คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3857/2553
ป.อ. มาตรา 33
การที่ศาลมีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) นั้น เป็นเรื่องอยู่ในดุลพินิจของศาล และมีความมุ่งหมายถึงให้ริบตัวทรัพย์สินที่ผู้กระทำความผิดได้ใช้ในการกระทำผิดนั้นๆ โดยตรง กล่าวคือทรัพย์สินนั้นจะต้องเกี่ยวข้องเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดด้วยการที่จำเลยใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดก็มิได้หมายความว่าใช้รถยนต์ของกลางเป็นเครื่องมือหรือเป็นส่วนหนึ่งในการลักทรัพย์และตามปกติรถยนต์ของกลางโดยสภาพมีไว้เพื่อใช้เดินทางจากที่หนึ่งไปยังที่อื่นอันเป็นวัตถุประสงค์ทั่วไป รถยนต์ของกลางย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยตรง จึงเป็นทรัพย์สินที่ศาลไม่มีอำนาจสั่งริบได้
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 334, 336 ทวิ ริบรถยนต์ของกลาง
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 3 ปี และปรับ 6,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมประพฤติไว้ 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ 24 ชั่วโมง ให้เสร็จภายในหกเดือนนับแต่ศาลพิพากษาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 1 ปี 6 เดือน ไม่ปรับไม่รอการลงโทษและไม่คุมความประพฤติ แต่ให้ริบรถยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “...รถยนต์ของกลางมิใช่ทรัพย์สินใดที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ให้ริบเสียทั้งสิ้น และการที่ศาลมีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) นั้น เป็นเรื่องอยู่ในดุลพินิจของศาลและมีความมุ่งหมายถึงให้ริบตัวทรัพย์สินที่ผู้กระทำความผิดได้ใช้ในการกระทำผิดนั้นๆ โดยตรง กล่าวคือ ทรัพย์สินนั้นจะต้องเกี่ยวข้องเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดด้วยซึ่งต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องๆ ไป สำหรับคดีนี้แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดอันเป็นการบรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ แต่บทบัญญัติดังกล่าวหาได้ให้ถือว่ายานพาหนะนั้นเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำผิดด้วยไม่ การที่จำเลยใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดก็มิได้หมายความว่าใช้รถยนต์ของกลางเป็นเครื่องมือหรือเป็นส่วนหนึ่งในการลักทรัพย์และตามปกติรถยนต์ของกลางโดยสภาพมีไว้เพื่อใช้เดินทางจากที่หนึ่งไปยังที่อื่นอันเป็นวัตถุประสงค์ทั่วไป รถยนต์ของกลางย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยตรง จึงเป็นทรัพย์สินที่ศาลไม่มีอำนาจสั่งริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ริบรถยนต์ของกลางนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ในข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น และเห็นสมควรวินิจฉัยให้คืนรถยนต์ของกลางแก่เจ้าของตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) ประกอบมาตรา 215, 225”
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี 6 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 9 เดือน ไม่ริบรถยนต์ของกลางแต่ให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
(พรเพชร วิชิตชลชัย - ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน - วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์)
หมายเหตุ
ในทางสากล ทฤษฎีที่ใช้ในการบัญญัติเรื่องการริบทรัพย์สินให้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการในทางอาญา อาจแบ่งได้เป็น 2 ประการ ("ริบทรัพย์สินเป็นโทษหรือวิธีการเพื่อความปลอดภัย" ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ศาลยุติธรรม, พิพัฒน์ หน้า 24) ได้แก่
1. การริบทรัพย์สินเป็นโทษ ในกรณีเช่นนี้ การจะริบทรัพย์สินได้จะต้องปรากฏว่ามีการกระทำความผิดทางอาญาเกิดขึ้น ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษหรือไม่ก็ตาม
2. การริบทรัพย์สินเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัย หมายความว่า กฎหมายยอมให้ริบทรัพย์สินได้ แม้ไม่มีการกระทำความผิดทางอาญา โดยการริบทรัพย์สินจะมีลักษณะของวิธีการเพื่อความปลอดภัยเพราะไม่ต้องการให้นำทรัพย์สินนั้นไปใช้ในการกระทำความผิดอาญา เช่น ริบทรัพย์สินที่บุคคลมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำผิดก่อนจะมีการกระทำความผิด เป็นต้น
ตาม ป.อ. ของไทยในปัจจุบัน กำหนดให้การริบทรัพย์สินเป็นโทษประการหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 18 ซึ่งมีนักวิชาการบางส่วนเห็นว่าแตกต่างจากแนวความคิดที่กำหนดไว้ในกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 28 ที่มีลักษณะเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัย (อ้างแล้ว พิพัฒน์ หน้า 27) ดังนั้น การริบทรัพย์สินตาม ป.อ. ศาลจะทำการริบทรัพย์สินได้ต้องปรากฏว่ามีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้นเท่านั้น
การริบทรัพย์สินของไทย อาจแบ่งได้เป็น 2 กรณี ได้แก่
1. การริบตามกฎหมาย ได้แก่ การริบทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติว่าการทำหรือมีไว้เป็นความผิด (ป.อ. มาตรา 32) ซึ่งในกรณีเช่นนี้ ถือเป็นการริบเด็ดขาดที่ศาลไม่อาจมีดุลพินิจเป็นอย่างอื่นได้
2. การริบโดยอำนาจศาล ได้แก่ การริบทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด (ป.อ. มาตรา 33 และมาตรา 34) ซึ่งศาลจะสั่งริบหรือไม่ริบก็ได้ แต่หากเป็นทรัพย์สินของผู้อื่นซึ่งมิได้ร่วมกระทำผิดด้วยและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิดศาลจะใช้อำนาจริบไม่ได้ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่สะท้อนให้เห็นถึงหลักการว่าการริบทรัพย์สินเป็นโทษอย่างชัดเจน
ตามคำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้น มีประเด็นที่ขึ้นสู่การพิจารณาคดีของศาลฎีกาเกี่ยวกับการริบรถยนต์ที่จำเลยใช้เป็นยานพาหนะในการกระทำผิดหรือเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป ซึ่งเป็นประเด็นตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) ที่กำหนดให้ศาลมีอำนาจดุลพินิจที่จะริบทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้ หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด กรณีจึงมีปัญหาที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัย แยกเป็น 2 ประเด็น ดังนี้
1. รถยนต์ที่โจทก์มีคำขอให้ริบนั้น เป็นทรัพย์สินซึ่งผู้กระทำผิดได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดหรือไม่
2. ศาลเห็นสมควรที่จะริบรถยนต์ตามข้อ 1 หรือไม่ ในกรณีนี้ จะเห็นได้ว่าเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ทรัพย์สินที่โจทก์ขอให้ริบนั้นเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดแล้ว ศาลฎีกายังมีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจต่อไปว่า สมควรที่จะริบทรัพย์สินนี้ไว้หรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลต้องพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป (คำอธิบายประมวลกฎหมายอาญา ภาค 1, พิมพ์ครั้งที่ 10, กุมภาพันธ์ 256, สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา, จิตติ, หน้า 1140)
ในคดีนี้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า รถยนต์ที่ขอให้ริบมิได้เป็นทรัพย์สินซึ่งผู้กระทำผิดได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำผิด เพราะไม่เป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำผิดฐานลักทรัพย์โดยตรงอันเนื่องมาจาก
(1) การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด มิได้หมายความว่าจำเลยใช้รถยนต์ของกลางเป็นเครื่องมือหรือเป็นส่วนหนึ่งในการลักทรัพย์
(2) ตามปกติรถยนต์ของกลางโดยสภาพมีไว้เพื่อใช้เดินทางจากที่หนึ่งไปยังที่อื่นอันเป็นวัตถุประสงค์ทั่วไป
จากคำวินิจฉัยของศาลฎีกาดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำผิดนั้น มิได้หมายความถึงทรัพย์สินทุกชนิดที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด หรือได้ใช้ไปเพื่อความสะดวกในการกระทำผิด แต่ศาลฎีกาได้จำกัดทรัพย์สินเหล่านี้ไว้เฉพาะแต่ทรัพย์สินที่มีไว้เป็นเครื่องมือหรือเป็นส่วนหนึ่งในการกระทำผิดเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การกำหนดว่าทรัพย์สินใดเป็นเครื่องมือหรือเป็นส่วนหนึ่งในการกระทำผิดนั้น มิได้พิจารณาจากสภาพแห่งทรัพย์หรือวัตถุประสงค์ทั่วไปในการใช้ทรัพย์นั้น หากแต่ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์หรือวัตถุประสงค์ในการใช้ทรัพย์สินนั้นในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2137/2531 จำเลยดูโทรทัศน์ท้าพนันผลของการแข่งขันชกมวยไม่ทำให้โทรทัศน์เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการเล่นการพนันชกมวย แต่ถ้าเป็นโทรทัศน์ที่ใช้เป็นเครื่องมือแพร่ภาพลามก โดยจัดแสดงอวดแก่ประชาชน โดยมีการเรียกเก็บเงิน เป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2875/2531) การใช้ทรัพย์สินเพียงแต่เป็นพาหนะไปและกลับจากการกระทำความผิดต้องถือว่าไม่ได้ใช้ในการกระทำความผิดแน่นอน (อ้างแล้วจิตติ หน้า 1133) นอกจากนี้ การใช้ทรัพย์สินที่เข้าข่ายจะริบได้ตามมาตรา 33 (1) นี้ จะต้องมีขอบเขตชัดเจนว่าจะต้องใช้เฉพาะในความผิดด้วย เช่น ถ้าไม่ปรากฏว่าสิ่งที่เป็นเครื่องมือนั้นได้ใช้ในการกระทำความผิดตามที่ฟ้อง เช่น ข้อเท็จจริงต่างกับฟ้องหรือไม่ได้ความชัดพอ ก็ริบไม่ได้ (อ้างแล้ว จิตติ หน้า 1090) การใช้เสื่อปูนั่งและใช้ตะเกียงให้แสงสว่างธรรมดา แม้จะเล่นการพนันด้วย ศาลก็ไม่ริบ เพราะไม่ได้ใช้เพื่อเล่นการพนันโดยเฉพาะ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 727/2489) แต่เสื่อที่ใช้ปูรองรับการเล่นพนันโดยเฉพาะ แม้ตามสภาพจะใช้ปูนอนได้ด้วย ก็ได้ชื่อว่าใช้ในการกระทำความผิด ศาลริบ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 366/2490 และ 1238/2517) (อ้างแล้วจิตติ หน้า 1135)
การขอให้ศาลสั่งให้ริบทรัพย์สินตามมาตรา 33 (1) จึงมีข้อควรระลึกไว้โดยสำคัญเสมอว่าทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้ใช้เพื่อกระทำผิดนั้น ศาลฎีกาได้ตีความในทางแคบมาโดยตลอด ทั้งนี้ อาจจะเป็นเพราะหลักการของการริบทรัพย์สินที่กำหนดให้เป็นโทษจึงต้องตีความอย่างแคบและจะต้องมีข้อเท็จจริงที่ชัดเจนว่าได้ใช้หรือมีไว้ใช้เพื่อกระทำผิดนั้นจริง ในคดีนี้โจทก์ฟ้องโดยเพียงแต่บรรยายองค์ประกอบความผิดให้ครบถ้วนตามมาตรา 336 ทวิ โดยไม่มีรายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยไว้ในคำฟ้องแต่อย่างใดเลย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและเป็นกรณีที่ไม่ต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพ ศาลล่างจึงเห็นว่าเป็นกรณีที่คดีเสร็จการพิจารณาแล้วและได้พิจารณาพิพากษาไป เมื่อมีประเด็นเกี่ยวกับการริบรถยนต์ของกลางเป็นข้อพิพาทขึ้นจึงไม่มีข้อเท็จจริงอย่างใดๆ เพิ่มเติมเพื่อให้ศาลฎีกาพิจารณาได้ เมื่อมีแต่คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ให้การรับสารภาพไปตามคำฟ้องของโจทก์ ซึ่งไม่มีรายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงอย่างใดๆ เกี่ยวกับการใช้รถยนต์ของกลางของจำเลยในการกระทำความผิดแต่ประการใด ศาลฎีกาจึงไม่สามารถจะสั่งให้ริบทรัพย์สินได้ ซึ่งตามความเห็นของผู้เขียนแล้ว หากโจทก์บรรยายฟ้องให้ได้ข้อเท็จจริงอย่างใดๆ ที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยได้ใช้รถยนต์ของกลางเพื่อเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการกระทำความผิดโดยตรงและโดยเฉพาะแล้ว ศาลฎีกาอาจมีคำวินิจฉัยไปในทางที่ริบทรัพย์สินของจำเลยได้
เปรมรัตน์ วิจารณาญาณ
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 776 ครั้ง |