ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบ 3 สนาม สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> รวมหมายเหตุท้ายฎีกา ที่น่าสนใจ อื่นๆ



ชื่อข้อมูล : หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ก่อสร้างบ้านลงในที่ดินที่เป็นทั้งอุทยานแห่งชาติและป่าไม้ / ศิริชัย วัฒนโยธิน
หมวด : รวมหมายเหตุท้ายฎีกา ที่น่าสนใจ อื่นๆ
สิทธิใช้งาน : สำหรับสมาชิก (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 17 และกลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 


รายละเอียด

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2291/2551

       
 
ป.ที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคห้า

 
ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง, 212

 
ป.อ. มาตรา 56

 
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 74 ทวิ

 
พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 22, 29

  
          บ้านของกลางทั้ง 2 หลังที่จำเลยปลูกสร้างขึ้นในเขตอุทยานแห่งชาติมิใช่เครื่องมือ อาวุธ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะหรือเครื่องจักรกลใดๆ ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดโดยตรง ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา 74 ทวิ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฯ มาตรา 29 ป.ที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคห้า จึงไม่อาจริบได้

 
          พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฯ มาตรา 22 มีเจตนารมณ์ให้ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างโดยฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฯ ออกไปให้พ้นอุทยานแห่งชาติฯ ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้ขอให้ศาลสั่งให้จำเลยรื้อถอนบ้านของกลางทั้ง 2 หลัง แต่เมื่อโจทก์มีคำขอให้ริบบ้านของกลางทั้ง 2 หลัง ศาลก็ย่อมมีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนบ้านของกลางทั้ง 2 หลัง ออกไปให้พ้นอุทยานแห่งชาติได้ ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

 
________________________________

  
          โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท ซึ่งอยู่ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ เนื้อที่ 208 ไร่ โดยปลูกสร้างบ้านพัก 1 หลัง บ้านพักคนงาน 1 หลังแผ้วถางป่าและก่นสร้างแล้วทำการเกษตรปลูกมันสำปะหลังและไม้ผล อันเป็นการทำลาย ทำให้สูญหาย ทำให้เสื่อมสภาพอุทยานแห่งชาติและทำให้เป็นอันตรายเสื่อมสภาพแก่ดินหินกรวดทราย คิดเป็นค่าเสียหาย 31,200,000 บาท โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานยึดบ้านพัก 1 หลัง บ้านพักคนงาน 1 หลัง อันเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดและใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 16 (1) (2) (13), 24, 27, 29 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54, 55, 72 ตรี, 74 ทวิ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 99 ริบของกลางและให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ตัวแทน และบริวารของจำเลยออกจากเขตอุทยานแห่งชาติด้วย

 
          จำเลยให้การปฏิเสธ

 
          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 16 (1) (2) (13), 24, 27, 29 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 55, 72 ตรี วรรคหนึ่งและวรรคสาม, 74 ทวิ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (ที่ถูกมาตรา 9 (1) (2)), 108 ทวิ วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสี่ และวรรคท้าย พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 99 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายมาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 100,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยและให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี ให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรกำหนด เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน นับแต่วันพิพากษาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ตัวแทน และบริวารของจำเลยออกจากเขตอุทยานแห่งชาติดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยก

 
          โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

 
          ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

 
          โจทก์ฎีกา

 
          ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า “...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปก่นสร้าง แผ้วถาง ยึดถือครอบครองที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติโดยปลูกบ้านพักตากอากาศ 1 หลัง และบ้านพักคนงาน 1 หลัง ในที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ตามที่โจทก์ฟ้อง ที่จำเลยอ้างว่า จำเลยสร้างบ้านที่เกิดเหตุให้นายบู๊ซึ่งนับถือเสมือนลุงไว้อยู่อาศัยและไม่เคยกันไว้เป็นของส่วนตัวนั้นไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ส่วนที่โจทก์อ้างว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติอีกประมาณ 207 ไร่ นั้น โจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานใดที่จะชี้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของหรือเป็นผู้ใช้จ้างวานให้คนงานปลูกมันสำปะหลังดังกล่าว จำเลยก็ให้การปฏิเสธตลอดมา พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติอีกประมาณ 207 ไร่ ตามที่โจทก์ฟ้อง

 
          ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยสถานหนัก เห็นว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองปลูกบ้านพักตากอากาศ 1 หลัง กับบ้านพักคนงานอีก 1 หลัง ในที่ดินเขตอุทยานแห่งชาติเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ แต่เนื่องจากบริเวณที่เกิดเหตุอยู่ในแนวเขตแก้ไขปัญหาราษฎรเรื่องที่ดินทำกิน และรัฐยังผ่อนผันให้ราษฎรที่เข้าทำกินก่อนประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติให้เข้าอาศัยทำกินต่อไปได้ ตามพฤติการณ์แห่งคดียังไม่ร้ายแรงนัก ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี และรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้นเหมาะสมแล้ว แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำจึงเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยให้หนักขึ้น ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

 
          อนึ่ง สำหรับบ้านของกลางทั้ง 2 หลัง ที่จำเลยปลูกสร้างขึ้นในเขตอุทยานแห่งชาติทับลานนั้น มิใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ อาวุธ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใดๆ ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดโดยตรงตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 74 ทวิ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 29 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคห้า จึงไม่อาจริบตามคำขอของโจทก์ได้ อย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติฯ มาตรา 22 บัญญัติว่า “ในกรณีที่มีการฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ เป็นเหตุให้มีสิ่งปลูกสร้างขึ้นใหม่หรือมีสิ่งอื่นใดในอุทยานแห่งชาติผิดไปจากสภาพเดิม ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้กระทำความผิดทำลายหรือรื้อถอนสิ่งนั้นๆ ออกไปให้พ้นอุทยานแห่งชาติ หรือทำให้สิ่งนั้นๆ กลับคืนสู่สภาพเดิมแล้วแต่กรณี ถ้าผู้กระทำความผิดไม่ปฏิบัติตาม หรือถ้าไม่รู้ตัวผู้กระทำความผิด หรือเพื่อป้องกันหรือบรรเทาความเสียหายแก่อุทยานแห่งชาติ พนักงานเจ้าหน้าที่จะกระทำการดังกล่าวแล้วอย่างใดอย่างหนึ่งเสียเองก็ได้ตามสมควรแก่กรณี และผู้กระทำความผิดมีหน้าที่ชดใช้ค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปในการที่พนักงานเจ้าหน้าที่กระทำการเสียเองนั้น” แสดงว่า ในกรณีมีสิ่งปลูกสร้างขึ้นในอุทยานแห่งชาติโดยฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติฯ กฎหมายมีเจตนารมณ์ให้ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกไปให้พ้นอุทยานแห่งชาติ ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้ขอให้ศาลสั่งให้จำเลยรื้อถอนบ้านของกลางทั้ง 2 หลัง แต่เมื่อโจทก์มีคำขอให้ริบบ้านของกลางทั้ง 2 หลังศาลก็ย่อมมีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนบ้านของกลางทั้ง 2 หลัง ออกไปให้พ้นอุทยานแห่งชาติได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง”

 
          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เว้นแต่ให้ปรับจำเลย 400,000 บาท และคุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง เพื่อพนักงานคุมประพฤติจะได้สอบถาม แนะนำ ช่วยเหลือ หรือตักเตือนจำเลยในเรื่องที่เกี่ยวกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือเรื่องอื่นๆ ตามที่เห็นสมควรกับให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนไม่เกิน 2 ปี ไม่ริบของกลาง แต่ให้จำเลยรื้อถอนบ้านของกลางทั้ง 2 หลัง ออกไปให้พ้นอุทยานแห่งชาติ

  
(วีระวัฒน์ ปวราจารย์ - สบโชค สุขารมณ์ - พีรพล พิชยวัฒน์)

  
หมายเหตุ

  
ตามหลักแล้วการที่ศาลมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางตาม ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) ไม่ว่าจะเป็นการริบทรัพย์สินตาม ป.อ. มาตรา 32 และมาตรา 33 ก็ตามโจทก์ต้องบรรยายฟ้องถึงของกลางที่เจ้าพนักงานได้ยึดไว้ และมีคำขอให้ริบมาด้วย หากโจทก์มิได้บรรยายฟ้องไว้และมีคำขอให้ริบทรัพย์สินใด ศาลย่อมไม่มีอำนาจสั่งให้ริบทรัพย์สินนั้นได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินคำขอไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง สำหรับคดีตามที่หมายเหตุนี้โจทก์ได้กล่าวในฟ้องแล้วว่าเจ้าพนักงานยึดบ้านพักตากอากาศและบ้านพักคนงานอย่างละหนึ่งหลัง และมีคำขอให้ริบทรัพย์สินด้วย ในกรณีปกติศาลมีอำนาจสั่งริบบ้านของกลางทั้งสองหลังได้ แต่เนื่องจากบ้านของกลางทั้งสองหลังมิใช่ทรัพย์สินที่พึงริบตามบทบัญญัติกฎหมายที่โจทก์อ้างอันได้แก่ พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา 74 ทวิ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฯ มาตรา 29 ป.ที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคห้า ซึ่งศาลต้องยกคำขอให้ริบของกลาง เพียงแต่คดีนี้ศาลฎีกาได้วางแนวเพิ่มเติมว่า หากทรัพย์สินที่ขอให้ริบเข้าเกณฑ์ที่กฎหมายต้องการให้ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปให้พ้นอุทยานแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฯ มาตรา 22 แล้ว คล้ายกับให้ถือว่าคำขอให้ริบบ้านของกลางทั้งสองหลังเป็นคำขอประเภทเดียวกับคำขอให้จำเลยรื้อถอนบ้านของกลางทั้งสองหลัง ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนบ้านของกลางทั้งสองหลังได้ ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

 
อาคม  รุ่งแจ้ง

 
หมายเหตุ

 
จำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฯ มาตรา 16 (1) (2) (13), 24, 27, 29 พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 55, 72 ตรี วรรคหนึ่งและวรรคสาม, 74 ทวิ ป.ที่ดิน มาตรา 9 (1) (2), 108 ทวิ วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสี่และวรรคท้าย พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติฯ มาตรา 99 สำหรับโทษอุปกรณ์โจทก์ขอให้ริบบ้าน 2 หลังและให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ตัวแทนและบริวารของจำเลยออกจากเขตอุทยานแห่งชาติ แต่ศาลสั่งให้รื้อบ้านออกไป

 
มีข้อสังเกตว่าการที่จำเลยก่อสร้างบ้านลงในที่ดินที่เป็นทั้งอุทยานแห่งชาติและป่าไม้ บ้านเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง

 
การพิจารณาว่าเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดหรือไม่ ต้องพิจารณาบทบัญญัติของกฎหมายและเจตนาของผู้กระทำความผิด

 
1. ป.ที่ดิน

 
มาตรา 9 ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการเหมืองแร่และการป่าไม้ที่ดินของรัฐนั้นถ้ามิได้มีสิทธิครอบครอง หรือมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ห้ามมิให้บุคคลใด

 
(1) เข้าไปยึดถือ ครอบครอง รวมตลอดถึงการก่นสร้างหรือเผาป่า...

 
มาตรา 108 ทวิ วรรคห้า บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใดๆ ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดดังกล่าว ให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่

 
2. พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฯ

 
มาตรา 16 ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ ห้ามมิให้บุคคลใด

 
(1) ยึดถือหรือครอบครองที่ดิน รวมตลอดถึงก่นสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า...

 
มาตรา 22 ในกรณีที่มีการฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ เป็นเหตุให้มีสิ่งปลูกสร้างขึ้นใหม่หรือมีสิ่งอื่นใดในอุทยานแห่งชาติผิดไปจากสภาพเดิม ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้กระทำความผิดทำลายหรือรื้อถอนสิ่งนั้นๆ ออกไปให้พ้นอุทยานแห่งชาติ หรือทำให้สิ่งนั้นๆ กลับคืนสู่สภาพเดิม แล้วแต่กรณี ถ้าผู้กระทำความผิดไม่ปฏิบัติตาม หรือถ้าไม่รู้ตัวผู้กระทำความผิด หรือเพื่อป้องกันหรือบรรเทาความเสียหายแก่อุทยานแห่งชาติ พนักงานเจ้าหน้าที่จะกระทำการดังกล่าวแล้วอย่างใดอย่างหนึ่งเสียเองก็ได้ตามสมควรแก่กรณี และผู้กระทำความผิดมีหน้าที่ชดใช้ค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปในการที่พนักงานเจ้าหน้าที่กระทำการเสียเองนั้น

 
มาตรา 29 บรรดาอาวุธ เครื่องมือ เครื่องใช้และยานพาหนะใดๆ ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดตามมาตรา 16 (1) ฐานแผ้วถางหรือเผาป่า... ให้ริบเสียทั้งสิ้น โดยไม่ต้องคำนึงว่าเป็นของผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาของศาลหรือไม่

 
3. พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ

 
มาตรา 54 ห้ามมิให้ผู้ใด ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น...

 
มาตรา 74 ทวิ บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใดๆ ...ให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่

 
4. พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมฯ

 
มาตรา 99 ผู้ใดบุกรุกหรือครอบครองที่ดินของรัฐโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเข้าไปกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลาย ทำให้สูญหายหรือเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติหรือศิลปกรรมอันควรแก่การอนุรักษ์หรือก่อให้เกิดมลพิษอันมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่กำหนดตามมาตรา 43...

 
จากบทกฎหมายดังกล่าว การกระทำความผิดฐานบุกรุกอุทยานแห่งชาตินั้นก็เป็นความผิดแล้ว หากใช้เครื่องมือสิ่งหนึ่งสิ่งใดในการแผ้วถาง สิ่งนั้นก็เป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดที่ศาลสั่งริบได้ หลังจากบุกรุกแล้วยังคงครอบครองต่อเนื่องอยู่ซึ่งการครอบครองอาจกระทำโดยล้อมรั้วก็ดี สร้างบ้านก็ดี ทั้งรั้วและบ้านน่าจะถือได้ว่าเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดฐานครอบครองอุทยานแห่งชาติแล้วกล่าวคือส่วนที่ถูกล้อมภายในรั้วหรือส่วนที่ใช้เป็นที่ตั้งของบ้านก็คือส่วนที่ผู้กระทำความผิดเจตนาครอบครอง จะว่ารั้วและบ้านที่สร้างขึ้นไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดฐานครอบครองฯ โดยตรงก็ดูจะขัดกับสภาพที่เป็นจริง

 
มีข้อพิจารณาว่าโจทก์ขอให้ริบบ้าน มิได้ขอให้รื้อบ้าน ศาลจะพิพากษาให้รื้อบ้านได้หรือไม่ เคยมีคำพิพากษาว่าไม่สามารถกระทำได้เพราะเกินคำขอ คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 662/2522 แต่คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้วินิจฉัยว่าศาลมีอำนาจสั่งให้รื้อได้ เป็นการวินิจฉัยที่ชอบแล้วเพราะตามกฎหมายทั้งสี่ฉบับที่จำเลยกระทำความผิดนี้มุ่งคุ้มครองให้ที่ดินคงสภาพเดิมไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันนี้สภาพสิ่งแวดล้อมถูกทำลายไปมาก ศาลก็เป็นหน่วยงานหนึ่งที่สามารถช่วยปราบปรามการทำลายสิ่งแวดล้อมได้โดยการพิจารณาลงโทษในลักษณะปราบปรามผู้กระทำความผิด อีกทั้งการสั่งให้รื้อมีสภาพบังคับเบากว่าริบเพราะกรรมสิทธิ์ยังเป็นของผู้กระทำความผิด อย่างน้อยก็ยังได้ทรัพย์ส่วนที่รื้อคืนไป จึงถือว่าคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้กลับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 662/2522 แล้ว

 
ศิริชัย  วัฒนโยธิน


---------------------------------------------------------------------
ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------

จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 775 ครั้ง

 


หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ก่อสร้างบ้านลงในที่ดินที่เป็นทั้งอุทยานแห่งชาติและป่าไม้ / ศิริชัย วัฒนโยธิน |รวมหมายเหตุท้ายฎีกา ที่น่าสนใจ อื่นๆ ที่ LawSiam.com
บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 0 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากอาจารย์ผู้สอน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่ม ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 

  




คำแนะนำ

1. สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ [email protected]