คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 657/2532
ป.อ. มาตรา 290, 295
จำเลยใช้ไม้ขนาดหน้า 3 นิ้วฟุต ยาวราว 1 ศอก ไม่ปรากฏความหนาตีผู้ตาย เมื่อผู้ตายล้มลงก็เข้าไปกระทืบซ้ำ และเมื่อจำเลยต้อนผู้ตายไปติดอยู่ที่รถปิกอัพจำเลยก็จับศีรษะผู้ตายโขกกับเสาเหล็กโครงหลังคารถซึ่งเป็นเสากลมกลวงขนาดโตไม่เกิน 1 นิ้ว กับเมื่อผู้ตายเดินกลับบ้านจำเลยก็หักไม้รั้วบ้านโดยไม่ปรากฏว่าเป็นไม้ใหญ่ขนาดเท่าใดตีผู้ตายแล้วเลิกรากันไปพฤติการณ์ดังกล่าวยังไม่พอฟังว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตาย คงมีเพียงเจตนาทำร้ายร่างกายผู้ตายเท่านั้น ก่อนผู้ตายจะถูกจำเลยทำร้าย ผู้ตายมีอาการปกติดีอยู่ ไม่ได้ส่อว่าจะถึงแก่ความตายด้วยโรคตับแข็งซึ่งผู้ตายเป็นอยู่ในเร็ววันการที่ผู้ตายถึงแก่ความตายหลังจากถูกจำเลยทำร้ายเพียงประมาณ17 ชั่วโมง สภาพศพภายในสมองบวมน้ำ กระดูกซี่โครงซี่ที่ 2และที่ 4 ข้างขวาช้ำมีรอยแตกร้าว ส่วนสภาพศพภายนอกมีรอยช้ำขนาดใหญ่ที่ใบหน้าด้านขวาตั้งแต่คิ้วถึงคางและขอบตาซ้าย แม้แพทย์ผู้ชันสูตรพลิกศพจะเบิกความว่าผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยโรคตับแข็งไม่ได้ตายเพราะบาดแผลที่ถูกจำเลยทำร้าย แต่ก็ไม่ได้ยืนยันว่าการที่จำเลยทำร้ายผู้ตายไม่เป็นเหตุทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายเร็วขึ้น จึงถือได้ว่าการกระทำของจำเลยทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายเร็วขึ้นกว่าที่ควร จำเลยต้องมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไม่เจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 1 ปี 6 เดือน ข้อหาฆ่าผู้อื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ให้จำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาโดยอธิบดีกรมอัยการรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาดังที่โจทก์ฎีกาขึ้นมาหรือไม่พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยเพียงแต่ใช้ไม้ขนาดหน้า 3นิ้วฟุต ยาวราว 1 ศอก โดยไม่ปรากฏว่าเป็นไม้หนาเท่าใดตีผู้ตาย เมื่อผู้ตายล้มลงก็เข้าไปกระทืบซ้ำ และเมื่อจำเลยต้อนผู้ตายไปติดอยู่ที่รถปิกอัพจำเลยก็จับศีรษะผู้ตายโขกกับเสาเหล็กโครงหลังคารถปิกอัพซึ่งตามภาพถ่ายปรากฏว่าเป็นเสากลมกลวงขนาดโตไม่เกิน 1 นิ้ว กับเมื่อผู้ตายเดินกลับบ้านจำเลยก็หักไม้รั้วบ้านซึ่งไม่ปรากฏว่าเป็นไม้ใหญ่ขนาดเท่าใดตีผู้ตายแล้วก็เลิกรากันไปพฤติการณ์ดังกล่าวยังไม่พอฟังว่าจำเลยมีเจตนาจะฆ่าผู้ตาย คงถือได้เพียงว่าจำเลยมีเจตนาทำร้ายร่างกายผู้ตายเท่านั้น ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีว่าความตายของผู้ตายเป็นผลโดยตรงจากการถูกจำเลยทำร้ายร่างกายหรือไม่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนถูกจำเลยทำร้ายร่างกายผู้ตายมีอาการปกติดีอยู่ไม่มีวี่แววว่าจะถึงแก่ความตายด้วยโรคตับแข็งซึ่งผู้ตายเป็นอยู่ในเร็ววันคืนเกิดเหตุยังมาช่วยนางอรุณีเก็บแก้วอยู่บริเวณหน้าบ้านนางอรุณี โดยไม่มีพยานบุคคลปากใดเบิกความว่าผู้ตายมีอาการผิดปกติที่ส่อว่าจะถึงแก่ความตายในเวลาอันรวดเร็วการที่ผู้ตายถึงแก่ความตายหลังจากถูกจำเลยทำร้ายร่างกายดังกล่าวมาแล้วเพียงประมาณ 17 ชั่วโมง โดยปรากฏจากรายงานการตรวจศพว่าสภาพศพภายในสมองบวมน้ำ กระดูกซี่โครงซี่ที่ 2 และ 4ข้างขวาช้ำ มีรอยแตกร้าว ส่วนอาการภายนอกมีรอยช้ำขนาดใหญ่ที่ใบหน้าด้านขวา ตั้งแต่คิ้วถึงคางและขอบตาซ้าย แม้นายแพทย์มโนชญ์ แพทย์ผู้ชันสูตรพลิกศพจะเบิกความว่าผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยโรคตับแข็ง มิได้ตายเพราะบาดแผลที่ถูกจำเลยทำร้ายก็ตามนายแพทย์มโนชญ์ก็มิได้ยืนยันว่าการที่จำเลยทำร้ายร่างกายผู้ตายไม่เป็นเหตุที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายเร็วขึ้น ศาลฎีกาเห็นว่า จากลักษณะอาการของผู้ตายก่อนถูกจำเลยทำร้ายในคืนเกิดเหตุซึ่งไม่ปรากฏว่ามีอาการผิดปกติอันส่อว่าจะถึงแก่ความตายในเวลาอันรวดเร็ว กลับมาถึงแก่ความตายหลังจากถูกจำเลยทำร้ายร่างกายเพียงประมาณสิบเจ็ดชั่วโมงนั้น ฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายเร็วขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไม่เจตนา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่ที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 โดยไม่ระบุวรรค เห็นควรระบุวรรคเสียให้ถูกต้อง
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 290 วรรคแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์"
( วิศิษฏ์ ลิมานนท์ - สุพจน์ นาถะพินธุ - ศิลปชัย มัทธุรศ )
หมายเหตุ
การกระทำของจำเลยเป็นเจตนาทำร้ายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 ปัญหามีว่าจำเลยจะต้องรับผิดในความตายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 290 หรือไม่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับหลักที่ว่าความตายสัมพันธ์กับการทำร้ายหรือไม่ หากสัมพันธ์กัน จำเลยก็ต้องรับผิดตามมาตรา 290หากไม่สัมพันธ์กัน จำเลยก็รับผิดเพียงเท่าที่กระทำไป กล่าวคือ มาตรา295 เท่านั้น
การวินิจฉัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลในความผิดตามมาตรา 290 และมาตรา 295 นั้น มีสองแนวความคิดด้วยกัน ดังนี้
(1) ความเห็นแรก ถือว่า ความตายตามมาตรา 290 เป็นผลที่ทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นจากการกระทำความผิดตามมาตรา 295ด้วยเหตุนี้จึงต้องใช้หลัก "ผลธรรมดา" ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 63 เป็นเครื่องวินิจฉัย กล่าวคือ หากความตายเป็น "ผลธรรมดา"ผู้กระทำก็มีความผิดตามมาตรา 290 หากไม่ใช่ "ผลธรรมดา" ก็ไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 290 แต่รับผิดตามมาตรา 295 เท่านั้น
ความเห็นแรกนี้ ปรากฏอยู่ในคำอธิบายกฎหมายอาญาของท่านศาสตราจารย์ ดร.หยุดแสงอุทัย
ดู หยุด แสงอุทัย, กฎหมายอาญา ภาคทั่วไป (พระนคร :โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2520), น.80-81 และหยุด แสงอุทัย,กฎหมายอาญา ภาค 2-3(พระนคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2523), น. 321
ปัญหาในเรื่องนี้ เคยมีคำพิพากษาฎีกาที่ 442/2502 ตัดสินว่า"ผู้ตายถึงแก่ความตายเพราะบาดแผลที่ถูกจำเลยแทง แม้ถึงว่าจะเนื่องจากการรักษาบาดแผลไม่ดี เพราะบาดแผลเน่าจึงเป็นพิษก็ดีแต่เป็นผลธรรมดาอันสืบเนื่องจากการกระทำของจำเลย จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา" การที่ศาลฎีกาใช้คำว่า"ผลธรรมดา" แลดูประหนึ่งว่า ศาลฎีกาเห็นว่า ผลคือความตายตามมาตรา 290 ต้องเป็น "ผลธรรมดา" จากการทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 อย่างไรก็ตามคำพิพากษาฎีกาเรื่องนี้ตัดสินตามกฎหมายลักษณะอาญา ซึ่งในขณะใช้กฎหมายลักษณะอาญายังไม่มีบทบัญญัติในเรื่อง "ผลธรรมดา" ดังเช่นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 63แต่อย่างใด
(2) ความเห็นที่สอง เป็นความเห็นของท่านศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ ซึ่งถือว่าความตายตามมาตรา 290 ไม่ใช่ผลที่ทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น จากการกระทำความผิดตามมาตรา 295ทั้งนี้โดยให้เหตุผลว่า การทำร้ายตามมาตรา 295 ต้องมีเจตนาให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ส่วนการทำร้ายตามมาตรา 290 ไม่ต้องถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ อาจผลักเบา ๆ ไม่ถึงอันตรายแก่กายหรือจิตใจก็ได้ ขอให้มีผลคือความตาย ก็เป็นกรณีตามมาตรา 290 ได้ ด้วยเหตุนี้การวินิจฉัยความสัมพันธ์ระหว่างการทำร้ายตามมาตรา 295 และผลคือความตายตามมาตรา 290 จึงไม่ต้องใช้หลักผลธรรมดา แต่ใช้หลัก "ผลโดยตรง"
ความเห็นนี้ปรากฏอยู่ในคำอธิบายกฎหมายอาญาของท่านศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์
ดู จิตติ ติงศภัทิย์, คำอธิบายประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2ตอนที่ 2 และภาค 3(กรุงเทพ : สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา,2524), น. 1917,1922,1923. และจิตติติงศภัทิย์, กฎหมายอาญาภาค 1(กรุงเทพ : สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา,2529), น. 170,171.
ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาฎีกาเรื่องนี้ปรากฏชัดอยู่แล้วว่าผู้ตายเป็นโรคตับแข็งอยู่แล้วในขณะที่ถูกจำเลยทำร้ายจากเอกสารทางการแพทย์ได้อธิบายว่าผู้ป่วยโรคนี้จะมีภูมิต้านทานเชื้อโรคต่ำและติดเชื้อในกระแสโลหิตได้โดยง่ายจึงเป็นที่เห็นได้ชัดว่า ผู้ตายถึงแก่ความตายเพราะการถูกทำร้ายประกอบกับการที่ตนร่างกายอ่อนแอเพราะเป็นโรคตับแข็งอยู่แล้ว ซึ่งหากร่างกายแข็งแรง ถูกทำร้ายเพียงเท่านี้ก็จะไม่ถึงตาย
ปัญหาที่จะต้องพิจารณาคือ ความตายเป็น "ผลโดยตรง" จากการทำร้ายหรือไม่ "ผลโดยตรง" คือ ผลตามทฤษฎีเงื่อนไข ซึ่งมีหลักว่า "ถ้าไม่มีการกระทำ (ของจำเลย) ผลไม่เกิด ถือว่า ผลเกิดจากการกระทำของจำเลย แม้ว่าผลจะเกิดขึ้นได้ จะต้องมีการกระทำของผู้กระทำคนอื่น ๆ ประกอบด้วยก็ตาม แต่ถ้าไม่มีการกระทำ(ของจำเลย) ผลก็ยังเกิด จะถือว่าผลเกิดจากการกระทำ (ของจำเลย)ไม่ได้"
ความตายของผู้ตายตามคำพิพากษาฎีกาเรื่องนี้เป็น "ผลโดยตรง" จากการทำร้ายของจำเลยอย่างแน่นอน เพราะหากจำเลยไม่ทำร้าย ผู้ตายก็จะยังไม่ตาย การที่ผู้ตายถึงแก่ความตายหลังจากถูกทำร้ายเพียง 17 ชั่วโมง จึงเป็น "ผลโดยตรง" จากการถูกทำร้ายนั่นเอง แม้ว่าผู้ตายจะเป็นโรคตับแข็งอยู่แล้วก็ตาม เพราะหากไม่ถูกทำร้าย แม้จะเป็นโรคตับแข็ง ผู้ตายก็จะยังไม่ตาย จึงต้องถือว่าความตายเป็น "ผลโดยตรง" จากการทำร้าย ด้วยเหตุนี้ การที่ศาลฎีกาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 จึงนับว่าถูกต้องแล้วมีข้อสังเกตว่า การที่ผู้ตายเป็นโรคตับแข็งไม่ใช่ "เหตุแทรกแซง"เพราะจะเป็น "เหตุแทรกแซง" ได้จะต้องเป็น (1) เหตุที่เกิดขึ้นใหม่หลังจากถูกทำร้าย และ (2) เป็นเหตุที่ทำให้เกิดผลคือความตายหากข้อเท็จจริงเป็นว่า ผู้ตายร่างกายแข็งแรงปกติธรรมดา แต่หลังจากถูกทำร้ายกลับรักษาบาดแผลไม่ดี แผลเน่าเป็นพิษ และถึงแก่ความตายหลังจากถูกทำร้ายแล้วสามเดือน เช่นนี้ จึงจะถือได้ว่า "การรักษาบาดแผลไม่ดี" เป็นเหตุแทรกแซง แต่โรคตับแข็งที่ผู้ตายเป็นอยู่แล้วในขณะถูกทำร้ายตามคำพิพากษาฎีกาเรื่องนี้ ไม่ใช่ "เหตุแทรกแซง" เพราะเป็นสภาพร่างกายของผู้ตายที่เกิดขึ้นอยู่แล้วในขณะที่จำเลยทำร้าย ไม่ใช่โรคที่เกิดขึ้นใหม่เพราะการทำร้ายนั้น
กรณีที่ผู้ตายร่างกายผิดปกติ เมื่อถูกทำร้ายจึงถึงแก่ความตายอย่างง่ายดายนี้ ศาลต่างประเทศก็ตัดสินว่า ความตายเป็น "ผลโดยตรง" จากการทำร้าย เคยมีคดีต่างประเทศที่ผู้ตายเป็นโรคโลหิตไหลไม่หยุดจำเลยไม่รู้ข้อเท็จจริงนี้และทำร้ายผู้ตายถึงแก่ความตาย ศาลก็ตัดสินว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา
เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 1641 ครั้ง |