย์ ทองสอน )
หมายเหตุ
การที่ศาลฎีกาตัดสินว่าเป็นความผิดสำเร็จไม่ใช่เพียงขั้นแยกทรัพย์นั้น คงด้วยเหตุที่ว่า เมื่อจำเลยใช้เลื่อยตัดสายลวดสลิงที่ยึดหม้อแปลงไฟฟ้า เป็นการแยกทรัพย์แต่เมื่อจำเลยใช้เชือกผูกผลักลงจากเสาไฟฟ้าแสดงว่าจำเลยควบคุมทิศทางของทรัพย์ได้แล้ว จึงเป็นความผิดสำเร็จเทียบกับกรณีตัดผลมะพร้าวให้หล่นจากต้น เป็นขั้นตอนแยกทรัพย์ แต่หากใช้มือปลิดแล้วโยนลงใส่เข่ง การโยนใส่เข่งเป็นการควบคุมทิศทางได้(ดูคำพิพากษาฎีกาที่ 574/2527)
ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 879 ครั้ง |