ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ได้วางหลักเกณฑ์ห้ามศาลอุทธรณ์พิพากษา เพิ่มโทษจำเลย ในกรณีที่จำเลยเป็นผู้อุทธรณ์เพียงฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตาม กฎหมายและแนวคำพิพากษาได้กำหนดข้อยกเว้นและกรณีที่ไม่ถือเป็นการเพิ่มโทษไว้ดังนี้
1. ข้อยกเว้นหลัก: เมื่อโจทก์อุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษ
- ศาลอุทธรณ์จะสามารถพิพากษาเพิ่มโทษจำเลยให้หนักขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อ โจทก์ (พนักงานอัยการหรือโจทก์ร่วม) ได้ยื่นอุทธรณ์ในทำนองขอให้เพิ่มเติมโทษ มาด้วย,
- การอุทธรณ์ของโจทก์อาจระบุชัดเจนว่าขอให้ลงโทษหนักขึ้น หรือขอให้อุทธรณ์ในบทมาตราที่มีโทษหนักกว่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไว้ ก็ถือว่าโจทก์อุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษแล้ว
2. กรณีที่ไม่ถือเป็นการเพิ่มโทษจำเลย
ในกรณีดังต่อไปนี้ ศาลอุทธรณ์สามารถดำเนินการได้แม้โจทก์จะไม่ได้อุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษมา เนื่องจากกฎหมายไม่ถือว่าเป็นการเพิ่มโทษตามมาตรา 212:
- การริบทรัพย์สินของกลาง: แม้ริบทรัพย์จะเป็นโทษสถานหนึ่ง แต่เป็นการมุ่งกระทำต่อตัวทรัพย์เป็นสำคัญ ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจสั่งริบได้แม้จำเลยจะอุทธรณ์มาเพียงฝ่ายเดียว,
- การปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง: หากศาลเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลมีอำนาจปรับบทกฎหมายหรือวรรคของมาตราให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงได้ แต่ต้องไม่กำหนดโทษใหม่ให้สูงกว่าเดิม,,
- การเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขัง: เนื่องจากโทษกักขังถือเป็นสถานโทษที่เบากว่าโทษจำคุก การเปลี่ยนเช่นนี้จึงไม่ถือเป็นการเพิ่มโทษ
- การนำโทษคดีก่อนมาบวกเข้ากับคดีนี้: หากจำเลยเคยได้รับการรอการลงโทษในคดีก่อน แล้วมากระทำผิดซ้ำอีก การนำโทษที่รอไว้มาบวกเข้ากับโทษในคดีปัจจุบันถือเป็นการทำตามหน้าที่ที่กฎหมายบังคับไว้ ไม่ใช่การเพิ่มโทษในคดีปัจจุบัน
ข้อควรระวัง: แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาแก้จาก "จำคุกจริง" เป็น "รอการลงโทษ" แต่หากมีการ เพิ่มจำนวนโทษจำคุก ให้สูงขึ้นกว่าเดิม (เช่น จากจำคุก 2 เดือน เป็นจำคุก 6 เดือนแต่ให้รอลงอาญา) กรณีนี้ ถือเป็นการเพิ่มโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตามกฎหมายหากโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์มา
|