จากการศึกษาวินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีที่เกี่ยวข้องกับการโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก สามารถสรุปหลักเกณฑ์สำคัญในการพิสูจน์ความผิดฐานหมิ่นประมาททางโซเชียลมีเดียได้ดังนี้:
1. การพิสูจน์ตัวตนผู้โพสต์ข้อความ
- หากจำเลยยอมรับว่าเป็นเจ้าของบัญชีผู้ใช้งาน (Account) ในโซเชียลมีเดียนั้น และไม่มีหลักฐานอื่นมาหักล้างว่าผู้อื่นสามารถเข้าถึงหรือใช้งานบัญชีดังกล่าวได้ ศาลจะฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความ
- คำให้การในชั้นพิจารณาที่ขัดแย้งกับรายงานกระบวนพิจารณาเดิม (เช่น เคยยอมรับว่าโพสต์จริงแต่ต่อมาปฏิเสธ) จะทำให้พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนัก
2. การระบุตัวบุคคลผู้ถูกพาดพิง (แม้ไม่ระบุชื่อ) แม้ข้อความที่โพสต์จะไม่ได้ระบุชื่อหรือนามสกุลของผู้เสียหายโดยตรง แต่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นความผิดหากเข้าเงื่อนไขดังนี้:
- มีเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน: จำเลยและผู้เสียหายมีประวัติความขัดแย้งหรือมีคดีฟ้องร้องกันมาก่อนหน้า
- มีข้อมูลเฉพาะที่เชื่อมโยงถึงตัวบุคคล: ในข้อความมีการกล่าวถึงข้อเท็จจริงที่เฉพาะเจาะจง เช่น อาการเจ็บป่วยด้วยโรคใดโรคหนึ่ง (เช่น โรคมะเร็ง) หรือลักษณะการใช้ชีวิต ซึ่งตรงกับความเป็นจริงของผู้เสียหาย
- บุคคลภายนอกอ่านแล้วเข้าใจได้: หากบุคคลที่รู้จักทั้งจำเลยและผู้เสียหายมาอ่านข้อความทั้งหมดแล้ว สามารถเข้าใจได้ทันทีว่าหมายถึงใคร ถือว่าเป็นการใส่ความผู้เสียหายแล้ว
3. ลักษณะของข้อความที่เข้าข่ายหมิ่นประมาท
- ต้องเป็นข้อความในลักษณะใส่ความที่ทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง
- ตัวอย่างคำที่ศาลวินิจฉัยว่าเป็นคำหมิ่นประมาท เช่น การกล่าวหาว่า "เคยเป็นโสเภณี" (กระหรี่) หรือการใช้ถ้อยคำหยาบคายด่าทอที่ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์,
4. การพิสูจน์องค์ประกอบ "โดยการโฆษณา"
- การตั้งค่าโพสต์เป็น "สาธารณะ" (Public) บนสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ข้อความแพร่หลายสู่สาธารณชนได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว,
- การกระทำดังกล่าวถือเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ซึ่งมีโทษหนักกว่าการหมิ่นประมาทธรรมดา,
5. ความรับผิดทางแพ่ง
- การหมิ่นประมาททางโซเชียลมีเดียถือเป็นการทำละเมิด ซึ่งจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายตามพฤติการณ์แห่งคดี
- แม้ในชั้นอุทธรณ์จะมีการยกคำร้องส่วนแพ่ง แต่ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้หากเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7497/2568 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามฟ้องข้อ (ก) ฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ ร. ซึ่งในขณะเกิดเหตุ ตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2565 เฟซบุ๊กดังกล่าวโพสต์ข้อความว่า "ขอส่องเฟชหมาบางตัวที่ชอบเห่าเก่งกัดมะเลือกแก่แล้วน่ะมึงยิ่งเป้นโรคมะเร็งอยุ่มะใช้เหรอจะอยุ่ได้นานแค่ไกนวะทำบุญเยอะๆๆตายไปจะได้มะอาภัพที่ขายของเร่รอนเป้นสัมภเวสี..ดีน่ะลุกสาวกรุมะตบมึงก้อดีเท่าไหร่แล้วอีตัวสเนียด..มึงบอกว่ารุ้ไส้รุ้พุงกรูครอบครัวกีดีเหรออีดอกแต่มึงทำมัยมะรุ้ไส้รุ้พุงตัวเองบ้างละว่าเคยเป้นกระหรี่มาก่อนลืมกะพืดตัวเองเหรอควายยังฉลาดแต่มึงเป่นคนแท้ๆๆตอแหลเก่งนึอีดอก..ที่บ้านกรุพร้อมสดกะมึงอี..เหี้ย..กรุถามหน่อยมึงมีสมบัติอะไรเหรอที่ครอบครัวกรุต้องไปอิจฉามึง..มึงต้องงกๆรับจ้างไปขนของกะผัก100/200มึงก้อต้องเอากรุจะบอกให้เอาบุญนะอีชะนี.. ต่อให้มึงขยันแต่ถ้าขยันผิดที่10ปีก้อมะรวยหรอกควย..อย่ามาปากดีอีแก่ตัญหากลับ..บอกผัวมึงเอาเงินมาเครียกรูก่อน 50000..บาทเงินดาวรถกรุอีดอกอีสัตว์อี..ชะนี.. อีตอแหล"
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องข้อ (ก) หรือไม่ สำหรับประเด็นว่า จำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความตามฟ้องข้อ (ก) หรือไม่ เห็นว่า จำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบแล้วว่าเป็นผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ ร. ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า ไม่ได้เป็นผู้โพสต์ข้อความนั้น คงเป็นเพียงคำเบิกความของจำเลยลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบให้เห็นว่า นอกจากจำเลยแล้วยังมีบุคคลอื่นใดที่สามารถใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ ร. ได้อีก คำเบิกความดังกล่าวยังขัดแย้งกับที่จำเลยแถลงต่อศาลว่าได้โพสต์ข้อความจริงแต่ไม่ได้ระบุชื่อผู้ร้องตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2565 พยานจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความตามฟ้องข้อ (ก) จริง ส่วนประเด็นว่า ข้อความตามฟ้องข้อ (ก) เป็นการใส่ความผู้ร้อง ในประการที่น่าจะทำให้ผู้ร้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังหรือไม่นั้น ได้ความจากผู้ร้องและนายพงษ์พันธุ์พยานโจทก์ว่า เมื่อนายพงษ์พันธุ์ได้อ่านข้อความดังกล่าวแล้วได้นำข้อความดังกล่าวให้ผู้ร้องดู อันเป็นเหตุให้ผู้ร้องเข้าแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย เห็นว่า แม้ข้อความตามฟ้องข้อ (ก) ที่จำเลยเป็นผู้โพสต์ดังกล่าวไม่ได้ระบุชื่อและชื่อสกุลของผู้ร้องโดยตรงก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงปรากฏจากสำนวนว่า ก่อนหน้านี้ จำเลยและผู้ร้องมีสาเหตุโกรธเคืองกันและมีการฟ้องร้องคดีระหว่างกันมาก่อน เมื่อในขณะเกิดเหตุเฟซบุ๊กของจำเลยตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ หากบุคคลที่รู้จักจำเลยและผู้ร้องมาก่อนเข้าไปอ่านข้อความดังกล่าวทั้งหมดซึ่งมีข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงไปถึงผู้ร้อง ได้แก่ อาการป่วยโรคมะเร็ง ซึ่งผู้ร้องเบิกความยืนยันว่าตนป่วยเป็นโรคมะเร็ง ตลอดจนความสัมพันธ์ของทั้งคู่ บุคคลดังกล่าวย่อมต้องทราบว่าข้อความที่จำเลยโพสต์หมายถึงผู้ร้องเช่นเดียวกับที่เมื่อนายพงษ์พันธุ์ได้ทราบข้อความตามฟ้องข้อ (ก) แล้ว ก็เข้าใจว่าข้อความดังกล่าวหมายถึงผู้ร้องจึงได้นำข้อความไปให้ผู้ร้องดู สำหรับข้อความที่จำเลยโพสต์ว่า "...เคยเป้นกระหรี่มาก่อนลืมกะพืดตัวเองเหรอควายยังฉลาดแต่มึงเป่นคนแท้ๆๆตอแหลเก่งนึอีดอก… " เป็นการใส่ความว่าผู้ร้องเคยเป็นหญิงโสเภณี เป็นคำหมิ่นประมาทที่ทำให้ผู้ร้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้ การที่จำเลยโพสต์ข้อความตามฟ้องข้อ (ก) ในเฟซบุ๊กของจำเลยซึ่งตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ ทำให้ข้อความหมิ่นประมาทผู้ร้องแพร่หลายสู่สาธารณชนอย่างกว้างขวางและรวดเร็วเป็นที่เสียหายแก่ผู้ร้องอย่างยิ่ง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการหมิ่นประมาทผู้ร้องโดยการโฆษณา
และเมื่อการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดซึ่งจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหาย แม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน เพราะไม่ทราบว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เนื่องจากศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ผู้ร้อง แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โดยค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น
พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลย โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 สำหรับคดีส่วนแพ่งให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทั้งนี้ในส่วนของอัตราดอกเบี้ย หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|