คำชี้ขาดความเห็นแย้งความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม
(ชี้ขาดความเห็นแย้งที่ 201/2552)
ป.อ. ปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอม (มาตรา 264, 265, 268, 83, 91)
แม้ทางคดีจะไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าผู้ใดเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายลงในใบคำขอถอนเงินดังกล่าว แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ต้องหาที่ 2 มีอำนาจในการบริหารกิจการทั้งหมดของบริษัทผู้ต้องหาที่ 1 แต่เพียงผู้เดียว และเป็นผู้ได้รับเงินที่เบิกถอนจากธนาคาร ทั้งได้หลบหนีไปภายหลังเกิดเหตุ ตามพฤติการณ์จึงมีเหตุผลให้รับฟังน่าเชื่อว่าผู้ต้องหาที่ 2 เป็นผู้ปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายหรือ มีส่วนรู้เห็นในการปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายลงในใบคำขอถอนเงินของกลางทั้ง 3 ฉบับ ส่วนผู้ต้องหา ที่ 3 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารกิจการของบริษัทผู้ต้องหาที่ 1 และไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีส่วนได้เสียหรือได้รับประโยชน์จากการถอนเงินทั้ง 3 ครั้ง ดังกล่าว ประกอบกับผู้ต้องหาที่ 3 ได้ให้การปฏิเสธมาโดยตลอด อีกทั้งลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายในใบคำขอถอนเงินของกลางทั้ง 3 ฉบับ มีลักษณะคล้ายกับลายมือชื่อตัวอย่างของผู้เสียหายที่ให้ไว้กับธนาคาร จนธนาคารได้อนุมัติให้ถอนเงินไป พยานหลักฐานจึงฟังได้ว่าผู้ต้องหาที่ 3 มิได้เป็นผู้ปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายลงในใบคำขอถอนเงินของกลางทั้ง 3 ฉบับ และได้นำใบคำขอถอนเงินของกลางไปถอนเงินจากธนาคารโดยผู้ต้องหาที่ 3 ไม่รู้ว่าลายมือชื่อของผู้เสียหายในใบคำขอถอนเงินของกลางเป็นลายมือชื่อปลอม การกระทำของผู้ต้องหาที่ 3 จึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม
ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 บริษัท ม. จำกัด ขอเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์กับธนาคาร ธ. จำกัด (มหาชน) สาขาบางพลัด โดยมีเงื่อนไขในการถอน กำหนดให้นาย ป. ผู้เสียหาย และนาย ว. ผู้ต้องหาที่ 3 ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของบริษัทฯ โดยไม่มีการใช้บัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิต ต่อมาในวันเกิดเหตุ คือวันที่ 7 พฤษภาคม 2547 ผู้ต้องหาที่ 3ได้นำใบถอนเงินที่มีลายมือชื่อและตราประทับตามเงื่อนไขดังกล่าวไปถอนเงินจากธนาคารจำนวน 500,000 บาท และในวันที่ 10 พฤษภาคม 2547 ผู้ต้องหาที่ 3 ได้นำใบถอนเงินในลักษณะเดียวกันไปถอนเงินจากธนาคารอีก 500,000 บาท และครั้งสุดท้ายในวันที่ 14 พฤษภาคม 2547 ผู้ต้องหาที่ 3 ได้ถอนเงินจากธนาคารในลักษณะเดียวกันอีก 2,000,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 13 พฤษภาคม 2548 ผู้เสียหายซึ่งเป็นบุตรของ นาวาอากาศตรี ย. (ผู้ร่วมลงทุนในบริษัทฯ ผู้ต้องหาที่ 2) เกิดความสงสัยในฐานะการเงินของบริษัทฯ จึงขอตรวจสอบหลักฐานการเบิกเงินกับธนาคารฯ จึงทราบว่าได้มีการถอนเงินจากธนาคารดังกล่าว ผู้เสียหายเห็นว่าลายมือชื่อในใบถอนเงินทั้ง 3 ฉบับ มิใช่ลายมือที่ตนลงชื่อและไม่เคยมอบอำนาจให้ผู้ใดถอนเงินจากธนาคารฯ ลายมือดังกล่าวจึงเป็นลายมือชื่อปลอม เชื่อว่าผู้ต้องหา ที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้จัดการของบริษัทฯ และผู้ต้องหาที่ 3 ต้องมีส่วนรู้เห็นเพื่อประโยชน์ของบริษัท ฯ จึงร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ 1,2 และ 3 เป็นคดีนี้
พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา ที่ 1, ที่ 2 และที่ 3 ฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268 ประกอบ มาตรา 83, 91
พนักงานอัยการสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 และผู้ต้องหาที่ 2 ฐานใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอม และสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 และผู้ต้องหาที่ 2 ฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ ส่วนผู้ต้องหาที่ 3 สั่งไม่ฟ้อง ทุกข้อกล่าวหา
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 2 และผู้ต้องหาที่ 3
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า บริษัท ม. จำกัด ผู้ต้องหาที่ 1 เปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคาร ก. จำกัด (มหาชน) สาขาบางพลัด โดยมีเงื่อนไขในการเบิกถอนเงินกำหนดให้นาย ป. ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นบุตรของผู้ร่วมลงทุนในบริษัทผู้ต้องหาที่ 1 และนาย ว. ผู้ต้องหาที่ 3 ซึ่งเป็นพนักงานของบริษัท มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของบริษัทผู้ต้องหาที่ 1 เบิกถอนเงินจากธนาคารได้ การที่นาง ส. หรือ ศ. ผู้ต้องหาที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทผู้ต้องหาที่ 1 นำใบคำขอถอนเงินของกลางที่มีลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายและรอยตราประทับของบริษัทผู้ต้องหาที่ 1 ไปมอบให้ผู้ต้องหาที่ 3 ลงลายมือชื่อแล้วให้นำไปถอนเงินจากธนาคารรวม 3 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 3,000,000 บาท และให้ผู้ต้องหาที่ 3 นำเงินที่ถอนมามอบให้ผู้ต้องหาที่ 2 นั้น แม้ทางคดีจะไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าผู้ใดเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายลงในใบคำขอถอนเงินดังกล่าว แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ต้องหาที่ 2 มีอำนาจในการบริหารกิจการทั้งหมดของบริษัทผู้ต้องหาที่ 1 แต่เพียงผู้เดียว และเป็นผู้ได้รับเงินที่เบิกถอนจากธนาคาร ทั้งได้หลบหนีไปภายหลังเกิดเหตุ ตามพฤติการณ์จึงมีเหตุผลให้รับฟังน่าเชื่อว่าผู้ต้องหาที่ 2 เป็นผู้ปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายหรือมีส่วนรู้เห็นในการปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายลงในใบคำขอถอนเงินของกลางทั้ง 3 ฉบับ ส่วนผู้ต้องหาที่ 3 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารกิจการของบริษัทผู้ต้องหาที่ 1 และไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีส่วนได้เสียหรือได้รับประโยชน์จากการถอนเงินทั้ง 3 ครั้ง ดังกล่าว ประกอบกับผู้ต้องหาที่ 3 ได้ให้การปฏิเสธมาโดยตลอด อีกทั้งลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายในใบคำขอถอนเงินของกลางทั้ง 3 ฉบับ มีลักษณะคล้ายกับลายมือชื่อตัวอย่างของผู้เสียหายที่ให้ไว้กับธนาคาร จนธนาคารได้อนุมัติให้ถอนเงินไป พยานหลักฐานจึงฟังได้ว่าผู้ต้องหาที่ 3 มิได้เป็นผู้ปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายลงในใบคำขอถอนเงินของกลางทั้ง 3 ฉบับ และได้นำใบคำขอถอนเงินของกลางไปถอนเงินจากธนาคารโดยผู้ต้องหาที่ 3 ไม่รู้ว่าลายมือชื่อของผู้เสียหายในใบคำขอถอนเงินของกลางเป็นลายมือชื่อปลอม การกระทำของผู้ต้องหาที่ 3 จึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม
จึงชี้ขาดให้ฟ้อง นาง ส. หรือ ศ. ผู้ต้องหาที่ 2 ฐานปลอมเอกสารสิทธิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265 และชี้ขาดไม่ฟ้อง นาย ว. ผู้ต้องหาที่ 3 ฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 83, 91
สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายสารสนเทศ
สำนักงานวิชาการ
|