คำแนะนำการอ่านหนังสือและการตอบข้อสอบผู้พิพากษาและอัยการ
โดยท่านณฐกร ต้องวัฒนา ผู้ช่วยผู้พิพากษา รุ่นที่ 67
-------------------
ท่านสอบได้อัยการผู้ช่วยและผู้ช่วยผู้พิพากษาสนามใหญ่ในปี 2559 โดยท่านเป็นศิษย์เก่าคณะนิติศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ (ม.อ.) ที่มีประวัติและมีการเตรียมตัวสอบที่น่าสนใจมากอีกท่านหนึ่ง
การศึกษาแนวทางของผู้ที่สำเร็จมาแล้วนั้นสำคัญมาก ต้องนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับเวลาและสไตล์ของเราเอง แม้ว่าจะทำงานไปด้วยก็นำมาปรับใช้ได้
#ประวัติคร่าวๆของท่าน
จบสายวิทย์คณิต แต่ติด 0 ฟิสิกส์ ติด 0 คณิต จนครูสอนคณิตให้ไปทำโจทย์หน้าห้องเรียนบ่อยครั้งแต่ก็ทำไม่ได้
จนครูต้องพูดว่า "วันๆทำอะไรบ้าง เดินไข่ฟัดขาอย่างเดียว"
จบมัธยมด้วยเกรด 2 กว่า แต่ก็ยังดั้นด้นเอ็นท์ติด นิติ ม.อ. มาได้แบบฉิวเฉียด
มาเรียนปี 1 ได้ D กฎหมายบางตัว ติด E คณิต (เทียบเท่ากับ F มหาลัยอื่น) เพราะมัวแต่เล่นเกม Ragnarok โต้รุ่ง เช้าก็เข้ามาหลับในห้องเรียน อ่านหนังสือก่อนสอบไม่กี่วัน
มาเรียนเนฯปีแรกผ่านวิอาญาขาเดียวต้องใช้เวลา 2 ปีครึ่งในการจบเนฯสมัยที่ 62 (ที่ใครๆก็ว่าเป็นรุ่นปล่อยผี เพราะมีคนจบมากที่สุดในประวัติศาสตร์)
ขี้ลืมถึงขนาดแม่ใช้ให้ไปซื้อขนมจีนหน้าปากซอย ขาไปขี่จักรยานไป ขากลับเดินกลับมาบ้านลืมจักรยานไว้หน้าร้านขนมจีน
ที่กล่าวมาทั้งหมดนั่นคือผมเอง เห็นได้ว่าผมไม่ใช่คนฉลาดหรือคนขยันเรียนเลยในอดีต
แต่นั่นคืออดีต ฉะนั้น หากคุณเป็นคนที่ไม่ได้ต่างจากผมเท่าไหร่ในอดีต คุณย่อมทำได้เหมือนผมในปัจจุบัน
#แนะนำการอ่านหนังสือ
ต่อไปนี้ผมจะแนะนำวิธีการอ่านหนังสือของผมที่ทำให้สอบได้ ซึ่งหลายคนคงเคยได้อ่านวิธีของคนที่สอบได้มาเยอะ แต่ผมขอแนะนำว่าวิธีเหล่านั้นเราต้องนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวเอง
มันใช้ไม่ได้กับทุกคนครับ หากฝืนมากเกินไปเราจะทำไม่ได้นาน ไม่สม่ำเสมอ อย่างเช่นบางคนตื่นตี 4 ครึ่งเพื่อมาอ่านหนังสือ แบบนั้นผมทำไม่ได้ครับ
ช่วงปีแรกๆที่สอบผมดื้อดึงไม่ศึกษาประสบการณ์จากคนที่ประสบความสำเร็จมาก่อน ไม่วางแผน คิดว่าจะอ่านเองทำให้ได้ด้วยตนเองจะภูมิใจกว่า
ทำงานไปด้วยอ่านไปด้วยตะบี้ตะบันอัดเนื้อหาอย่างเดียว ไม่ทำข้อสอบเก่า มีแต่อ่านผ่านๆ ไม่ท่องประมวล แต่ผมคิดผิดครับ
ผมไม่ได้เป็นอัจฉริยะขนาดนั้น ต่อมาผมจึงตัดสินใจลาออกจากงานเพราะผมคิดแล้วว่าปัญญาระดับผมหากทำงานไปด้วยคงไม่มีวันสอบได้
และผมก็เริ่มศึกษาข้อมูลจากคนที่สอบได้ ทำตามพี่อาร์ท อภิรัฐ บุญทอง 1 ใน 15 เทพ ผู้พิพากษาประจำปี 2555 ที่ผมทำตามท่านเพราะท่านเรียนได้เกรดเฉลี่ยไม่ดีเหมือนผม
เป็นเด็กติดเกมส์มาก่อนเหมือนผม ผมก็เลยจะลองทำตามคนที่เขามีพื้นฐานคล้ายๆเรา
จะให้เราไปทำตามคนอัฉริยะที่เขาอ่านหนังสือวันละไม่กี่ชั่วโมงแล้วสอบได้มันก็คงไม่ใช่
#เดินตามท่านอภิรัฐ
สรุปคร่าวๆผมทำตามท่านอภิรัฐ แทบทุกย่าง บางอย่างก็ปรับให้เหมาะกับตัวเราดังนี้
1. อ่านทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ยกเว้นวันที่ป่วยและวันพักหลังสอบเสร็จไม่เกิน 2 วัน
วันไหนที่ติดธุระต้องไปงานแต่งงานบวชอะไรที่เลี่ยงไม่ได้ก็อย่านำมาเป็นข้ออ้างไม่อ่านหนังสือ
อย่างน้อยครึ่งชั่วโมงก็ต้องอ่าน อย่าลืมว่ากฎหมายเป็นอะไรที่น่าพิศวงต่อให้หัวดีแค่ไหนถ้าไม่อ่านต่อเนื่องเราก็ลืม
คติประจำใจของผมที่คิดขึ้นเองบางส่วนลอกเขามาบางส่วนคือ
"ความสำเร็จเกิดขึ้นได้เพราะการกระทำ แต่การกระทำจะสูญเปล่าหากไร้ซึ่งความสม่ำเสมอ"
2. อ่านวันละ 8 ชั่วโมง ไม่มีข้อแม้ไม่มีเงื่อนไข
(แบ่งหัวใจการอ่านเป็น 4 ห้องในแต่ละวันคือ ตัวบท เนื้อหา ฎีกา ข้อสอบเก่า) โดยวันนึงแบ่งเป็น ช่วงเวลาดังนี้
เวลา 9.00 น. ถึง 10.00 น. ท่องประมวล
เวลา 11.00 น. ถึง 12.00 น. อ่านเนื้อหา (และพักกินข้าว)
เวลา 13.00 น. ถึง 16.00 น. อ่านเนื้อหา (และพักกินขนม)
เวลา 16.30 น. ถึง 18.00 น. อ่านฎีกา
เวลา 19.00 น. ถึง 20.30 น. ทำข้อสอบเก่า จับเวลาจริง 25 นาที จำนวน 1 ถึง 2 ข้อ (ปัจจุบัน ปี 2559 ให้เวลาเพิ่มเป็น 25 นาที)
และฟังคำบรรยายเนฯ (ในส่วนของการฟังคำบรรยายนั้นผมคิดมาเองว่าในเมื่อเราใช้สายตาอ่านไม่ไหวแล้วเรายังมีหูที่จะฟังได้ เราก็ควรฟังแทนการอ่าน)
คำบรรยายเนฯนั้นผมเชื่อว่าหากอยากฟังจริงๆคงหากันได้ไม่ยาก
เวลาผมวิ่งออกกำลังกาย เดินไปซื้อข้าว ผมก็จะฟังคำบรรยายไปด้วย
แต่อย่าลืมว่าทุกอย่างหากตึงเกินไปก็ไม่เป็นผลดี ต้องมีเวลาพักผ่อนหลังการอ่าน
ผมไม่ดูละครเพราะไม่มีทีวีแต่ก็พักผ่อนโดยเล่มเกมส์และดูหนัง อาจารย์ที่เนฯเคยบอกว่าคนที่จะสอบได้ต้องอ่านจนรู้สึกว่าโลกนี้สวยงามยิ่งนัก
แต่ผมเคยอ่านอย่างเดียวโดยไม่มีเวลาพักผ่อนเลยนอกจากตอนนอนเป็นเวลา 1 เดือน กลับได้ความรู้สึกว่าโลกนี้โหดร้ายยิ่งนัก
ผมเลยให้เวลาพักผ่อนกับตัวเองบ้าง
3. ท่องตัวบท หากมีเวลาประมาณ 1 ปีก่อนสอบ ผมจะท่องจำในหัว และเขียนออกมาให้ได้ในกระดาษ
เฉพาะมาตราที่สำคัญออกสอบบ่อย เมื่อเวลาไม่กี่เดือนก่อนสอบผมจะอ่านผ่านแบบเร็วๆทุกมาตราไม่ว่าจะเป็นมาตราสำคัญหรือไม่ (เพราะสนามสอบระดับนี้ออกมาตราไหนก็ได้
ยิ่งมาตราหลบๆแบบ ป.อ.มาตรา 347 รอบที่ผ่านมานี่ธงคำตอบให้คะแนนถึง 3 คะแนน)
จนถึงอาทิตย์สุดท้ายผมจะท่องมาตราแบบจำให้ได้ขึ้นใจเฉพาะมาตราที่สำคัญและอ่านผ่านๆมาตราหลบ
4. อ่านเรียงตามวันที่สอบ อย่างเช่น อัยการสอบ 3 วัน วันที่หนึ่ง อาญา แพ่ง วันที่สอง วิอาญา วิแพ่ง วันที่สาม กฎหมายพิเศษ
ดังนั้น ในแต่ละวันที่อ่านผมจะอ่านสลับกันไปแบบนี้ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ ผมจะไม่อ่านให้จบเป็นเล่มๆไป
เพราะผมเคยลองทำมาแล้วและคิดว่ามันไม่เวิร์ค เพราะกว่าเราจะอ่านจบแต่ละวิชาและถึงวันที่เรากลับมาทวนวิชานั้นอีกครั้งเราจะลืมเนื้อหาไปหมด
แล้วเหมือนไม่เคยอ่านมาก่อน การเรียนการสอนที่เนฯที่ให้เรียนวันนึงหลายวิชานั่นแหล่ะทำถูกแล้ว เราจะได้ทวนหลายวิชาไปตลอด
แต่การอ่านแบบหลายวิชาในวันเดียวนี้มีข้อเสียตรงเราจะอ่านเนื้อหาได้ไม่เยอะมากในแต่ละวัน
ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องงดกิจกรรมบันเทิงทุกอย่างเพื่อเพิ่มเวลาอ่านหนังสือ
5. หนังสือที่ใช้อ่าน ก่อนการสอบครั้งแรกในปี 2555 ที่ผมทำงานไปด้วย
ผมอ่านคำบรรยายปูพื้นหลักให้แน่นๆก่อนเพราะหลังจากจบเนฯก็ไม่ได้อ่านจริงจังมานาน
หลังจากนั้นจึงเริ่มอ่านจูริส ตำรายอดนิยมที่รวมฎีกาเก่าใหม่ไว้ได้ดี
และผมก็เริ่มจดหัวข้อสำคัญ ฎีกาน่าสนใจในจูริสลงในประมวลของผมแทน
(ส่วนนี้ต้องใช้เวลาเป็นปีจึงจะจดครบ ต้องเข้าใจว่าโรมไม่ได้สร้างภายในวันเดียว อ่านสอบอัยการ ผู้พิพากษาก็เช่นกัน เราต้องเตรียมพร้อมเป็นปีๆ)
จากนั้นจึงเริ่มอ่านหนังสือที่ท่านอภิรัฐแนะนำผสมกับที่ผมอ่านแล้วคิดว่าดี (รายละเอียดหนังสือจะโพสทีหลัง)
6. การอ่านอาทิตย์สุดท้ายสำคัญที่สุด เพราะตำรามีมากมายเราไม่สามารถจะนำมาอ่านทวนอีกรอบทั้งหมดภายใน 1 อาทิตย์
ถ้าใครฝืนทำแบบนั้นรับรองว่าพังครับ เราต้องนำฎีกาใหม่ที่เราเคยอ่านและคิดว่าน่าสนใจซึ่งถ่ายเอกสารเก็บไว้นำมาทบทวน
(ถ้าไม่มีเวลาหาฎีกาใหม่ก็ซื้อบทบรรณาธิการและหนังสือสรุปฎีกาของอาจารย์ประเสริฐที่ท่านรวบรวมไว้ให้มาอ่านแทน)
พร้อมกับท่องตัวบทที่สำคัญๆให้ขึ้นใจในอาทิตย์สุดท้าย ส่วนวันสอบ ผมจะไม่อ่านอะไรอีกกลัวสมองจะล้าเก็บสายตาไว้ทำข้อสอบ
แต่ผมจะใช้วิธีให้ Siri อ่านตัวบทให้ฟัง เทคโนโลยีสมัยนี้เอื้ออำนวยต่อการศึกษามากครับ App ตัวบทก็มีให้โหลดฟรี
7. ฎีกาใหม่ คีย์เวิร์ด ผมจะชอบอ่านฎีกาใหม่และจำคีย์เวิร์ดสำคัญๆในฎีกามากกว่าอ่านเนื้อหา
ฎีกาใหม่มีความสำคัญอย่างไร จากประสบการณ์ที่ผมสอบมา 6 ครั้ง รวมอัยการและผู้พิพากษา (สนามใหญ่)
ทุกครั้งจะมีฎีกาใหม่ออกข้อสอบ สอบปี 59 ต้องมีฎีกาปี 58 หรือ 57 นำมาออกข้อสอบ
ผมจะอ่านฎีกาเต็มซึ่งมีข้อเท็จจริงมากกว่าตัวย่อ คนออกข้อสอบก็จะเอาข้อเท็จจริงจากในฎีกาเต็มนี่แหล่ะมาแต่งโจทย์คำถาม
ถ้าเราอ่านย้ำมาหลายๆรอบก็เหมือนกับเรารู้ข้อสอบมาก่อนและจะไม่ต้องเสียเวลาคิดในห้องสอบนาน
โดยผมจะอ่านย้อนหลัง 5 ปี ปัจจุบันปี 2559 ผมก็จะอ่านตั้งแต่ปี 2554 มาจนถึง 2558
(เพราะฎีกาจะวางเผยแพร่ย้อนหลังปีปัจจุบันไปหนึ่งปี)
อ่านทั้งของเนฯเล่มขาวและของศาลเล่มหลากสี เพราะฎีกาบางตัวจะไม่ซ้ำกัน
ผมอ่านหนังสือที่เนฯ จึงมีฎีกาใหม่ๆให้อ่านฟรีในห้องสมุด หากใครอยากอ่านฎีกาใหม่แต่ลำบาก ให้เข้าหาในเว็บของศาลฎีกา
สมัยผมทำงานผมก็หาอ่านในนี้
คีย์เวิร์ดมีความสำคัญอย่างไร อย่างเช่น เรื่องดูหมิ่นเจ้าพนักงานที่ออกข้อสอบอัยการไปในส่วนของถ้อยคำที่ว่า "ตำรวจแม่งใช้ไม่ได้"
ผมฟังคำบรรยายอาจารย์ที่เนฯบอกว่าถ้าไม่มีถ้อยคำเหล่านี้นี้ไม่ให้คะแนน คือ "ยังไม่ถึงขึ้นที่พอจะให้เข้าใจว่าจำเลยมีความมุ่งหมายจะด่า ดูถูกเหยียดหยามหรือสบประมาทให้อับอายแต่อย่างใด"
เพราะถ้อยคำเหล่านี้เป็นถ้อยคำที่จะอธิบายให้เหตุผลได้ดีว่าทำไมจึงไม่เป็นการดูหมิ่นเจ้าพนักงาน
ถ้าไปตอบแบบฟันธงว่าไม่เป็นความผิด คนตรวจเขาจะให้คะแนนเราได้อย่างไร
8. ข้อสอบเก่าบอกเล่าข้อสอบใหม่ได้ดี การทำข้อสอบเก่า ต้องทำจริงจับเวลา 25 นาที
เสมือนอยู่ในห้องสอบ ห้ามอ่านผ่าน เรื่องนี้จะเป็นอะไรที่คนไม่เคยฝึกทำจะกลัวมาก กลัวว่าจะทำผิด
พอเริ่มทำก็จะคิดว่านี่เราอ่านมาขนาดนี้ทำไมยังทำผิด นี่เราพลาดประเด็นง่ายๆแบบนี้เลยเหรอ
ผมก็เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน แต่นั่นแหล่ะคือการเริ่มต้นที่ดีหากเราพลาดตอนนี้ดีกว่าไปพลาดในห้องสอบ
เมื่อเราพลาดเราก็ต้องจำประเด็นนั้นให้ดีเพราะมันมักจะถูกนำมาออกข้อสอบได้อีกเสมอ
ผมเคยมีโอกาสได้เจอท่านจุลสิงห์ วสันตสิงห์ สมัยที่ท่านเป็นอัยการสูงสุด และผมทำงานนิติกรอัยการ ผมได้พูดคุยกับท่านว่าจะสอบอัยการ
ท่านแนะนำว่าให้ทำข้อสอบเก่าเยอะๆ และปีนั้นก็ออกข้อสอบเก่าอัยการของปีก่อนหน้าจริงๆ อีกทั้งข้อสอบอัยการประจำปี 2558
ที่ผมสอบผ่านนี้ ผมมานั่งดูข้อสอบเก่าเนฯหลังจากสอบเสร็จ ก็พบว่านำประเด็นข้อสอบเก่าเนฯมาออกเยอะมาก
เท่าที่เห็นนี่ประมาณ 6 ข้อ และบางข้อแทบจะยกธงคำตอบทั้งข้อมาวางแบบเดียวกับธงอัยการเลย
การฝึกทำข้อสอบควรจะจำกัดเวลาให้ได้ข้อละ 20 นาที แม้ว่าจะมีเวลา 25 นาทีก็ตาม
#การตอบข้อสอบการเขียนตอบข้อสอบ ความรู้สึกมันน่าจะคล้ายๆกับโคนันไขคดีได้สักคดี
มันจะรู้สึกสะใจมากที่ได้คิดเป็นระบบเป็นขั้นตอนจนเราสามารถแก้ไขปริศนาได้
วิธีเขียนของผม มีดังนี้
1.ผมจะไม่ใช้วิธีอ่านคำถาม เขียนประเด็นย่อไว้ในกระดาษคำถามจนครบ 10 ข้อ แล้วมาเริ่มลงมือทำ เพราะวิธีนี้ผมคิดว่าเรามีโอกาสจะลืมถ้อยคำสวยๆที่เรานึกได้ตอนอ่านครั้งแรก
และยังไงเราก็ต้องมาอ่านซ้ำคิดซ้ำอีกรอบเพราะเราเพียงแค่จดประเด็นย่อๆไว้ผมว่าเสียเวลา อีก
ทั้งกว่าจะอ่านและคิดครบ 10 ข้อ เวลามันจะเดินไปเยอะจนอาจทำให้เราลนลานเนื่องจากยังไม่ได้ลงมือเขียนสักข้อ
(ก็แน่หล่ะข้อสอบสมัยนี้บางข้อคำถามยาว 1 หน้ากระดาษ F4)
ดังนั้น ผมจะใช้วิธีอ่านคำถาม คิด เขียนมาตราย่อๆในกระดาษคำถาม และลงมือทำทันทีให้เสร็จไปทีละข้อ
ผมว่าทำแบบนี้เราจะเขียนได้ดีกว่า นึกถ้อยคำสวยๆได้มากกว่า แม้ว่าวิธีหลังนี้เมื่อเราทำถึงข้อ 7 สมองเราก็อาจจะเริ่มล้า
เพราะระดมความคิดออกมาเยอะมากแล้ว
แต่วิธีหลังนี้จะทำให้เราจำกัดเวลาได้ดีไม่ต้องสับสนเรื่องเวลาและจะทำให้เราทำข้อสอบครบ 10 ข้อ
ช่วงหลังๆนี้หลังจากที่สอบถามผู้เข้าสอบได้กันหลายคนก็หันมาทำวิธีนี้กันเยอะ
แม้ว่าอาจารย์ที่เนฯและผู้ที่สอบได้ไปหลายคนจะแนะให้ทำวิธีอ่านให้ครบ 10 ข้อก่อนก็ตาม
2. ควรจำกัดเวลาในการคิดและเขียนให้ได้ภายใน 20 นาที
เช่น หากเริ่มทำข้อสอบ 13.00 น. ตอนเริ่มทำข้อสอบข้อ 1 ผมจะเขียนไว้ที่มุมขวามือของข้อสอบว่า 13.20 เพื่อจำกัดเวลาตัวเองกดดันตัวเองว่าต้องให้เสร็จภายใน 20 นาที
เขียนแบบนี้ไปเรื่อยๆจนครบ 10 ข้อ แม้บางข้อเราต้องเกิน 20 นาที เพราะประเด็นมันเยอะต้องเกินเวลาแน่นอนแต่เราก็เผื่อเวลาไว้แล้ว
3. การเขียนตอบชื่อกฎหมายควรเขียนชื่อเต็มในการกล่าวถึงครั้งแรก
เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 (ไม่ต้องเขียนพระราชบัญญัติก็ได้)
ส่วนการกล่าวถึงครั้งต่อมาเขียนแค่เลขมาตราที่ปรับใช้ ไม่จำต้องเขียนชื่อเต็มของกฎหมายอีก
4. การเขียนขึ้นต้นประโยค การตอบครั้งก่อนๆที่ผมสอบไม่ผ่าน ผมจะเขียนขึ้นต้นยืดยาว
เช่น "กรณีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของนายแดงมีความผิดฐานใดหรือไม่ เห็นว่า...."
ซึ่งการเขียนแบบนี้ใช้ในการตอบข้อสอบเนฯที่มีประเด็นน้อยได้
แต่พอนำมาใช้กับการสอบอัยการ ผู้พิพากษา มันจะกลายเป็นถ้อยคำที่ฟุ่มเฟือยและไม่มีคะแนน
อีกทั้งยังทำให้เราทำข้อสอบไม่ทัน เราควรจะเขียนเข้าประเด็นไปเลยว่า "การกระทำของนายแดงเป็น...."
5. การวินิจฉัย ในการสอบระดับนี้ควรวินิจฉัยปรับกฎหมายเข้ากับข้อเท็จจริงไปเลย
ไม่ต้องวางตัวบทหรือหลักกฎหมายก่อน
เว้นแต่ บางข้อทีเอาฎีกามาออก ซึ่งจะได้คะแนนดีเราก็ต้องวางหลักกฎหมายตามฎีกา
เช่น จะวินิจฉัยว่าเป็นความผิดฐานฉ้อโกงอาจจะต้องเขียนว่า "การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์จะต้องเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยพลการโดยทุจริต มิใช่ได้ทรัพย์ไปเพราะผู้อื่นยินยอมมอบให้เนื่องจากถูกหลอกลวง" (ตามฎีกาที่ 394/2553)
6. การเขียนสรุป การตอบครั้งก่อนๆที่ผมสอบไม่ผ่าน ผมจะมีการสรุปจบท้ายหลังจากวินิจฉัยเสมอ
ซึ่งทำให้เสียเวลาในการเขียนอย่างมาก
จริงๆแล้วเราไม่จำต้องสรุปต่อท้ายเลยหากเราวินิจฉัยมาดีแล้ว
รอบที่ผมสอบผ่านจึงแทบจะไม่ได้สรุปเลย เน้นแบบทำให้ครบทุกข้อมากกว่า
หากมีเวลาเหลือ ค่อยกลับมาสรุปบางข้อ
7. ทริคในการตอบบางวิชา เช่น
- อาญา จะต้องเขียนอธิบายให้คนตรวจเข้าใจว่าเราเข้าใจจริงๆ จึงต้องตอบทั้งที่เป็นความผิดและไม่เป็นความผิด
เช่น ข้อสอบผู้ช่วยฯ ประจำปี 2559 ที่ให้ข้อเท็จว่า "นายเอวิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังนายบี" แม้เราจะวินิจฉัยว่าเป็นเล็งเห็นผล
เราก็ต้องตอบด้วยว่าไม่เป็นการกระทำโดยพลาด ตามที่ธงคำตอบเฉลยไว้
แต่ถ้าผมตอบผมจะอธิบายไปด้วยว่า "เพราะการกระทำโดยพลาดผู้กระทำต้องไม่ประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น"
แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับเวลา ถ้าเราเขียนไม่ทันจริงๆก็ตอบแค่เป็นเล็งเห็นผลไม่เป็นพลาด
และอีกตัวอย่างในข้อเดียวกันที่ให้ข้อเท็จจริงว่า "ใช้อาวุธปืนจ้องยิง 2 ครั้ง แต่กระสุนปืนไม่ลั่น"
เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการให้เราวินิจฉัยว่ามันเป็นพยาม ตามมาตรา 80 หรือมาตรา 81
ดังนั้น เราจะวินิจฉัยว่าเป็นมาตรา 80 อย่างเดียวไม่ได้ ต้องบอกด้วยว่าไม่เป็นมาตรา 81
อีกทั้งจะไปฟันธงเฉยๆว่าเป็นมาตรา 80 เฉยๆไม่ได้ต้องให้เหตุผลตามฎีกาว่า "การที่กระสุนปืนไม่ลั่นเป็นแต่เพียงการที่เป็นไปไม่ได้โดยบังเอิญ"
ถ้อยคำเหล่านี้จะถูกนำมาจากฎีกาซึ่งกรรมการออกข้อสอบเขาก็จะนำคำในฎีกานี่แหล่ะมาเฉลยเป็นธงคำตอบ
ใครที่คิดว่าไม่ต้องไปจำก็จะได้คะแนนน้อย
การพยายามกระทำความผิดตามมาตรา 80 ยังต้องตอบให้ชัดเจนด้วยว่า
เป็นกรณี การกระทำไปไม่ตลอด หรือกรณี กระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล
- แพ่ง เนื่องจากมีมาตราเยอะมาก การตอบจึงต้องตอบเป็นระบบ
เช่น เรื่องละเมิด เมื่อเราตอบแล้วว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ ตามมาตรา 420
แม้คำถามจะไม่ได้ถามว่าต้องรับผิดเพียงใด แต่เราก็ต้องตอบมาตรา 438
ซึ่งให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด มาตอบด้วย
- วิอาญา วิแพ่ง ต้องอ่านฎีกาให้เยอะๆ
ข้อสอบมักจะเอาฎีกามาออกตรงๆ ถ้าเรารู้คำในฎีกาด้วยยิ่งทำให้เราได้คะแนนดี
เช่น ข้อสอบผู้ช่วยฯ ประจำปี 2559 ข้อ 7 ในเรื่องฟ้องแย้ง เราจะไปวินิจฉัยตรงๆว่าฟ้องแย้งได้ไม่เป็นฟ้องซ้อน ย่อมไม่มีคะแนน
เราจำต้องให้เหตุผลตามฎีกาว่า "ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติว่าต้องฟ้องของแบ่งสินสมรสมาพร้อมกับฟ้องหย่า"
ถ้อยคำเราอาจจะจำได้ไม่เป๊ะหรอกครับ อย่างผมก็จำได้ไม่เป๊ะ ไปใช้ว่า "กฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้องฟ้องขอแบ่งสินสมรสมาในคดีฟ้องหย่า"
แต่เราก็เขียนเหตุผลได้คล้ายๆก็ได้คะแนนดีกว่าคนไม่เขียนแน่นอน
- พยาน เช่น ข้อสอบพยานแพ่ง ข้อ 2
ผมท่อง keywords ของฎีกา 9501/2542 ไปเพราะเห็นว่ามันสวยดี และบังเอิญออกสอบอัยการฯ ประจำปี 2558 ผมจึงเขียนได้เต็มๆ "เจตนารมณ์ของการส่งสำเนาเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 90 มุ่งประสงค์เพียงให้ฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารมายันได้มีโอกาสตรวจสอบเอกสารก่อนเพื่อจะได้ซักค้านพยานได้ถูกต้องไม่เสียเปรียบแก่กัน เมื่อโจทก์ได้แนบสำเนาเอกสารดังกล่าวมาท้ายคำฟ้อง ย่อมนับได้ว่าตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว แม้โจทก์จะมิได้แสดงความจำนงขอถือเอาเอกสารท้ายคำฟ้องแทนการส่งสำเนาให้คู่ความ หรือโจทก์มิได้ขออนุญาตศาลขอถือเอาเอกสารท้ายคำฟ้องแทนการส่งสำเนาให้แก่คู่ความก็ตาม ไม่มีผลทำให้คดีโจทก์ต้องเสียไป"
ประเด็นนี้ 4 คะแนน ธงคำตอบเฉลยออกมาตรงตามฎีกาเต็มที่ท่องมาเป๊ะ
แม้ธงอัยการฯจะไม่อ้างเลขฎีกา แต่ข้อเท็จจริงก็เห็นได้ชัดว่าเอามาจากฎีกา
ฉะนั้นใครที่คิดว่าอัยการฯไม่ออกฎีกา อาจจะคิดผิด
- พ.ร.บ.องค์กรอัยการฯ ควรวินิจฉัยก่อนว่าเป็นหน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา 4
แล้วจึงไปวินิจฉัยว่า พนักงานอัยการมีหน้าที่ต้องดำเนินคดีแพ่งให้หรือไม่ ตามมาตรา 14 (3) ดังที่ปรากฏในข้อสอบอัยการฯ ข้อ 5 ประจำปี 2558
- กฎหมายปกครอง ควรวินิจฉัยก่อนว่าเป็นคำสั่งทางปกครองตามพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 5
เพราะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล
แล้วค่อยวินิจฉัยต่อไปว่าจะอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองได้หรือไม่อย่างไร
ภายในระยะเวลาอุทธรณ์เท่าไหร่ หรือการจะวินิจฉัยว่าคดีใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือไม่
เราต้องวินิจฉัยก่อนว่าเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 3 ก่อนจึงจะไปวินิจฉัยว่าเข้ามาตรา 9
จะไปวินิจฉัยตรงๆว่าอยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามมาตรา 9 ไม่ได้
- พระธรรมนูญศาลยุติธรรม เช่น การที่เราจะวินิจฉัยว่าผู้พิพากษาคนเดียวในศาลจังหวัดมีอำนาจไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญาได้
เราจะไปวินิจฉัยสั้นๆว่ามีอำนาจตามมาตรา 25 (3) ผู้ตรวจก็คงไม่ให้คะแนนเรามากมาย เพราะมันเหมือนการท่องจำมาตรามาตอบ ไม่ได้เข้าใจหลักกฎหมายอย่างลึกซึ้ง
ผมได้ทำข้อสอบเก่าบ่อยจนรู้ว่าการตอบประเด็นนี้ต้องตอบแนวว่า
"แม้ว่าคดีนี้จะเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดซึ่งต้องมีผู้พิพากษาสองคนเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามมาตรา 26 แต่บทบัญญัติมาตรา 26 ก็อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 25 ซี่งผู้พิพากษาคนเดียวจึงมีอำนาจไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญาได้ตามมาตรา 25 (3)"
ประเด็นนี้ออกข้อสอบผู้ช่วยฯ (สนามใหญ่) ประจำปี 2559 การตอบแบบผมอาจจะไม่ตรงตามธงคำตอบเป๊ะ แต่เนื้อหาใจความสำคัญได้
อ้างอิง : https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1121297231294561&id=909875239103429
|