ขั้นตอนการดำเนินคดี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550
คดีที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงในครอบครัวเป็นคดีที่มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อนกว่าคดีอาญาทั่วไป เพราะคดีความรุนแรงในครอบครัวเป็นการทำร้ายกันระหว่างสมาชิกในครอบครัว แตกต่างจากการทำร้ายร่างกายในคดีอาญาปรกติ การใช้มาตรการทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญาทั่วไปที่มุ่งการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเดียว อาจไม่เหมาะสมกับคดีความรุนแรงในครอบครัว เหตุผลดังกล่าวที่เป็นที่มาของการตราพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ซึ่งมีวิธีการในการดำเนินคดีต่างหาก โดยหวังให้ผู้กระทำผิดกลับตัวและยับยั้งการกระทำผิดซ้ำ รวมถึงเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลในครอบครัว
1. ความหมายของคดีความรุนแรงในครอบครัว
ความรุนแรงในครอบครัว หมายความว่า การกระทำใด ๆ โดยมุ่งประสงค์ให้เกิดอันตรายอันเกิดอันตรายแก่ จิตใจ หรือสุขภาพ หรือกระทำโดยเจตนาในลักษณะที่น่าจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ หรือสุขภาพในครอบครัว หรือบังคับหรือใช้อำนาจครอบงำผิดธรรมนองคลองธรรมให้บุคคลในครอบครัวต้องกระทำการ ไม่กระทำการ หรือยอมรับการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดโดยมิชอบ แต่ไม่รวมถึงการกระทำโดยประมาท[2]
จากความหมายของบทนิยามความรุนแรงในครอบครัวสามารถแยกออกได้ 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นการกระทำความรุนแรงโดยตรงกับส่วนที่เป็นการใช้อำนาจครอบงำผิดธรรมนองคลองธรรม
1. ส่วนที่เป็นการกระทำความรุนแรงโดยตรง ซึ่งมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้
1.1 การกระทำโดๆ
1.2 กระทำต่อบุคคลในครอบครัว
1.3 โดยมุ่งประสงค์ให้เกิดอันตรายอันเกิดอันตรายแก่ จิตใจ หรือสุขภาพ หรือกระทำโดยเจตนาในลักษณะที่น่าจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ หรือสุขภาพ
2. ส่วนที่เป็นการใช้อำนาจครอบงำผิดธรรมนองคลองธรรม
2.1 ใช้อำนาจครอบงำผิดธรรมนองคลองธรรม
2.2 กระทำต่อบุคคลในครอบครัว
2.3 ต้องกระทำการ ไม่กระทำการ หรือยอมรับการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดโดยมิชอบ
จากความหมายและองค์ประกอบข้างต้น เป็นบทนิยามของความรุนแรงในครอบครัว ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ซึ่งจะเห็นว่าเป็นการบัญญัติไว้อย่างกว้างๆ ไม่ได้จำกัดว่าการกระทำนั้นต้องเป็นการกระทำในลักษณะใด เช่น เป็นการใช้กำลังทำร้าย หรือใช้วาจา แต่หมายความรวมไว้ทุกๆ การกระทำที่ได้กระทำออกมา ซึ่งต้องเป็นการกระทำต่อบุคคลในครอบครัวเท่านั้น หากเป็นการกระทำความรุนแรงแต่ไม่ได้กระทำต่อบุคคลในครอบครัว ก็จะไม่ตกอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติฉบับนี้
ซึ่งความหมายของบุคคลในครอบครัว มีความหมายว่า คู่สมรส คู่สมรสเดิม ผู้ที่อยู่กินหรือเคยอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส บุตร บุตรบุญธรรม สมาชิกในครอบครัว รวมทั้งบุคคลใด ๆ ที่ต้องพึ่งพาอาศัยและอยู่ในครัวเรือนเดียวกัน[3]
จากบทนิยาม บุคคลในครอบครัวย่อมหมายถึง
1. คู่สมรส
2. คู่สมรสเดิม
3. ผู้ที่อยู่กินหรือเคยอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส
4. บุตร
5. บุตรบุญธรรม
6. สมาชิกในครอบครัว
7. บุคคลใด ๆ ที่ต้องพึ่งพาอาศัยและอยู่ในครัวเรือนเดียวกัน
2. ความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัว
ในมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดกระทำการอันเป็นความรุนแรงในครอบครัว ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นความผิดอันยอมความได้ แต่ไม่ลบล้างความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาอื่น หากการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ด้วย ให้ความผิดดังกล่าวเป็นความผิดอันยอมความได้”
องค์ประกอบความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัว
1. ผู้ใด
2. กระทำการอันเป็นความรุนแรงในครอบครัว
3. ต่อบุคคลในครอบครัว
4. โดยเจตนา
ผลในทางกฎหมายเมื่อผู้กระทำผิดได้กระทำความรุนแรงในครอบครัว ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนด แต่ความผิดตามมาตรานี้ก็เป็นความผิดอันยอมความได้ และหากการกระทำความรุนแรงในครอบครัวเป็นการทำร้ายร่างกาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 ซึ่งโดยปรกติเป็นคดีอาญาแผ่นดินยอมความไม่ได้ กฎหมายฉบับนี้ก็บัญญัติให้ความผิดฐานดังกล่าวเป็นความผิดอันยอมได้ได้ แต่ถ้าเป็นความผิดอื่นนอกเหนือจากความผิดฐานทำร้ายร่างกาย มาตรา 295 ก็จะไม่มีผลแต่ประการใด ยังคงต้องใช้การดำเนินคดีอาญาปรกติ
3. ขั้นตอนการดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550
3.1 การแจ้งต่อพนักงามเจ้าหน้าที่
มาตรา 5 บัญญัติไว้ว่า “ผู้ที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว หรือผู้ที่พบเห็นหรือทราบการกระทำ มีหน้าที่แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้
ผู้ที่มีมีหน้าที่แจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบถึงความรุนแรงดังกล่าวได้แก่
1. ผู้ที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว
2. ผู้ที่พบเห็นหรือทราบการกระทำ
โดยกฎหมายมาตรานี้กำหนดให้เป็นหน้าที่ว่าผู้ถูกกระทำความรุนแรงหรือผู้ที่พบเห็นหรือทราบแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่กฎหมายก็ไม่ได้มีมาตรการบังคับถึงการไม่แจ้งดังกล่าวแต่อย่างใด และวิธีการแจ้งต่อพนักงาน ผู้ที่ทำการแจ้งจะแจ้งโดยวาจา เป็นหนังสือ หรือทางโทรศัพท์ ทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีอื่นใดก็ได้[4] สุดแล้วแต่ความสะดวกของผู้แจ้ง อีกทั้งเมื่อเป็นการแจ้งเหตุความรุนแรงในครอบครัวโดยสุจริต ก็ได้รับความคุ้มครองไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง[5] แม้ภายหลังจะปรากฏว่าเรื่องที่แจ้งนั้นไม่ใช่ความรุนแรงก็ตาม
3.2 ขั้นตอนการดำเนินการระงับเหตุความรุนแรง
มาตรา 6 วรรค 2 “เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้พบเห็นการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวหรือได้รับแจ้งตา มาตรา 5 แล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่เกิดเหตุเพื่อสอบถามผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัว ผู้ถูกระทำความรุนแรงในครอบครัว หรือบุคคลอื่นที่อยู่ในสถานที่นั้นเกี่ยวกับการกระทำที่ได้รับแจ้ง รวมทั้งให้มีอำนาจจัดให้ผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์ และขอคำปรึกษาจากจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือนักสังคมสงเคราะห์ ในกรณีผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวประสงค์จะดำเนินคดี ให้จัดให้นั้นร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ถ้าผู้นั้นไม่อยู่ในวิสัยหรือโอกาสที่จะร้องทุกข์ได้ด้วยตนเองให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นผู้ร้องทุกข์แทนได้”
การดำเนินการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวนั้น เมื่อเจ้าพนักงานได้รับแจ้ง หรือพนักงานเจ้าที่ได้พบการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวเอง เช่น ไม่มีผู้ใดแจ้งเหตุความรุนแรงแต่พนักงานเจ้าหน้าที่สืบทราบมาเอง หรือพบเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยความบังเอิญ พนักงานเจ้าหน้าที่ก็มีอำนาจตามพระราชบัญญัตินี้ที่จะเข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่เกิดเหตุได้
การเข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่เกิดเหตุตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่จำต้องมีหมายที่ออกโดยศาล เหมือนกับกรณีการค้นหรือจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพราะการเข้าไปตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่ได้เข้าไปค้นหรือจับแต่อย่างใด แต่เข้าไปสอบถามและระงับเหตุ จัดการให้ผู้ถูกกระทำความรุนแรงได้รับการรักษาหรือพบแพทย์เท่านั้น
3.3 ขั้นตอนการสอบสวนและฟ้องคดีความรุนแรงในครอบครัว
เมื่อผู้ที่ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวประสงค์จะดำเนินคดีและได้ร้องทุกข์ภายในกำหนดสามเดือนแล้ว ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนโดยเร็ว และเมื่อสอบสวนเสร็จให้ส่งตัวผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวและสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นไปยังพนักงานอัยการเพื่อฟ้องคดี ภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่ได้ตัวผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัว
แต่ถ้าหากมีความจำเป็นไม่อาจยื่นฟ้องได้ภายในกำหนดดังกล่าว ให้ขอพลัดฟ้องได้คราวละไม่เกินหกวัน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสามคราว[6]
และในการสอบปากคำผู้กระทำความด้วยความรุนแรงในครอบครัว พนักงานสอบสวนจะต้องจัดให้มีการจิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ หรือบุคคลที่ผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวร้องขอร่วมอยู่ด้วยขณะสอบปากคำ
ซึ่งจะเห็นว่าการสอบปากคำผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวนั้น มีความแตกต่างจากการดำเนินคดีอาญาทั่วไป ซึ่งในคดีอาญาปรกติหากผู้กระทำผิดเป็นเด็กหรือเยาวชนอายุยังไม่เกิน 18 ปีบริบูริบูรณ์ ก่อนสอบปากคำพนักงานสอบสวนจะต้องจัดให้มีจิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ หรือบุคคลที่ร้องขอร่วมอยู่ด้วยขณะสอบปากคำ แต่ในคดีความรุนแรงในครอบครัวนั้น ไม่ได้จำกัดว่าผู้กระทำความรุนแรงจะต้องเป็นเด็กหรือเยาวชนเท่านั้น แต่ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้กระทำความรุนแรง พนักงานสอบสวนก็ต้องจัดให้มีบุคคลตามที่กฎหมายกำหนดเข้าฟังการสอบสวนด้วย
4. มาตรพิเศษที่นำมาใช้กับพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550
4.1 เมื่อที่ได้มีการแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม มาตรา 5 แล้ว หรือมีการร้องทุกข์ตามมาตรา 6 แล้ว ห้ามมิให้ผู้ใดลงพิมพ์โฆษณา หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนด้วยวิธีการใดๆ ซึ่งภาพ เรื่องราว หรือข้อมูลใดๆ อันน่าจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวหรือผู้ถูกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวตามพระราชบัญญัตินี้[7]
4.2 การออกคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อการบรรเทาทุกข์ให้แก่บุคคลผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวเป็นการชั่วคราว ไม่ว่าการกำหนดมาตรการหรือคำสั่งนั้น ผู้ถูกกระทำความรุนแรงจะได้ร้องขอหรือไม่ก็ตาม รวมถึงการให้ผู้กระทำความรุนแรงเข้ารับการตรวจรักษาจากแพทย์ การให้ผู้กระทำความรุนแรงใช้เงินค่าช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ตามสมควร รวมถึงการออกคำสั่งห้ามให้ผู้กระทำความรุนแรงเข้าไปในที่พำนักของครอบครัวหรือเข้าใกล้บุคคลในครอบครับ ตลอดจนวิธีการดูแลบุตร[8]
--------------------------------------------------------------------------------
[1] เฉลิมวุฒิ สาระกิจ, อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา, 2556
[2] พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550, มาตรา 3
[3] พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550, มาตรา 3
[4] พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550, มาตรา 6
[5] พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550, มาตรา 5 วรรค 2
[6] พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550, มาตรา 8
[7] พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550, มาตรา 9
[8] พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550, มาตรา 10
ที่มา/Posted by Chalermwut Sarakij
|