สรุปคำบรรยาย วิชากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ( ค่ำ ) ครั้งที่ 1
ครั้งที่ 1 . พฤ 27 พฤษภาคม 2553
สวัสดีครับท่านนักศึกษาทุกท่านครับ ชั่วโมงนี้เป็นชั่วโมงแรกของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา โดยข้อสอบเนฯมีข้อสอบออกหนึ่งข้อเนื้อหาวิชาก็คล้ายกับภาคปกติมีอาจารย์รับผิดชอบสามท่านนะครับอาจารย์รับผิดชอบ ลิขสิทธิ์
เรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาจริงๆมีหัวข้อที่กว้าง ถ้าเราดูความหมายของทรัพย์สินทางปัญญา ไม่อยากให้นักศึกษาสับสนระหว่าง ทรัพย์สินทางปัญญา กับทรัพย์สิน ถ้าเราเปรียบเทียบ กับทรัพย์สินทั่วๆไป ที่มี สังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ ถ้าเราดูทรัพย์สินทางปัญญา เช่น หนังสือเล่มหนึ่งในตัวของมันเอง เป็นตัวสังหาริมทรัพย์ แต่ตัวหนังสือนั้นเป็นผลผลิตของทรัพย์สินทางปัญญา เช่นนาฬิกาก็เกิดจากสิทธิบัตรการประดิษฐ์ หรือรูปทรงนาฬิกาก็เป็นสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ เช่นเดียวกันเรื่องของหนังสือ หรือ นวนิยาย เราจับที่ตัวหนังสือคือผลผลิตของทรัพย์สินทางปัญญา เรียกว่าเป็นสำเนางาน เจ้าของลิขสิทธิ์ก็มีสิทธิเพียงผู้เดียวที่ทำซ้ำ หรือ มีสิทธิที่เจ้าของทรัพย์สินนั้นๆมี จุดเกาะเกี่ยวก็น่าจะเป็นเรื่องสังหาริมทรัพย์
ถ้ามองในแง่สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ตรงนี้เหมือนกับ ทรัพยสิทธิหรือไม่ อาจจะมีบางส่วนเหมือนกัน แต่ว่าบางส่วนไม่เหมือนกัน ตัวทรัพย์สินยังแต่ต่าง สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาก็ย่อมแตกต่างกัน อะไรมีสิทธิมากกว่ากัน ระหว่าง สิทธิทางทรัพย์สินทางปัญญา กับ ทรัพย์สิทธิ เราจะทราบว่าใครจะมีมากกว่ากัน เราต้องเข้าใจลักษณะความคล้ายกัน
กรรมสิทธิ์ คือ ทรัพย์สิทธิที่เราคุ้นเคย ถามว่าถ้าเราเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ มีกรอบระยะเวลาสิ้นสุดไหมครับ ตอบว่า ไม่มี สมมุติเราเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ มันคงตลกนะครับ ถ้าเรามีอายุการคุ้มครองที่จำกัด อันนี้คงไม่เกิดขึ้น หรือเราเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เสื้อผ้า วันดีคืนดีมีคนมาดึงเสื้อผ้าเราไปคงตลกดี เมื่อเปรียบเทียบกับทรัพย์สินทางปัญญา ต่างกันแล้ว เพราะทรัพย์สินทางปัญญามีอายุการคุ้มครอง ลิขสิทธิ์ ตลอดชีวิตผู้สร้างสรรค์ และ ห้าสิบปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย คนที่จะไปพิมพ์หนังสือที่นาย ก แต่งก็ต้องมาขอ แม้ดูเหมือนยาวแต่เทียบกับทรัพย์สิทธิ ที่คุ้มครองตลอดไป แล้ว ทรัพยสิทธิดูเหมือนจะดีกว่า
ถ้าเป็นเครื่องหมายการค้า สิบปีนับแต่จดทะเบียน แต่เครื่องหมายการค้า ต่อได้ จะเห็นได้จาก โคคาโคล่า มีตั้งแต่อาจารย์เกิดก็ยังมีอยู่จนถึงวันนี้และคิดว่าคงจะมีต่อไป
สิทธิบัตร ก็แยก อนุสิทธิบัตร หกปี แต่ขอต่อได้ แต่ต่างจากเครื่องหมายการค้า ที่ขอต่อได้สองคราวคราวละสองปี การประดิษย์ ยี่สิบปีนับแต่วันขอคุ้มครอง การออกแบบก็สิบปี อันนี้คือข้อแตกต่างประการแรกอายุการคุ้มครอง
ข้อแตกต่างอันที่สองคือ ทรัพยสิทธิใช้ยันกับคนทั่วโลก แต่ทรัพย์สินทางปัญญาบางประเภทไม่สามารถใช้ยันกับบุคคลได้ทั่วโลก
เหตุผลมีหลักการที่มีความต่างกัน เพราะว่าเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา ถ้าเราศึกษาขอบเขตอำนาจในการผูกขาด ทรัพย์สินทางปัญญามันมากกว่า เช่นเราเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ใน วรรณกรรม ความเป็นเจ้าของเราสามารถพิมพ์กี่ล้านเล่มก็ได้ เปรียบเทียบกับการที่เราเป็นเจ้าของหนังสือ หนึ่งเล่ม ที่เราลงทุนสามร้อยบาท ไปถ่ายเอกสารแล้ววางขาย อย่างเจ้าของวรรณกรรมได้หรือไม่ ก็ตอบว่า ไม่ได้ เพราะว่าสิ่งที่เราไปซื้อมา เราซื้อกรรมสิทธิ์ในหนึ่งสำเนาตรงนั้น เราเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหนังสือ แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของในลิขสิทธิ์
เราไม่ได้ซื้อความเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาด้วย เราซื้อในแง่การเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เท่านั้นเราต้องเข้าใจก่อนว่าตรงนี้เราซื้อไปได้สิทธิอะไรบ้าง เราต้องดูได้ว่าตัวไหนเป็นทรัพย์สินทางปัญญา ตัวไหนเป็นสิทธิทรัพย์สิทธิ
ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสิทธิในอาณาเขตประเทศที่ผลิตงานนั้นมา ถ้าจะไปคุ้มครองในต่างประเทศต้องมีจุดเกาะเกี่ยว เช่น พรบลิขสิทธิ์มาตรา 15 อนุมาตราแรก ทำซ้ำดัดแปลง อนุสอง ฯลฯ เยอะแยะไปหมด ถ้าไปอนุญาตไม่สิ้นสุด กฎหมายแต่ละประเทศก็ต่างกัน เพราะว่าตัวสังหาริมทรัพย์คือผลผลิตของทรัพย์สินทางปัญญานั่นเอง
ประการที่สาม ในส่วนของตัวทรัพย์สินทางปัญญานั้น ถ้าเราดู ตัวทรัพย์สิน สลายไปสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาหมดไปด้วยไหมทรัพย์ เช่น นาย ก แต่งหนังสือมา แล้วพิมพ์หนังสือสองพันเล่มเตรียมขาย ต่อมาซึนามิต่อด้วยไฟไหม้น้ำท่วม หนังสือสองพันเล่มเสียหายหมด ถามว่า นาย ก ยังเป็นเจ้าของ ทรัพย์สินทางปัญญาในหนังสือสองพันเล่มนั้นหรือไม่ ตอบ ความเป็นเจ้าของ ทรัพย์สินทางปัญญานั้นยังไม่หมดไป
แต่ถ้า นาย ข.ซื้อหนังสือสองพันเล่มนั้น มา จาก นาย ก. แล้ว นาย ข. ก็เก็บในโกดังของนาย ข. ฟ้าพิโรธ ซึนามิมา ฟ้าฝ่า ไฟไหม้ ถามว่า นาย ก.ยังเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือไม่ ตอบ ว่าเป็นอยู่ เทียบกับนาย ข. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ หมดไปหรือไม่ครับ ตอบว่า หมด โทษใครไม่ได้ โทษเทวดาได้แต่ไปเรียกร้องอะไรไม่ได้
ข้อดี ในตัวทรัพย์สินที่คุ้มครองไม่จำกัดเลย แต่ก็มีข้อเสียที่ว่า ขึ้นอยู่กับตัวทรัพย์สิน ถ้าตัวทรัพย์สินสลายไป การเป็นเจ้ากรรมสิทธิ์ก็จะหมดไปด้วย เทียบกับตัวเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา ที่ ยังคงอยู่ตราบใดที่ อายุการคุ้มครองยังอยู่ ตราบใดที่ยังไม่มีการโอนการเป็นเจ้าของนั้นออกไป
แม้ ตาม ปพพ. 1298 มีแนวคิดของนักกฎหมายสมัยก่อน มองว่า ทรัพย์สินทางปัญญา เป็นทรัพยสิทธิอย่างหนึ่งแต่คงจะไม่ใช่ คงจะเหมือนกันอย่างเดียวคือ ก่อตั้งโดยกฎหมาย ไม่ได้เกิดขึ้นโดยเจตนาตกลงกัน อย่างบุคคลสิทธิ อันนี้ไม่ใช่ สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้ก่อนตั้งขึ้นเองเป็นเรื่องกฎหมายก่อตั้งขึ้นและใช้ได้ทั่วไป อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราต้องเข้าใจในประการแรก
ประการที่สี่ ในแง่บริบททางเศรษฐกิจ ถ้าเราติดตามข่าว สหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญมากในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ในการเจรจาเอฟทีเอ นั้น มีการเจรจากัน โดยให้ความสำคัญในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญานี้ เป็นประการแรกๆจะเห็นว่าเร็วๆนี้ สหรัฐอเมริกามีการจัดกลุ่มประเทศต่าง ๆ บัญชีประเทศที่มีการน่าจับตามอง ปัจจุบันกลายเป็นเด็กดื้อแล้ว เพื่อให้เราต้องตื่นตัว ซึ่งโดยผลของการจัดให้เราเป็นประเทศที่จับตามอง ซึ่งกฎหมายการค้าของอเมริกาจะตอบโต้อย่างรวดเร็วเลย คือ ไม่ให้สินค้าของประเทศนั้น นำเข้า และไม่ส่งสินค้าของสหรัฐอเมริกาส่งออกมาประเทศนั้นๆ สังเกตดูจะมีการจับสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เป็นช่วงๆ ปัจจุบันเราก็ต้องพยายามที่จะปรับปรุง
ทำไมสหรัฐอเมริกาหรือ องค์กรการค้าโลก ต้องมาให้ความสำคัญ เหตุผลคือ สิทธิทางทรัพย์สินทางปัญญา มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ มากกว่าทรัพยสิทธิ ดูไทย ขายข้าวเป็นตันๆ มูลค่าก็ไม่เท่า ไมโครชิป จาก เกาหลี อันเล็กนิดเดียว หรือ แนวคิดผลิตยา มีมูลค่า มากกว่า ข้าวเป็นตันๆ
สมมุติถ้าเราเป็นเจ้าของสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ยา ก็อาจจะไม่จดในประเทศที่มีค่าแรงสูง มาจดใน ไทย เวียดนาม จีน ที่ค่าแรงถูกกว่ามาก แล้วอนุญาตให้ใช้สิทธิ กินหลายเด้ง เช่นในการผลิตรถยนต์ หรือชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ รองเท้าไนกี้ ทำไมมาไทย หรือ เขมร ทำไมผลิตต่างประเทศเพราะว่าเค้าประหยัดทางค่าแรง มาก จะสังเกตเห็นว่าถ้าเราเป็นเจ้าของสังหาริมทรัพย์ เพราะมูลค่าต่างกันเยอะ ประเทศพัฒนาแล้วจึงหวงแหนและปกป้องทรัพย์สินทางปัญญามาก
กฎหมายแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน พูดง่ายๆเวลาเราดูทั่วๆไป ประเทศไทยคนไทยเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาเยอะไหมครับเมื่อเทียบกับต่างชาติ ตอบว่า น้อยมากนะครับ ต่างชาติมองในแง่ไหนครับ ต่างชาติพยายามขอแก้กฎหมาย ให้การคิดค่าเสียหาย ในเรื่องการเรียกร้องกำไร ที่ได้มาจากการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา
จริงๆแล้ว เราคำนวณค่าสินไหมทดแทน จากเรื่องละเมิด เราต้องคิดจากค่าเสียหายที่แท้จริง เราก็คิดระบบนี้ แต่ต่างชาติบอกไม่ได้ หลักของ สหรัฐอเมริกาคำนวณจากกำไรของผู้ทำละเมิดซึ่งตรงนี้ อาจารย์ก็พยายามคัดค้านอยู่
ทรัพย์สินทางปัญญามีมากมายและนับวันจะมีหลากหลาย แต่เพื่อประโยชน์การศึกษาเราจะศึกษากัน เพียงสามเรื่องคือ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า และลิขสิทธิ์ ออกข้อสอบเพียงสามตัว ปีที่แล้วข้อสอบอาจารย์ได้รับเลือกคือ ลิขสิทธิ์ กับ เครื่องหมายการค้า ชั่วโมงต่อไปจะพูดว่า ทรัพย์สินทางปัญญาแต่ละประเภทต่างกันอย่างไร......จบการบรรยายวิชากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ภาคค่ำครั้งที่1.ค่ะ.
|