คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7407/2552
ป.อ. มาตรา 33 (1), 339, 340 ตรี
การบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อกระทำความผิด เพื่อพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุมเป็นการบรรยายฟ้องเพื่อให้ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 ตรี ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ทำให้ผู้กระทำความผิดได้รับหนักขึ้นเท่านั้น ส่วนปัญหาว่ารถของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดหรือไม่ ต้องพิจารณาพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดเป็นเรื่อง ๆ ไป คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 กับพวก ขับรถของกลางไปจอดรอด้านหน้า แล้วลงจากรถมาปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย เมื่อได้ทรัพย์แล้วก็พากันขึ้นรถของกลางหลบหนีไป เป็นเพียงใช้รถเพื่อสะดวกและรวดเร็วในการกระทำความผิดเท่านั้น ไม่ได้ใช้รถของกลางในการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยตรงแต่อย่างใดรถของกลางจึงมิใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 295, 340, 340 ตรี, 357 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบรถจักรยานยนต์ของกลาง
จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ
จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหารับของโจร
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ฐานชิงทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืนและยานพาหนะ จำคุก 9 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 3 เดือน ฐานชิงทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืนและยานพาหนะ จำคุก 4 ปี 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 15 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ริบของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
จำเลยที่ 2 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง และวรรคสาม ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง ให้คืนรถจักรยานยนต์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดอันจะพึงต้องริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า ในการปล้นทรัพย์ตามฟ้อง จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อกระทำความผิด พาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุมอันเป็นการบรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่บัญญัติขึ้นเพื่อให้ผู้กระทำผิดต้องได้รับโทษหนักขึ้นกว่าที่บัญญัติไว้อีกกึ่งหนึ่งในกรณีที่มียานพาหนะมาเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามที่ได้ระบุไว้ใน 3 กรณี คือ ผู้กระทำความผิดใช้ยานพาหนะในการกระทำความผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ดังนั้น บทบัญญัติมาตรา 340 ตรี จึงเป็นเพียงบทบัญญัติถึงเหตุที่จะทำให้ผู้กระทำผิดต้องได้รับโทษหนักขึ้นเท่านั้น หาได้บัญญัติให้ถือว่ายานพาหนะนั้นเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิดด้วยไม่ แม้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ได้พร้อมรถจักรยานยนต์ของกลางและจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพก็ยังฟังไม่ได้ว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง ปัญหาที่ว่ารถจักรยานยนต์ของกลางซึ่งผู้กระทำความผิดใช้เป็นยานพาหนะจะเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำผิดซึ่งศาลพึงสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาตามพฤติการณ์ของการกระทำผิดเป็นเรื่อง ๆ ไป คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 กับพวกขับรถจักรยานยนต์ของกลางผ่านผู้เสียหายไปแล้วไปหยุดรอด้านหน้าผู้เสียหาย จากนั้นพวกของจำเลยที่ 1 ลงจากรถจักรยานยนต์ของกลางเดินไปหาผู้เสียหายแล้วใช้อาวุธปืนตีศรีษะผู้เสียหายและแย่งโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายไป หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มารับพวกของจำเลยที่ 1 หลบหนีไป พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 กับพวกคงฟังได้เพียงว่าจำเลยที่ 1 กับพวกมีเจตนาใช้รถจักรยานยนต์ของกลางไปและกลับจากการกระทำความผิด เพื่อให้พ้นจากการจับกุมโดยสะดวกและรวดเร็วเท่านั้น ไม่ได้ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นพาหนะในการกระทำผิดชิงทรัพย์โทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายโดยตรงแต่อย่างใด รถจักรยานยนต์ของกลางจึงมิใช่ทรัพย์สินอันพึงริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น”
พิพากษายืน
(บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย - ธานิศ เกศวพิทักษ์ - สิงห์พล ละอองมณี)
หมายเหตุ
การริบทรัพย์สินเป็นโทษทางอาญาประการหนึ่ง ที่กฎหมายให้มุ่งพิจารณาที่ตัวทรัพย์เป็นสำคัญ แม้ศาลจะวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีความผิด แต่เมื่อฟังว่าเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดก็ริบได้ (ฎีกาที่ 52/2516 (ประชุมใหญ่) และริบได้แม้จะเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน (ฎีกาที่ 5167/2537) แต่ต้องเป็นความผิดที่โจทก์ฟ้องในคดีนั้นมิใช่คดีอื่น (ฎีกาที่ 1707/2531 (ประชุมใหญ่) และมีข้อสังเกตว่า สำหรับทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือได้มาในการกระทำความผิด เป็นโทษทางอาญาที่กฎหมายให้ดุลพินิจศาลว่า แม้จะได้ความว่าเป็นทรัพย์ที่ได้ใช้หรือได้มาในการกระทำความผิดแล้วก็ตามศาลก็ยังมีอำนาจจะสั่งริบหรือไม่ก็ได้
ปัญหาว่าทรัพย์ใดเป็นทรัพย์ที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดตามหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) หรือไม่ กฎหมายไม่ได้บัญญัติให้นิยามหรือวางหลักเกณฑ์ไว้ ฎีกาที่หมายเหตุนี้ได้วินิจฉัยและวางหลักว่า รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นเพียงยานพาหนะที่ใช้เดินทางไปและกลับในการกระทำความผิด มิใช่เป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง อาจทำให้มีข้อสงสัยว่า หากเป็นกรณีที่เป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยอ้อมจะเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดด้วยหรือไม่และการพิจารณาว่าทรัพย์ใดใช้ในการกระทำโดยตรงมีหลักเกณฑ์อย่างไร ซึ่งเมื่อศึกษาจากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่านมา น่าจะมีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
1. ต้องเป็นทรัพย์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นส่วนหนึ่งในการกระทำความผิด หากขาดเสียซึ่งทรัพย์นั้นความผิดก็ไม่อาจเกิดขึ้น เช่น ฎีกาที่พวกจำเลยขับรถตามหลังรถยนต์บรรทุกที่จะทำการปล้นทรัพย์ และจำเลยได้ปีนจากรถของพวกจำเลยขึ้นไปบนรถยนต์บรรทุก (ฎีกาที่ 1519/2521) จำเลยกับพวกใช้รถจักรยานยนต์แล่นไล่ตามและขับปาดหน้าให้หยุดเพื่อทำการปล้นทรัพย์ (ฎีกาที่ 686/2529) มีฎีกาที่ 5014/2542 ได้วินิจฉัยและวางหลักเกณฑ์ที่ค่อนข้างชัดเจนว่า "...ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) นั้น มุ่งหมายถึงให้ริบตัวทรัพย์สินที่ผู้กระทำความผิดได้ใช้ในการกระทำความผิดนั้น ๆ โดยตรง คือ ทรัพย์สินนั้นจะต้องเกี่ยวข้องเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดด้วย มิใช่เพียงเพื่อใช้เพื่อสะดวกแก่การลักทรัพย์ การพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม และฎีกาที่ 6316/2548 วินิจฉัยว่า "...จำเลยชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย หากจำเลยไม่ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะแล่นติดตาม ก็ไม่สามารถตามได้ทันและไม่สามารถชิงทรัพย์ได้สำเร็จ..." นอกจากนี้ในกรณีที่ใช้รถชนโดยมีเจตนาทำร้ายพุ่งชนถือว่าเป็นทรัพย์ที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด (ฎีกาที่ 3355/2528)
แต่หากเป็นเพียงรถที่จำเลยใช้เพื่อเพียงพาหนะเดินทางไปและกลับ ใช้บรรทุกทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิด ความผิดที่จำเลยกระทำได้สำเร็จลงแล้ว หรือโจทก์บรรยายมาในฟ้องเพื่อให้ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ หรือ 340 ตรี หรือใช้รถยนต์พาคนต่างด้าวให้พ้นการจับกุม เช่นนี้ ก็ไม่ถือว่าเป็นทรัพย์ที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด (ฎีกาที่ 3388/2516, 2546/2530, 234/2530, 5426/2536, 16/2544, 6709/2544, 1357/2545, 4576/2545, 5821/2545, 6104/2550) ซึ่งฎีกาที่หมายเหตุฉบับนี้ก็ยังพิพากษายืนยันหลักเกณฑ์ดังกล่าว
2. เป็นทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบของความผิด เช่น ความผิดฐานแข่งรถในทาง (ฎีกาที่ 7299/2538) บรรทุกน้ำหนักเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด (ฎีกาที่ 3044/2549)
อย่างไรก็ตาม การขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต (ฎีกาที่ 77/2529) การขับรถทับสัมปทานผู้อื่น (ฎีกาที่ 5451/2533) สาระสำคัญอยู่ที่การไม่ได้รับใบอนุญาตรถจึงไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด หรือโทรทัศน์ก็มิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการเล่นการพนันชกมวย (ฎีกาที่ 788/2542)
ดังนั้น ในคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ การวางหลักเกณฑ์ว่า ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดต้องเป็นทรัพย์ที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง จึงน่าจะมีความหมายว่าเป็นการพิจารณาถึงตัวทรัพย์เป็นสำคัญว่าจะขาดเสียมิได้ในการกระทำความผิดนั้น ๆ หรือไม่
จรูญ ชีวิตโสภณ
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 1355 ครั้ง |