คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6377/2549
ป.อ. มาตรา 76, 86
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 (2) วรรคสาม, 66 วรรคสาม
ข้อเท็จจริงที่เจ้าพนักงานตำรวจค้นไม่ได้ของกลางจากตัวจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ก็ประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างเป็นปกติ การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ที่เพียงช่วยขับรถจักรยานยนต์ไปส่งจำเลยที่ 1 ตามที่รับจ้าง ซึ่งแม้จะรู้ถึงความผิดที่จำเลยที่ 1 กระทำโดยได้รับค่าจ้างเป็นพิเศษ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 จึงเป็นแต่เพียงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่มีการกระทำถึงขั้นเป็นตัวการ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงคงเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนซึ่งต้องระวางโทษเพียงสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุนนั้นตาม ป.อ. มาตรา 86
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนและรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน บธน กท 183 ของกลาง
จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ
จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,200,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78, 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 600,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นเวลา 1 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน บธน กรุงเทพมหานคร 183 ของกลาง
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยที่ 2 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 ได้พร้อมจำเลยที่ 1 ที่ให้การรับสารภาพ โดยจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่ขับรถจักรยานยนต์รับจำเลยที่ 1 มาจากบริเวณชุมชนล็อก 1 คลองเตย ที่ที่จำเลยที่ 1 รับเมทแอมเฟตามีนจากบ้านป้าของจำเลยที่ 1 ไปส่งยังบริเวณชุมชนล็อก 7 ซึ่งเป็นที่ที่ถูกจับกุมและเชื่อว่าจำเลยเขียนบันทึกคำรับสารภาพด้วยความสมัครใจ กอปรกับจำเลยที่ 2 ได้ค่าจ้างถึง 200 บาท ซึ่งมากกว่าปกติที่เคยได้รับเพียงเที่ยวละ 10 ถึง 20 บาท ตามที่ตัวจำเลยที่ 2 และนายสุรชัยพยานจำเลยที่ 2 ตอบคำถามค้านของโจทก์แล้วเชื่อว่าจำเลยที่ 2 เกี่ยวข้องรู้เห็นในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ด้วยจริง เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่เจ้าพนักงานตำรวจค้นไม่ได้ของกลางจากตัวจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ก็ประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างเป็นปกติ การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ที่เพียงช่วยขับรถจักรยานยนต์ไปส่งจำเลยที่ 1 ตามที่รับจ้างซึ่งแม้จะรู้ถึงความผิดที่จำเลยที่ 1 กระทำโดยได้รับค่าจ้างเป็นพิเศษ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 จึงเป็นแต่เพียงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่มีการกระทำถึงขั้นเป็นตัวการ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงคงเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนซึ่งต้องระวางโทษเพียงสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุนนั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาในส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยทั้งหมด นับว่าฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง ขณะกระทำความผิดปรากฏหลักฐานว่าจำเลยที่ 2 มีอายุเพียง 18 ปีเศษ จึงเห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ด้วย”
พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 มีอายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 53 จำคุก 22 ปี 2 เดือน 20 วัน และปรับ 533,333 บาท เมื่อลดโทษให้ 1 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 14 ปี 9 เดือน 23 วัน และปรับ 355,555 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
(เกรียงชัย จึงจตุรพิธ - ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช - มานัส เหลืองประเสริฐ)
หมายเหตุ
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ไม่มีบทบัญญัติว่าผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ กฎหมายพิเศษบางฉบับ เช่น พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1) ผู้สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น
คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 8,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โจทก์อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มาด้วย ดังนั้นหลักกฎหมายเรื่องตัวการ ผู้สนับสนุนในประมวลกฎหมายอาญา ภาค 1 จึงต้องนำมาวินิจฉัยคดีนี้
ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง ได้ขับรถจักรยานยนต์คันของกลางไปส่งจำเลยที่ 1 พร้อมยาเสพติดของกลางโดยจำเลยที่ 2 รู้เรื่องยาเสพติดแล้วและได้ค่าจ้างสูงกว่าปกติ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 เป็นเพียงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้สนับสนุนไม่ถึงขั้นเป็นตัวการ
มีคำพิพากษาฎีกาหลายเรื่องที่วินิจฉัยเรื่องผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 เช่น
(1) ฎีกาที่ 5777/2549 (ยังไม่ได้ลงพิมพ์) ช่วยขับรถ
พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร โจทก์ นายประชาศักดิ์ ศรพิทักษ์ ที่ 1 นางสมจิตร์ ทองคำ ที่ 2 จำเลย
การที่จำเลยที่ 1 ทราบว่า จำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยซุกซ่อนไว้ในช่องคลอดและจะนำไปส่งให้แก่ผู้มีชื่อที่กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 ยังขับรถพาจำเลยที่ 2 ไปกรุงเทพมหานคร พฤติการณ์ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 2 ขณะจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน
(2) ฎีกาที่ 2581/2548 (ไม่ได้ลงพิมพ์) ร้องบอกว่าตำรวจมา
พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม โจทก์ นายปรีชา คงนาค ที่ 1 นางปินแก้ว มหาสุข ที่ 2 จำเลย
จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 2 เป็นมารดาของจำเลยที่ 1 แต่มิได้อาศัยในบ้านที่เกิดเหตุร่วมกับจำเลยที่ 1 วันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ร้องตะโกนบอกให้จำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่บนบ้านชั้นสองทราบว่ามีตำรวจมาและร่วมกันปิดประตูบ้านชั้นสองเท่านั้น พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่าย แต่การที่จำเลยที่ 2 ร้องตะโกนบอกให้จำเลยที่ 1 ทราบว่ามีตำรวจมาและร่วมกันปิดประตูบ้านบนชั้นสอง แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 บุตรชายของจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดซึ่งเป็นการสนับสนุนให้จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย
(3) ฎีกาที่ 7714/2548 (ไม่ได้ลงพิมพ์) คอยดูต้นทาง
พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ โจทก์ นายบรรจง กับพวกรวม 4 คน จำเลย
วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นผู้ไปแจ้งดาบตำรวจ ส. ผู้ล่อซื้อให้เปลี่ยนแปลงสถานที่ส่งมอบเมทแอมเฟตามีน และจำเลยที่ 3 ได้แนะนำว่าจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนค้ายาเสพติดด้วย แต่ก่อนเกิดเหตุไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เข้ามามีส่วนร่วมในการเจรจาตกลงซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับสายลับและดาบตำรวจ ส. แต่อย่างใด กลับได้ความจากคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 4 กับพวก ได้มาหาจำเลยที่ 1 เพื่อว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 คอยดูต้นทางบริเวณที่เกิดเหตุว่ามีตำรวจมาหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ได้ค่าจ้าง 100 บาท การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันเป็นความผิดฐานสนับสนุนเท่านั้น
(4) ฎีกาที่ 905/2547 (ส.4/77) เป็นนายหน้าพาคนมาซื้อยาเสพติด
จำเลยที่ 2 พาตำรวจและสายลับไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เป็นผู้เจรจาและต่อรองราคากับตำรวจและสายลับด้วยตนเอง โดยจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนร่วมเจรจาด้วย เมื่อตกลงกันได้แล้ว จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำเมทแอมเฟตามีนที่ซุกซ่อนไว้มาให้ตำรวจและสายลับ แสดงว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจตัดสินใจซื้อขาย เมื่อถูกจับกุมตำรวจค้นพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อฉบับละ 500 บาท เพียงฉบับเดียวที่จำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นเงิน ที่จำเลยที่ 1 ให้เป็นค่านายหน้า การกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่พอฟังว่าเป็นตัวการ คงเป็นเพียงผู้สนับสนุน
(5) ฎีกาที่ 1353/2545 (ตอน 3 หน้า 434) ช่วยค้นหายาเสพติดที่โยนทิ้งไป
พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี โจทก์ นายถาวร เครือบุตดากับพวก จำเลย
จำเลยที่ 2 มาช่วยจำเลยที่ 1 ค้นหาเมทแอมเฟตามีนของกลางที่โยนทิ้งไปก่อน แต่หลังจากเจ้าพนักงานตำรวจยึดไว้แล้ว เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบและยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางไป การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงสิ้นสุดลงแล้ว การที่จำเลยที่ 2 มาช่วยจำเลยที่ 1 ค้นหาเมทแอมเฟตามีนของกลางจึงเป็นการช่วยเหลือ ให้ความสะดวกภายหลังการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน
การเป็นผู้สนับสนุนตาม ป.อ. มาตรา 86 ต้องช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำความผิด เท่านั้น
(6) ฎีกาที่ 129/2544 (ส.1/24) ช่วยนับเงินค่าขายยา
จำเลยที่ 2 เป็นบุตรจำเลยที่ 1 อาศัยอยู่ในบ้านเกิดเหตุด้วยกัน การที่จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 นั่งนับเงินจำนวนเป็นแสนบาทต่อหน้าคนแปลกหน้า ในบริเวณนั้นมีเมทแอมเฟตามีน 4,000 เม็ด บรรจุถุงพลาสติก 20 ถุง จำเลยที่ 2 น่าจะเข้าใจได้ว่าเป็นการนับเงินที่จำเลยที่ 1 จะได้จากการขายยาเสพติด เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 ได้ในขณะที่กำลังนั่งนับเงิน ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการพยายามจำหน่ายยาเสพติด
(7) ฎีกาที่ 542/2544 (ส.3/21) ช่วยตัดหลอดบรรจุยาเสพติด
จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย จำเลยที่ 2 ตัดหลอดกาแฟเพื่อให้จำเลยที่ 1 ไว้ใช้บรรจุเมทแอมเฟตามีนขายแก่ผู้ซื้อ แม้ไม่เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ในการขาย แต่หลอดกาแฟที่จำเลยที่ 2 ตัดไว้สามารถนำไปใช้บรรจุเมทแอมเฟตามีนเพื่อขาย การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการสนับสนุนการมีไว้เพื่อขายของจำเลยที่ 1
(8) ฎีกาที่ 2648/2543 (ตอน 4 หน้า 820) ช่วยถือกระสอบกัญชา
จำเลยที่ 2 มิได้ร่วมในการติดต่อซื้อขายกัญชาของกลาง แต่เป็นผู้ช่วยจำเลยที่ 3 ถือกระสอบปุ๋ยบรรจุกัญชาของกลางไปใส่รถเจ้าพนักงานตำรวจและนั่งรถไปด้วยเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมครอบครองกัญชาของกลางเนื่องจากกัญชาของกลางยังคงอยู่ในครอบครองของจำเลยที่ 3 ตลอดเวลา จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันมีกัญชาของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย
เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้ร่วมด้วยในการติดต่อซื้อขายกัญชาของกลางกับเจ้าพนักงานตำรวจ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมในการจำหน่ายกัญชาของกลาง การที่จำเลยที่ 2 ช่วยถือกระสอบปุ๋ยบรรจุกัญชาของกลางไปใส่รถเจ้าพนักงานตำรวจและนั่งไปในรถจนถูกจับกุมยังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการในความผิดฐานจำหน่ายกัญชาร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 แต่จำเลยที่ 2 รู้ว่ามีกัญชาบรรจุกระสอบปุ๋ยที่ตนถือไป การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ในการจำหน่ายกัญชาของกลางอันเป็นการสนับสนุนการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3
(9) ฎีกาที่ 1494/2529 (ตอน 4 หน้า 718) ช่วยเจรจาซื้อขาย
เมื่อผู้ล่อซื้อไปพบจำเลยที่ 1 ครั้งแรกและเจรจาซื้อขายเฮโรอีนกัน จำเลยที่ 2 ได้ช่วยเจรจาซื้อขายด้วย ช่วยแนะนำวิธีบรรจุเฮโรอีน และเมื่อผู้ล่อซื้อไปติดต่อในครั้งต่อ ๆ มา จำเลยที่ 2 ก็ช่วยแจ้งให้ทราบว่า จำเลยที่ 1 ไม่อยู่กำลังไปจัดหาเฮโรอีนมาให้และแจ้งเวลานัดหมายให้มาพบจำเลยที่ 1 ใหม่ได้เมื่อใด การกระทำของจำเลยที่ 2 ถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 จำหน่ายเฮโรอีน จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด
(10) ฎีกาที่ 2897/2528 (ตอน 7 หน้า 1335) ช่วยเหลือในการเสพยา
การที่จำเลยช่วยเหลือ ก. โดยให้เหล็กแหลมแยงรูกล้องสูบฝิ่นขณะ ก. กำลังเสพฝิ่นถือไม่ได้ว่าจำเลยร่วมเสพฝิ่นกับ ก. แต่การกระทำของจำเลย เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ ก. ในการเสพฝิ่น จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ก. ในการกระทำความผิดฐานเสพฝิ่น
(11) ฎีกาที่ 2212/2527 (ตอน 7 หน้า 1495) ช่วยซ่อนยาเสพติด
ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ผู้เป็นเจ้าของมอร์ฟีนและโคเคอีนของกลางกำลังกระทำความผิดตามฟ้องอยู่ เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจะเข้าจับกุมจำเลยที่ 2 ซึ่งทราบว่ากล่องกระดาษที่จำเลยที่ 1 หิ้วมามียาเสพติดให้โทษของกลางบรรจุอยู่จึงช่วยเหลือจำเลยที่ 1 โดยช่วยยกขยับแท็งก์น้ำเพื่อให้จำเลยที่ 1 เอากล่องกระดาษดังกล่าวใส่ในช่องใต้แท็งก์น้ำ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการช่วยเหลือและให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนฯ
เรื่องที่วินิจฉัยว่าเป็นตัวการ
(1) ฎีกาที่ 2410/2545 (ส.4/189) ช่วยขับรถ
แม้จำเลยจะอ้างว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางไม่ใช่ของจำเลย แต่การที่จำเลยรับจ้างขับรถยนต์กระบะเพื่อส่งคนร้ายโดยรู้อยู่แล้วว่ามีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษนั้นอยู่ในความยึดถือหรือความปกครองดูแลของจำเลยด้วยถือได้ว่ามีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครอง เมื่อจำเลยกับคนร้ายได้กระทำร่วมกัน การกระทำของจำเลยจึงถือได้ว่าเป็นตัวการ มิใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนแต่อย่างใด
(2) ฎีกาที่ 1402/2544 (ส.3/112) แบ่งหน้าที่กันทำ
แม้เจ้าพนักงานตำรวจจะไม่ได้ยึดเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 3 ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 3 ร่วมเดินทางมากับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพื่อขอดูเงินที่จะซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้ล่อซื้อ และขณะที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กำลังตรวจนับเงินกันนั้น จำเลยที่ 3 ก็ยืนดูอยู่ใกล้ ๆ แล้วจำเลยที่ 3 ก็ขับรถจักรยานยนต์ออกไปพร้อมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ครั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 เดินทางกลับมายังที่นัดหมายเพื่อส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่ผู้ล่อซื้อ จำเลยที่ 3 ก็ร่วมเดินทางมาด้วย แม้ขณะที่จำเลยที่ 2 ส่งมอบ จำเลยที่ 3 นั่งดูอยู่บนกำแพงห่างออกไปเพียง 3 - 4 เมตร มีลักษณะเป็นการเฝ้าระวังภัย พฤติการณ์มีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ จึงเป็นตัวการร่วมครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย
(3) ฎีกาที่ 5794/2544 (ส.8/45) พฤติการณ์ที่ถือว่าเป็นตัวการ
จำเลยที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้องในการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลางนับแต่จำเลยที่ 3 ร่วมเดินทางมากับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปพบตำรวจผู้ล่อซื้อที่จุดนัดพบ เมื่อผู้ล่อซื้อขอให้จำเลยที่ 1 ไปส่งมอบที่บ้านเช่าที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 3 ก็ร่วมเดินทางไปด้วย ขณะจำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนมาให้ผู้ล่อซื้อตรวจนับ จำเลยที่ 3 นั่งล้อมวงดูอยู่และพูดรับรองว่าไม่ต้องนับหรอกของเต็มจำนวน แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 ได้รู้เห็นและมีเจตนาร่วมมาตั้งแต่ต้น
(4) ฎีกาที่ 7158/2544 (ส.5/190) สามีภริยา
จำเลยที่ 1 เป็นสามีของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ขณะถูกจับกุม จำเลยที่ 1 รับว่าเงินสดที่ค้นพบบริเวณลิ้นชักหัวเตียงได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน กับยังนำเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนที่ซุกซ่อนไว้อีก เชื่อได้ว่าตลอดเวลาที่จำเลยที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 1 มีส่วนรู้เห็นด้วย จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วม
(5) ฎีกาที่ 7830/2544 (ส.6/174) ร่วมกันผลิตยาเสพติด
พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 กับพวกมีการติดต่อประสานงานกันอย่างใกล้ชิด กรรมวิธีในการผลิตมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่จัดหาสถานที่ จัดเตรียม เครื่องมือ อุปกรณ์ สารเคมี และแรงงาน ผู้เข้าร่วมในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งย่อมถือว่าเป็นตัวการร่วม จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดหาเครื่องอัดเม็ดและสารเคมี การกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกถือว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ เป็นตัวการร่วมกันผลิต
(6) ฎีกาที่ 8061/2544 (ส.7/200) แบ่งหน้าที่กันจำหน่ายกัญชา
การที่จำเลยที่ 1 ติดต่อจำหน่ายกัญชาให้เจ้าพนักงานตำรวจ ตรวจดูเงินที่ใช้ล่อซื้อโดยนัดวันเวลาและสถานที่ส่งมอบกัญชา เป็นคนแนะนำให้รู้จักกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 และเป็นคนพาไปเอากัญชา กับช่วยขนกัญชานำมาส่งมอบให้แก่เจ้าหน้าที่พนักงานตำรวจซึ่งรออยู่ที่จุดนัดส่งมอบ แสดงว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการจำหน่ายกัญชาร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาตั้งแต่ต้นจนมีการส่งมอบ
จำเลยที่ 1 มีเจตนาร่วมในการจำหน่ายกัญชา โดยเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ แม้จำเลยที่ 1 จะมิใช่คนหากัญชามาจำหน่ายหรือเป็นผู้มีอำนาจตกลงจำหน่ายกัญชาหรือเป็นคนรับเงินที่มาล่อซื้อ ก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานจำหน่ายกัญชาแล้ว หาใช่เป็นเพียงสนับสนุนไม่
(7) ฎีกาที่ 1312/2543 (ไม่ได้ลงพิมพ์) แบ่งหน้าที่กันทำ
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายผดุงเกียรติ ลือลาภกับพวก จำเลย
จำเลยที่ 5 ร่วมไปในการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลางกับจำเลยอื่น ทั้งร่วมไปดูเงินของฝ่ายผู้ซื้อและเดินกลับไปด้วยกันโดยรู้อยู่แล้วว่าจำเลยอื่นกำลังร่วมกันขายเมทแอมเฟตามีน เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำในลักษณะที่ทุกคนมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิด ถือได้ว่าจำเลยที่ 5 เป็นตัวการ หาใช่ผู้สนับสนุนไม่
(8) ฎีกาที่ 1816/2538 (ส.4/199) ร่วมกันเป็นขบวนการ
จำเลยที่ 1 และ บ. เป็นผู้ค้ายาเสพติดให้โทษ จำเลยที่ 3 กับพวกนัดพบกันหลายครั้งและจำเลยที่ 3 รับเงินจาก บ. นำไปมอบให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อเป็นค่าจ้างและค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อจัดหาลักลอบขนยาเสพติดให้โทษ มีการบรรทุกกระสอบซึ่งบรรจุตะเกียบไปส่งที่บ้านพักของจำเลยที่ 1 กับที่ตึกแถวที่จำเลยที่ 1 เช่า และมีการขนถ่ายสินค้าไปเก็บที่ตึกแถวที่เช่า มีคนงานบรรจุตะเกียบลงกล่องกระดาษและขนกล่องกระดาษใส่ตู้คอนเทนเนอร์ไปยังท่าเรือคลองเตย เจ้าพนักงานตำรวจติดตามไปและได้ตรวจค้นตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าว พบเฮโรอีนของกลางอยู่ในกล่องกระดาษ พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการร่วมกันกระทำความผิด จำเลยที่ 3 ต้องมีความผิดฐานเป็นตัวการ หาใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดไม่
เรื่องที่วินิจฉัยว่าเป็นผู้ใช้
(1) ฎีกาที่ 6742/2547 (ส.10/44)
จำเลยอยู่ฝั่งประเทศไทยตะโกนข้ามพรมแดนประเทศลาวสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนและกัญชาจากพวกที่ยืนอยู่ฝั่งลาว เมื่อพวกของจำเลยนำยาเสพติดดังกล่าวข้ามพรมแดนมามอบให้ เป็นเพราะจำเลยสั่งซื้อ ถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 ไม่ใช่ตัวการตามมาตรา 83
(2) ฎีกาที่ 207/2542 (ตอน 1 หน้า 65)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับ ด. ร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแต่ข้อเท็จจริงในทางนำสืบของโจทก์ฟังได้ว่า ในขณะที่ ด. จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้สายลับผู้ล่อซื้อ จำเลยไม่ได้อยู่ร่วมด้วย โดยในขณะเกิดเหตุ จำเลยอยู่ที่บ้านเพื่อนของจำเลย แต่จำเลยได้มอบเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ให้ ด. จำหน่ายให้สายลับผู้ล่อซื้อ อันเป็นการใช้หรือก่อให้ ด. กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 84 ดังนี้ จำเลยจึงมิใช่ผู้ร่วมกับ ด. กระทำการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นความผิดตามมาตรา 83 ที่โจทก์ฟ้อง ซึ่งเป็นการแตกต่างกันในสาระสำคัญ ย่อมลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ให้ ด. กระทำการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนไม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง แต่การกระทำของจำเลยถือเป็นการกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86 ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ตามที่ทางพิจารณาได้ความได้
คดีที่บันทึกนี้ใกล้เคียงกับฎีกาที่ 2401/2545 มาก แต่ข้อเท็จจริงตามฎีกาที่ 2401/2545 ปรากฏว่าเมื่อรถที่จำเลยขับมาถึงด่านตรวจ เจ้าพนักงานตำรวจให้สัญญาณให้หยุดรถเพื่อตรวจ แต่จำเลยไม่ยอมหยุดและหลบหนี จนต้องมีการไล่ตามสกัดจับ อันเป็นข้อเท็จจริงที่แตกต่างไปจากคดีนี้ เรื่องการขับรถช่วยส่งยาเสพติดนี้ อาจเป็นได้ทั้งตัวการหรือผู้สนับสนุน จึงต้องพินิจพิเคราะห์เป็นรายคดีไป หากพิเคราะห์ในแง่ที่ว่าจำเลยที่ 2 คดีนี้ไม่มีส่วนได้เสียในเงินค่าขายยาเสพติด คงมุ่งหวังเพียงค่าจ้างขับรถซึ่งสูงเป็นพิเศษ (200 บาท จากที่เคยได้รับ 10 - 20 บาท) คำวินิจฉัยของศาลฎีกาคดีนี้น่าจะถูกต้องและเป็นธรรมแล้ว
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 1490 ครั้ง |