หัวข้อ : รัฐธรรมนูญนิยม คือ?
หมวดหมู่ : ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย ประเด็นที่่น่าสนใจ ที่สามารถรวบรวมข้อมูล ของบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์กฎหมาย ครูบาอาจารย์ เพื่อประโยชน์สำหรับนักกฎหมายรุ่นต่อๆไป ให้ทราบถึงแหล่งที่มาของกฎหมาย และระลึกถึง คุณงาม ความดี เชิดชูเกียรติยศ ของท่านผู้ทรงคุณวุฒิทางกฎหมายต่างๆ ให้อยู่คู่กับนักกฎหมายไทย ในยุคปัจจุบัน สืบต่อไป.



        รัฐธรรมนูญนิยม คือ กระแสความคิดที่ให้ความสําคัญกับการจัดทํารัฐธรรมนูญ ลายลักษณ์อักษร อันเป็นกฎหมายสูงสุดเพื่อจํากัดการใช้อํานาจของผู้ปกครองในระยะแรก ต่อมา การจํากัดอํานาจของผู้ปกครองไม่พอ เพราะเกิดความไม่เป็นธรรมทางสังคม และทางเศรษฐกิจ จึงใช้รัฐธรรมนูญแก้ปัญหาสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม โดยการเขียนรัฐธรรมนูญให้รัฐคุ้มครองผู้อ่อนแอกว่า อันเป็นกระแสของแต่ละยุค โดย ยุคแรกเป็นการต่อสู้กับอํานาจสูงสุดของผู้ปกครองโดยเฉพาะกษัตริย์ ต่อมา เป็น ยุคเรื่องของความไม่เป็นธรรม ผู้แข็งแรงกว่าเอาเปรียบผู้อ่อนแอ จากนั้น เป็น ยุคการเมืองไม่มีเสถียรภาพ จึงให้รัฐธรรมนูญเขียนแก้ปัญหาเรื่องเสถียรภาพและ ประสิทธิภาพให้กับรัฐบาล ภายหลังนั้น เป็นยุคเรื่องวาระแห่งชาติของโลก ที่ต้องการ ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในรัฐ ซึ่งต้องบังคับด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น กระแส ความคิดของรัฐธรรมนูญนิยมจึงเปรียบเสมือนสายน้ําที่ไม่มีสิ้นสุด รัฐธรรมนูญลายลักษณ์ อักษรจึงเป็นกฎหมายสูงสุดในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของบ้านเมืองแต่ละยุคสมัย โดย ยุคต่อมาจากนั้น คือ ยุคเรื่องรัฐธรรมนูญนานาชาติ ซึ่งผู้บรรยายจะหยิบยกมาพูด เฉพาะในยุคที่สําคัญ

          ยุคแรกการต่อสู้กับอํานาจสูงสุดของผู้ปกครองโดยเฉพาะกษัตริย์ หากศึกษา ประวัติศาสตร์โลก พบว่า การปกครองในอดีต เป็นการปกครองโดยกษัตริย์ ซึ่งไม่ว่า จะเป็นสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส หรืออินเดีย ไม่มีกฎหมายลายลักษณ์อักษรบอกว่า พระมหากษัตริย์มีอํานาจแค่ไหน อย่างไร คงมีแต่ประเพณีการปกครอง เช่น ในสหราช อาณาจักร เมื่อพระเจ้าแผ่นดินจะเก็บภาษี จักต้องมีการเรียกประชุมสภา เพราะไม่มี รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรกําหนดวิธีการไว้ โดยวิธีการขึ้นกับความคิดของผู้ปกครอง จึงเกิดการละเมิดประเพณีการปกครองบ่อยครั้ง การใช้รัฐธรรมนูญจํากัดอํานาจผู้ปกครอง เกิดขึ้นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศส เนื่องจากเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราช อํานาจไปกระทบกับขุนนาง และชนชั้นกลาง จึงเกิดการลุกขึ้นต่อต้าน เป็นเหตุให้เกิด ความคิดทางปรัชญามากมาย ดังนี้

          ๑) ปรัชญากลุ่มแรก คือ ปรัชญากฎหมายธรรมชาติ เกิดขึ้นจากศาสนา คริสต์ โดยแก่นแท้ทางความคิดมีขึ้นจากนักวิชาการของศาสนจักรโรมันคาทอลิก ซึ่งมี ความเห็นว่า บ้านเมืองมีกษัตริย์ที่ออกกฎหมายทางโลก กฎหมายทางโลกเช่นว่านั้นอยู่ ภายใต้กฎหมายธรรมชาติ อันเป็นของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งกฎหมายธรรมชาติมีลักษณะถาวร และบังคับใช้กับทุกประเทศ เพราะกฎหมายธรรมชาติเป็นสากล และเป็นกฎหมายสูงสุด เหนือกฎหมายบ้านเมืองที่กษัตริย์ตราขึ้น รากฐานสําคัญของกฎหมายธรรมชาติมีบ่อเกิด ๒ เรื่อง คือ

          เรื่องที่ ๑) มีรากฐานจากกฎหมายระหว่างประเทศ โดยนักกฎหมาย ชาวเนเธอร์แลนด์มีข้อคิดเห็นว่า รัฐมีอํานาจอธิปไตย ซึ่งเป็นอํานาจสูงสุด แต่สิ่งที่คุมรัฐ และอยู่เหนือรัฐทั้งหลาย นั้นก็คือ กฎหมายธรรมชาติ อันเป็นสิ่งที่มีอํานาจสูงสุด โดยเป็นกฎหมายของพระผู้เป็นเจ้า

          เรื่องที่ ๒) เรื่องสิทธิมนุษยชน อันปรากฏในกฎหมายระหว่าง ประเทศ เรื่องสิทธิมนุษยชน เช่น ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกติการะหว่าง ประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง รวมทั้งกติการะหว่างประเทศว่าด้วย สิทธิทางเศรษฐกิจทางสังคม โดยต้นกําเนิดของบทบัญญัติทางกฎหมายระหว่างประเทศ ดังกล่าว ถือเป็นการรับรอง และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ซึ่งมีพื้นฐานมาจากกฎหมาย ธรรมชาติทั้งสิ้น

 

          ๒) ปรัชญากลุ่มที่ ๒ คือ ปรัชญาประชาธิปไตยทางการเมืองและเสรีนิยม ทางเศรษฐกิจโดยมี ๒ ทฤษฎีที่สําคัญ คือ เรื่องสัญญาประชาคมกับเรื่องการแบ่งแยก การใช้อํานาจอธิปไตย อันเกิดขึ้นเมื่อประมาณ ๓๐๐ ปีที่แล้ว ในส่วนทฤษฎีสัญญา ประชาคม จอห์น ล็อก มีความเห็นว่า บุคคลทุกคนตกลงเข้ามารวมตัวกันเป็นสังคม เพื่อให้สังคมคุ้มครองตน และเกิดความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต และร่างกายตลอดจน ทรัพย์สิน โดยบุคคลพร้อมสละอิสระที่มีบางส่วนในอดีต ที่เรียกว่า “เสรีภาพ” ไปให้กับ สังคม และบุคคลนั้นจะเลือกบุคคลที่มาทําหน้าที่แทนสังคมเป็น “ผู้ปกครอง” ซึ่งผู้ปกครอง มีหน้าที่บริหารราชการบ้านเมือง ตลอดจนปกครอง และรักษาผลประโยชน์ของทุกคน ในสังคม เพื่อให้เกิดความผาสุกร่วมกัน ตรงส่วนนี้เรียกว่า “สัญญาประชาคม” ดังนั้น ผู้ปกครองต้องมาจากความยินยอมของผู้อยู่ใต้ปกครอง มิใช่มาจากการสืบสันตติวงศ์ ผู้ปกครองจึงมีหน้าที่ทําให้เกิดความผาสุกร่วมกัน ถ้าผู้ปกครองแปรเปลี่ยนไป และไม่ทํา เพื่อความผาสุกของประชาชน แต่ทําเพื่อประโยชน์ของพรรคพวกตนเอง เท่ากับว่า ผู้ปกครองผิดสัญญาประชาคม เมื่อผิดสัญญาแล้ว ประชาชนย่อมมีสิทธิโค่นล้มผู้ปกครอง หรือทําการปฏิวัติ แนวคิดนี้ปรากฏในคําประกาศเอกราชของสหรัฐอเมริกาในปี ๑๗๗๖ รากฐานความคิดของนักปราชญ์ เรื่อง ทฤษฎีสัญญาประชาคมที่สําคัญอีกคน คือ ฌอง ฌากส์ รุสโซ ซึ่งมีฐานความคิดแบบเดียวกับจอห์น ล็อก โดยความคิดของรุสโซ เกิดจากสัญญาประชาคมที่โค่นล้มระบอบการปกครองในยุคทอง ที่บรรดาผู้ปกครอง ต้องการรักษาทอง และความมั่งคั่งของตัวเอง ภายหลังโค่นล้มสําเร็จแล้ว ประชาชนตกลง กันที่จะตั้งสังคมใหม่ ซึ่งรุสโซมีความเห็นว่า ในตอนที่ประชาชนเข้ามารวมกันเป็นสังคม ใหม่ แล้วมีข้อตกลงกันนั้น ประชาชนทั้งหลายต่างสละเสรีภาพบางส่วนที่เคยมีสภาพ สมบูรณ์ตามธรรมชาติให้กับสังคม และยอมให้สังคมจํากัดเสรีภาพของตนเองได้ แต่ยัง รักษาเสรีภาพบางส่วนไว้ กล่าวคือ ประชาชนยอมให้สังคมจํากัดเสรีภาพ โดยการที่ ประชาชนยอมให้ออกกฎหมายมาจํากัดตนเองได้ ซึ่งประชาชนเป็นผู้ออกกฎหมายนั้นเอง เมื่อประชาชนเป็นคนออกกฎหมาย และกฎหมายที่ประชาชนออกเอง มาจํากัดเสรีภาพ ของประชาชน เท่ากับประชาชนให้ความเห็นชอบในการจํากัดสิทธิเสรีภาพ กฎหมายจึง เป็นเจตนารมณ์ร่วมกันของปวงชน เมื่อปวงชนแสดงออกซึ่งเจตนารมณ์ร่วมกัน โดยการ ตรากฎหมายแล้ว กฎหมายจึงจํากัดเสรีภาพหรือสิทธิของประชาชนได้ เพราะประชาชน ยินยอม กล่าวโดยสรุป ทฤษฎีสัญญาประชาคมสถาปนาสิ่งที่เรียกว่า “อํานาจสูงสุดเป็น ของประชาชน” ซึ่งการปกครองประชาชนจะมีได้ ต่อเมื่อประชาชนเลือกผู้แทนเข้าไป ซึ่งผู้แทนไม่มีอํานาจสูงสุด แต่ประชาชนเป็นผู้มีอํานาจสูงสุด ทั้งนี้ บรรดาผู้ปกครองไม่ว่า สภาหรือรัฐบาลต้องทําเพื่อความผาสุกของประชาชน เมื่อไหร่ก็ตาม ที่สภาหรือรัฐบาล ดําเนินการเพื่อพวกพ้องหาได้ทําเพื่อประชาชนไม่ ถือว่าสภาและรัฐบาลผิดสัญญา ประชาคม ประชาชนย่อมมีสิทธิโค่นล้มได้ ทฤษฎีที่สําคัญอีกทฤษฎีหนึ่งของการจํากัด อํานาจผู้ปกครอง คือ ทฤษฎีการแบ่งแยกการใช้อํานาจอธิปไตย โดยนักคิดชาว ฝรั่งเศส มองเตสกิเออร์ มีความเห็นว่า การปกครองของสหราชอาณาจักร หรืออังกฤษ มีโครงสร้างที่ดี เนื่องจากมีการดึงทุกกลุ่ม และทุกชนชั้น มาอยู่ร่วมกันเป็นโครงสร้าง ทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ก็ดี ขุนนางก็ดี และสามัญชนก็ดี โดยอังกฤษมีการ แบ่งแยกการใช้อํานาจ เช่น กฎหมายที่สภาสามัญ กับสภาขุนนางร่วมกันยกร่างขึ้น และให้ความเห็นชอบแล้ว ก็มีการทูลเกล้าให้พระมหากษัตริย์ทรงให้ความเห็นชอบก่อน การประกาศใช้เป็นกฎหมาย ส่วนด้านบริหาร พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งรัฐบาลที่เรียกว่า “คณะรัฐมนตรี” ขึ้นมา คณะรัฐมนตรีก็ดําเนินการบริหารบ้านเมือง และรับผิดชอบต่อ พระมหากษัตริย์และสภา หากสภาเห็นว่า คณะรัฐมนตรีชุดนี้บริหารไม่ดี ก็ดําเนินการ ถอดถอน ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็เสนอพระมหากษัตริย์ให้ยุบสภาได้ อีกทั้งยังมีศาลที่เป็น อิสระในการตัดสินคดี อันเป็นโครงสร้างทางการเมืองอย่างหนึ่ง การปกครองของอังกฤษ จึงไม่เคยมีการรวบอํานาจเบ็ดเสร็จ เหมือนพระมหากษัตริย์ของฝรั่งเศสหรือสเปน มองเตสกิเออร์ จึงนําเสนอทฤษฎีแบ่งแยกการใช้อํานาจอธิปไตยว่า หากให้อํานาจอธิปไตย อยู่ในมือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ทั้งออกกฎหมาย ใช้กฎหมาย และตีความกฎหมาย ประชาชนย่อมไม่มีสิทธิและเสรีภาพ จึงต้องแบ่งแยกเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ ให้อํานาจสูงสุดนั้นอยู่ในองค์กรที่แยกกัน แต่ละองค์กรก็ต่างใช้อํานาจ และคานอํานาจซึ่งกันและกัน โดยบุคคลที่ได้รับประโยชน์สูงสุด คือ ประชาชน

          สิทธิและเสรีภาพของประชาชนถูกเขียนขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับแรก ๆ คือ รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา ปี ๑๗๔๗ ต่อมามีการปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศสปี ๑๗๕๙ มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ และออกเอกสารสําคัญ นั้นก็คือ คําประกาศสิทธิมนุษยชน และพลเมืองฝรั่งเศสปี ๑๗๔๙ อันเป็นรากฐานการรองรับสิทธิ และเสรีภาพของประชาชน โดยเป็นที่มาของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนขององค์กรสหประชาชาติ นอกจากนี้ ยังเป็นรากฐานของการบัญญัติหมวดสิทธิเสรีภาพในรัฐธรรมนูญของประเทศทั่วโลก จนถึงวันนี้

 

วิชา คำบรรยายกฏหมายรัฐธรรมนูญ (ศอ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ครั้งที่ ๑ สมัยที่ ๗๖

 





รัฐธรรมนูญนิยม คือ? | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 627 ครั้ง
ลงวันที่ 28/07/2023 20:40:00


ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน