สรุปคำบรรยาย วิชากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ครั้งที4-5
วันนี้เป็นสองครั้งสุดท้ายของอาจารย์ คราวที่แล้วพูดเรื่ององค์ประกอบของงานลิขสิทธิ ก็คือลิขสิทธิไมได้คุ้มครองเรื่องความคิดหรือแนวความคิด ไม่ว่าจะเป็นพล็อตเรื่องหรือแนวคิดจากงานอื่นมา หรือภาพที่เราไปดูมาแต่ไม่ได้ลอก แล้วมาตินตนาการแล้ววาด ภาพอาจเหมือนกันโดยบังเอิญ กกฎหมายลิขสิทธิคุ้มครอง ต่างกับสิทธิบัตรที่ต้องเป็นงานใหม่ ที่ไม่ปรากฎมาก่อน
ถ้าไม่ได้เหมือนกันโดบบังเอิญอันนี้ถือว่าลอกเขา ลิขสิทธิไม่ได้คุ้มครองแนวคิด แต่คุ้มครองการแสดงออกซึ่งความคิด ก็มีพล็อตเรื่องที่คล้ายๆกันที่ นางเอกจริงๆรวยแล้ว ยกให้นางเอกแต่มีการพรากจากพ่อแล้วเอาพินับกรรไปซ่อนไว้ในรูป นางเอกก็ปลอมตัวเป็นผู้ชายซึ่งตรงนี้ก็เป็นเรื่องแนวคิดคล้าๆกัน การแสดงออกซึ่งความคิดคล้ายกัน บางเรื่องมีหมาเข้าเป็นสื่อมีการเติมแต่ง สไตล์คล้ายๆกันแต่มีลายละเอียดไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นองค์ประกอบประการแรกต้องมีการแสดงออกซึ่งความคิดประการที่สองต้องมีการสร้างสรรค์โดยตนเอง ไม่ได้หมายความว่าต้องใหม่ขนาดไม่เหมือนใครเลย
แต่ต้องสร้างสรรค์โดยไม่ได้ไปลอกงานเขา
ยกตัวอย่างกรณีที่ศิลปินวาดภาพเตรียมที่จะวาดภาพแล้วมือไปปัดพูกันสีเลอะ ปรากฎว่า เจ้าหนี้โทรมาทวงหนี้ผิดหวังไปดูรูป มือไปโดนแล้วสวยมาก ตรงนี้มีลิขสิทธิหรือไม่ แต่ไม่ได้มีการแสดงออกซึ่งความติด ไม่ได้สร้างสรรค์โดยตนเอง เป็นการสร้างโดยบังเอิญ โดยหลักต้องมีการใช้แรงกาย มีการใช้วิจารณญาณ มีการใช้ทักษะ
ก็มีแนวฏีกา เก่า เรื่งพจนานุกรมทั้งคู่ ฏีกาแรกคือตาม พรบลิขสิทธิเก่า 2750/2527 เรื่องนี้ราชบัณฑิตเป็นโจทก์ พออีกยี่สิบปี ราชบัณฑิตเป็นจำเลย เรื่องนี้ คือคนเอาพจนานุกรมไปลอกเรรียนไปพิมพ์ จำเลยต่อสู้ว่า พจนานุกรมไม่ใช่งานใหม่ เป็นการเอาศัพท์มาเรียงเฉยๆ คราวนี้ศาลก็วางหลักว่า การที่จะเป็นผู้สร้างสรร ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่างานนั้นใหม่หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าคนผู้นั้นได้ก่อให้เกิดงานโดยความวิริยะหรือไม่ และมีต้นกำเนิดโดยบุคคลผู้นั้น แม้กก่ารจัดทำเป็นวิธีเดียวแต่โบราณ โจทก์ก็เป็นได้ หากการจัดทำพจนนานุกรมเป็นการวิริยอุตสาห โดยการแสดงออกโดยความคิดริเริ่มจากโจทก์เอง เป็นหลัก มีภาพประกอบศาลฏีกาถือว่าแสดงออกสร้างสรรโดยตนเองแล้วไปเอาคำที่มีอยู่แล้วเรื่องนี้ที่ฟ้องก็ชนะ
คราวนี้ 973/2551 ก็วางหลักคือสร้างสรรค์โดยตนเอง คือศาลฏีกาในคำพิพากษานี้ไม่ได้คุ้มครองคือศาลแยกว่าในส่วนของเนื้อหาที่เกี่ยว¬ข้องครอบครองปรปักษ์คดีแดงคดีดำ จำต้องวิเคราะห์เป็นคำๆไป ซึ่งเนื้อหาอบ่งเป็นสามส่วน เนื่อหาการวิจารณ์ความหมายตามคำศัพท์ เนื้อหาส่วนที่สาม จึงเป็นเรื่องที่ต้องการชี้ให้เห็นว่าความหมายถูกต้องเป็นอย่างไร ถ้าเป็นเรื่องเนื่อหาตัวกฎหมายไม่มีลิขสิทธิ
แต่โจทก์ได้มาจากการตดูตัวบทกฎหมาย จึงทำให้น่าเชื่อว่าความหมายของคำไมได้เกิดจากการสร้างสรรค์ของโจทก์โดยแท้ ความหมายของคำเหล่านี้จึงไม่ใช่การมีลิขสิทธิ ศาลฏีกายุรปัจจุบันก็จะตีความให้แคบไป ก่ารแสดงออกซึ่งความคิด เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เอาพจนานุกรมไปแต่เรื่องเป็รอาจารย์กฎหมาย ซึ่งตรงนี้ก็ เป็นในลักษณะท่างโจทก์เป็นการนำวัตถุในการวิจารย์
973/2551 ก็ไปเปรียบเทียบดู คือหลักเหมือนกัน คืออธิบายการสร้างสรรค์โดยตนเอง แต่ฏีกาหลังมีการแยกออกมาว่าบางส่วน มีการไม่ถึงกับเป็นการสร้างสรรค์โดยตนเองกฎหมายก็ไม่ได้คุ้มครอง ต่อมามีเรื่อง ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียน ที่ไม่จำเป็น เพราะเราดูเรื่องของการสิทธิบัตรเงื่อนไขจ้ะองใหม่ เราก็ต้องไปค้นจากทางทะเบียน หรือแม้กระทั่งเครื่องหมายการค้า กฎหมายบอกต้องไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้ แล้วบังเอิญมีคไปจดเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิไม่ได้คุ้มครองความคิดหรือแนวความคิด ไม่ใหม่เพราะเน่าเหมือนกัน เพลงก็มีลายละเอียดต่างไปก็ไม่จำเป็นต้งมีความใหม่ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องจดทะเบียน อันนี้ก็เป็นความเข้าใจผิดของคนทั่วไป ข้อสอบยุคแรกๆก็ทำเป็นข้อต่อสู้ในเรื่องการไม่จดทะเบียน ตรงนี้รุ่นแรกๆก็ถูกหลอก แต่ระยะหลังๆก็รู้แล้ว
อีกตัวหนึ่งที่ต้องเข้าใจคืองานลิขสิทธิ จำเป็นหรือไม่ที่ต้องชอบด้วยกฎหมาย เช่นหนังโป๊ เมืองไทยไม่ได้นะครับ มีแนวคำพิพกากษาศาลฏีกาในกฎหมายไทบไม่มีระบุไว้ 3705/2530 เรื่องของฟ้องคดีอาญาคือโจทก์อ้างว่าละเมิดลิขสิทธิก็ยกฟ้องไป วีดีโอมีการแสดงการล่วงเพศ เป็นภาพลามรก งานจึงมิใช่สิ่งสร้างสรรค์ จึงไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ
เขาออกเป็นแนว เป็นเรื่องของกฎหมาบการค้า เช่นสิ่งประดิษฐ์ที่จดทะเบียนต้องไม่ชัดต่อความสงบเรียบร้อยเช่นเดียวกับเครื่องหม่ายการค้า เป็นบรรทัดฐาน ก็ยึดในฏีกานี้ เป็นเรื่องบางกรณีเช่นไปละเมิดลิขสิทธิก็ไปฉายภาพ ไปขอจดก็ถามว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมายอะไร เมื่อเรื่องข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ ก็มีคนดำเนินไปละเมิดไม่ชอบก็เอาไปจดเป็นเครื่องหมายการค้า ก็ต้องตอบเรื่องเครื่องหมายการค้า ก็เปลี่ยนไปมาในเรื่องของข้อสอบ ลิขสิทธิจะต้องแสดงออกซึ่งความคิดและสร้งสรรค์ด้วยตนเอง ต้องชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใชทุกสิ่งที่จะเข้าองค์ประกอบงานอันมีลิขสิทธิ คล้ายๆกับงานที่กฏหมายให้การรับรองแต่ไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ เราต้องดูว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิหรอืไม่ เข้าเงื่อนไขหรือไม่ และเป็นงานตามมาตรา 6 หรือไม่ หรือคำพิพากษา เป็นงานตามมาตรา 6 วรรณกรรม ก็คือ งานนิพนท์ที่ทำขึ้น ตึคำพิพากษามีการแสดงออกซึ่งความคิด มีการใช้แรงงาน ทักษะ วิจารณรญาณ มันน่าจะเข้าวรณกรรม แต่ไม่ใช่เพราะกฏหมายบัญญัติไว้ ว่าเป็นงานอันไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ คืองานประเภทแรก
ข่าวประจำวัน ข้อเท็จจริงต่างๆ เช่น มีการตั้งคณะกรรมการสอบ การกรชับพื้นที่ และมีการไป พบแกนนำที่ถูกควบคุมตัว ถ้าอีกวันหนึ่งมีการตั้งคณะกรรมก่ารเพื่อสอบข้อเท็จจริงมีการเชิญชวนให้ทุกภาคสวนมีส่วนรวม ถามว่าไทยร่วมเผยแพร่ก่อน ถือว่าวันรุ่งขึ้น เดลิวิว ลายงาน แล้วเป็นการละเมิดลิขสิทธิหรือไม่ ก็ต้องดูก่อนว่าถ้อยคำนั้นเป็นงานอันมีลิขสิทธิหรือไม่ บางครั้งไปเข่างานมาตรา 6 แต่พอเราดูมาตรา 7 จะเห็นว่าไมเป็นงานอันมีลิขสิทธิ
ต้องทำความเข้าใจในการแตกต่าง ข้อเท็จจริงคือ ใครทำ อะไร ที่ไหน แต่ถ้าเอาข้อเท็จจริงมาวิเคระห์ รายงาน คำพิพากษาอาจไม่ใช่งานอันมีลิขสิทธิ แต่เฉพาะที่เป็นตัสเต็ม แต่ว่าพอเอามาสกัดมาย่อสั้นย่อยาวตรงนี้ถือว่าสร้างสรรแล้ว
ถามว่าถ้ากระทรวงรับผิดชอบกฎหมายลิขสิทธิ กระทรวงพาณิชย์ฟ้องนาย ก ได้หรือไม่ พรบลิขสิทธิเป็นกฎหมาย จะเอาไปพิมพ์เผยแพร่ไม่ละเมิด ถามว่ากระทรวงพาณิชย์จ้างู้เชี่ยวชาญ แปล เป็นภาษาอังกฤษ นาย ก เอาไปก็ได้ เพราะอนุมาตราห้า บอกว่ารวมถึงคำแปลที่กระทรวง ทบวงกรม
เปลี่ยนใหม่เป็น นาย ก เอาพรบ ไปเผยแพร่ แล้วแปลเป๋นภาษีอังกฤษ นาย ข เห็นว่าดี ก็เอาไปพิมพเผยแพร่จำหน่าย นาย ก ฟ้องนาย ข ได้ อันนี้ต้องเรียนนิดหนึ่งว่าตัวพรบไม่มีลิจสิทธิก็จริง แต่ถือว่ามีการแสดงออกซึ่งการสร้างสรร ไม่เข้าอนุห้าด้วย เพราะ นาย ก เป็นเอกชน อันนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องกฎหมายอาจจะเป็นของอื่น
ตรงนี้ถือว่า ลิขสิทธิในคำแปลเป็นของนาย ก เรื่องนี้ยังอาจจะใช้เปลี่ยนเป็นนิดหนึ่งถ้า นาย ก เป็นเจ้าของนิยาย ภาษาไทย นาย ข ขออนุญาตเพื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษ นาย ค เอางาน ภาษาอังกฤษ ไปพิมพ์เผยแพร่จำหน่าย นาย ค ไม่ได้ขออนุญาตไปพิมพ์เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ นาย ค ละเมิดลิขสิทธิคำแปล นาย ก ฟ้องนาย ค ได้หรือไม่ โดยหลักกฎหมาย ภาษาไทยยังเป็นลิจสิธิของ ก อยู่ สิ่งที่นาย คไป แปลเป็นการละเมิดลิขสิทธิของ นาย ข อันนี้ดูประกอบ คือการเอางานไปแปล คือการเปลี่ยนรูปใหม่ ตัวอย่างที่สนับสนุนคือมาตรา 11งานที่ดัดแปลงโดยเจ้าของลิขสิทธิ แต่นี่ไม่กระทบ ก็จะคล้ายๆมาตรา 12 คนที่เอาไปรวบรวม เช่นรูปมอนลีลีน มีช่างภาพห้าท่าน ก็เป็นการสร้างสรรค์โดยตนเอง ก็ได้รวบรวมหรือประกอบเข้ากันในงานดังกล่าว โดยการคัดเลือก ให้ผู้รวบรวมหรือประกอบ ไม่กระทบสิทธิที่มีอยู่ในงาน หรือข้อมูลหรือสิ่งอื่นใดในเจ้าของเดิม นาย ก ไปขออนุญาตใหม่
เสร็จแล้วก็ขออนุญาต คอนเล็คชั่นตามมาตรา 12คนรวบรวมเป็นเจ้าของลิขสิทธิ การที่พอ นาย ก เอามาแล้วได้รับอนุญาต ตามกฎหมายมาตรา 12 งานเดิมที่เอามารวบรวมก็ไม่ถูกกระทบกระเทือน ในมาตรา 7 ทำไม กฎหมายจึงไปบอกว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้ทำไมไม่ถือว่าเป็นงาน อันไม่มีลิขสิทธิต้องการให้เผยแพร่เรื่อง ข่าว เช่นน้ำจะท่วม แล้วบอกว่า ข่าวข้อเท็จจริงมีลิจสิทธิ อะไรเกิดึ้นครับ ประชาชนไม่ทราบข่าวเลย
เช่นเดียวกัน รธน เป็นกฎหมายสูงสุด ถ้าหวงกันแล้วจะเผยแพร่ไปได้อย่างไร จะประท้วงจะรู้ได้ยังไง หลักการเดียวกันคืออะไรที่จะเผยแพร่ให้ประชาชนรู้จะไปหวงกันไม่ได้ น่าจะได้รับการคุ้มครองแต่กฎหมายก็มีหลักการว่าต้องไม่ผูกขาดต้องการให้สังคมรับรู้ กฎหมายลิขสิทธิไม่คุ้มครอง คำขวัญ ชื่อเพลง
เช่น แอโรคือเชิ้ต เชิตคือแอโร แสดงออกซึ่งความคิดหรือไม่ครับ มันต้องเจ๋งไม่งั้นวัยรุ่นยุคนั้น ไม่ฮิตหรอกครับ หรือชื่อเพลงใจสั่งมา แสดงออกซึ่งความคิด แต่ว่าสร้างสรรโดยตนเองหรือไม่ ซึ่งการตีความของต่างประเทศนั้นเห็นว่ายังไม่ถึงขนาดสร้างสรรค์โดยตนเอง
มันต้องเป็นพารากาฟ บทความ โดยหลักที่เข้าใจกันว่า คำขวัญสโลแกน ชื่อเพลง กฎหมายไม่คุ้มครองเพราะขาดเรื่องการคิดสร้างสรรค์
การจัดทำพจนานุกรมไทย ถ้าเป็นการใช้แรงกาย เอาถ้วยคำมาตัวสะกด มี การได้รับการคุ้มครอง ถ้าคนเอาศัพท์ในพจนานุกรมมาวิเคราะห์แต่ บางคำเอามาทั้งหมด ข้อสอบเป็นลิขสิทธิหรือไม่ ข้อสอบกว่าจะคิดมาได้ ออกง่ายเกินไปก็เจอบ่น ถ้ายากเกินก็เจอบ่น
ข้อสอบวิทยาศาสตร์ก็ดี กฎหมายก็ดี ก็มีลิขสิทธิ ยกเว้นของภาครัฐก็ต้องดูนิดหนึ่งว่ามีอะไรที่แตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปเป็นเรื่องที่มีลิขสิทธิ งานลิขสิทธิไม่จำเป็นต้องเป็นงานที่เกิดขึ้นใหม่ ถ้าอาจารย์เห็นคนถ่ายรูปหน้าห้องสำนักอบรมสวยมากก็ไปถามว่าทำอย่างไร ก็ไปลองทำบ้าง
3705/2530 คุณภาพของงานจะถือว่าเป็นส่วนสำคัญหรือไม่ ก็ไม่จำเป็น ฟังไม่ขั้นเพราะคุณภาพของงานไม่ใช่ข้อสำคัญ แต่ต้องมีการใช้วิริยะอุตสาหะ เพราะคุณภาพของใครก็นานาจิตตัง แฟนเราเราก็มองว่าสวยหรือหล่อ
ก่อนที่จะดูว่าลิขสิทธิคุ้มครองใครบ้างดูมาตราแปด ในบางครั้งงานลิขสิทธิไม่ได้คุ้มครองเฉพาะงานของคนไทย มีงานของฝรั่งหนังเมืองนอก ก็สร้างที่ฮอลลี่วู๊ดมาฉายในไทยก็มีการลอกเลียนแล้วมีการถูกจับ ตรงนั้นงานลิขสิทธิเป็นไปตามหลักเขตแดน แต่ด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศก็มีการยอมรับแต่ทั้งนี้ต้องมีจุดเกาะเกี่ยว มาตรา 8 ก็ต้องมีการระบุ อาจจะเป็นจุดเกาะเกี่ยวทางสัญชาติก็ได้ แต่ถ้าไม่ได้เป็นสัญชาติไทยเป็นฝรั่งได้รับการคุ้มครองหรือไม่ เช่น มิสเตอร์สมิตเป็นคนรัซเซียหรือเป็นคนคิวบาเขียนในไทย
คราวนี้คือหลักลิขสิทธิคุ้มครองใคร ก็เป็นเรื่องการผูกขาด ผู้สร้างสรรค์เป็นเฉยๆมีกรณีหนึ่งที่แตกต่างกัน การให้เต้นฉบับหรือสำเนางาน การคุ้มครองสิทธิผู้สร้างสรรค์ ธรรรมสิทธิสอนไปแล้ว ประเด็นที่น่าสนใจคือโดยหลักการ ถ้าเราสร้างด้วยตนเอง อยู่เราก็แต่งนิยายเอง พอสร้างสรรแล้วเราก็เป็นทั้งู้สร้างสรรคและงานลิขสิทธิอันนี้ในส่วนกรณีที่เราส¬ร้างสรร เราเป็นพนักงาน เรารับจ้างก็จะไม่เหมือนกัน หรือ จ้างให้แต่งงาน
ถ้ากรณีที่จ้างเข้ามาเป็นลูกจ้างแล้วสร้างสรรคงานตามสัญญาจ้างอันนี้ต้องแยกเพร¬าะกฎหมายไทยไม่เหมือน กรณีที่สร้างโดยลูกจ้างบังคับบัญชา ตรงนี้พนักงานหรือลูกจ้างได้สร้างสรรงาน ลิขสิทธิเป็นของพนักงานหรือลูกจ้าง ถ้าเปรียบเทียบคือจ้างแรงงาน มีสิทธิ ส่วนจ้างทำของก็จ่ายเป็นค่าจ้างลิขสิทธิก็เป็นของผู้ว่าจ้าง แต่ทั้งมาตราเก้าและมาตราสิบตกลงกันเป็นอย่างอื่นก็ได้ มาตราเก้าถ้าจะทำเป็นอย่างอื่นต้องตกลงเป็นหนังสือ ในกรณีเป็นมาตราสิบตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้
เรื่องฏีกาพิธีคล้องช้างเป็นฏีกาปี 43 เป็นเรื่องที่ คำพิพากษาฏีกาที่ 3240/2543ก็คือเขาจ้างให้พิธีคล้องช้างพอไปจ้างแล้วไม่มีภาพให้ดูบอกเพียงไอเดี¬ย สอนศิลปะก็ไปหาภาพมา ตรงนี้มีการจัดงานที่เรียกว่าอยุธยามรดกโลก ก็มีภาพคัทเอาท์ พิธีคล้องช้าง ปัจจุบันไม่มีแล้ว ซึ่งก็ไปหาข้อมูลมา พอไปนัดแล้วก็มีการ ติภาพ ก็มีการพูดกันเรื่องราคา ก็ปรากฎว่าตัวผู้รับจ้างคิดป้ายละห้าหมื่นบาท สี่ป้ายก็สองแสนบาท แต่ผู้ว่าจ้างก็เอาไปแล้วก็เอาภาพไปแล้วก็เอามาคืนบอกว่าไม่ไหว
ปรากฎว่าหลายวันต่อมาผู้รับจ้างคือคนที่วาดภาพก็ไปเจอรูปนั้น ขยายใหญ่เป็นคัทเอ๊าท์ ก็นำคดีไปฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญา เรื่องนี้ ต้องดูมาตรา 9 หรือ มาตรา 10 ก็ต้องไปดู เรื่องนี้เป็นมาตรา 10สัญญาจ้างทำของเกิดก็ต้องยกฟ้อง ตรงนี้ลิขสิทธิก็ต้องเป็นของ นาย ก เมื่อสัญญายังไม่เกิดมันก็ไม่มีกรณีมาตราสิบ ก็ถือว่าผู้สร้างสรรค์เป็นเจ้าของลิขสิทธิตรงนี้เป็นละเมิดลิขสิทธิ
เรื่องจ้างทำของ จ้างแรงงานก็มี 2189-2190/2548เป็นเรื่องการวาดภาพนก ต้องวาดไม่รู้กี่ชนิด วาดภาพพันกว่าภาพระยะเวลานาน พอจ้างแล้วสักพัก ต่อมาก็คนที่วาดภาพก็ลาออก วันดีคืนดีก็เห็นว่าคนที่จ้างวาดเอาภาพไปเผยแพร่ เรื่องนี้ก็มองว่าเป็นจ้างแรงงานหรือจ้างทำของ ตัวจำเลยที่เป็นบริษัทนายจ้างก็วาดรูปแล้วก็คิดว่าเป็นเจ้าของลิขสิทธิ โดยศาลมองว่าสภาพการทำงานดังกล่าวก็ยากกำหนดจำนวนงานตั้งแต่แรก ก็ต้องมีการประสานงานต่างๆ คนที่วาดมีอิสระการทำงานมากไม่ปรากฎ เป็นจ้างทำของ
มีอีกฏีกาอาจารย์ก็ไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไหร่ 9523/2544คือเรื่องนี้เป็นการแปลความมาตรา 9 โจทก์จำเลยเป็นลูกจ้างนายจ้าง สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เรื่องของตัวโปรแกรมเกี่ยวกับระบบบัญชี ตัวลูกจ้าง นายจ้างก็ใช้โปรแกรมก็ไม่มีปัญหา ก็ลาออกจากงานไป ก็มาฟ้องกับศาล ก็อ้างตาม พรบ ที่เป็นผลจากการพัฒนาของโจทก์ ถ้าไม่ได้ก็ให้ชดใช้ค่าเสียหาย ถ้าเป็นกรณีมาตรา 9 มีกรณีจ้างงานกัน นายจ้าง ลิขสิทธิเป็นของลูกจ้างจริง แต่ตามวัตถุประสงค์ เมื่อลูกจ้างลาออกไป โดยกฎหมายไม่ได้เขียนไว้ คือจ้างแรงงานมาจ้างเพื่อพัฒนาโปรแกรม ตัวนายจ้างก็น่าจะมีสิทธิ เวลาที่ตัวโจทก์ฟ้องไม่ได้ฟ้องเรื่องละเมิดลิขสิทธิแต่ฟ้องให้คืนโปรแกรมคอมพิวเตอร์
ในเรื่องนี้ก็มีหมายเหตุท้ายฏีกาและต้องทำความเข้าใจมองเจตนารมย์ว่า พอไม่เป็นลูกจ้างนายจ้างแล้ว ข้อยกเว้นก็ต้องแปลความโดยจำกัด เมื่อมีวัตถุประสงค์แห่งการจ้างนายจ้างก็ต้องทำความเข้าใจ มีการทำตามคำสั่งควบคุม เว้นแต่มีการตกลงไว้เป็นอย่างอื่น
อีกจุดหนึ่งที่อยากจะพูดเล็กน้อยคือมาตรา 15 เป็นเรื่องที่เป็นหลัก คือ สหสิทธิมีอะไรบ้างเช่นสิทธิทำซ้ำหรือดัดแปลง ถ้ามีคนเอาหนังสือผมมาพิมพ์ก็เป็นการละเมิดสิทธิเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวคนที่มาทำ¬โดยไม่ขออนุญาตก็เป็นการละเมิดลิขสิทธิ
การอนุญาตให้ใช้สิทธิ ความเป็นเจ้าของก็ยังมีอยู่ สิทธิของผมคือสิทธิในการทำซ้ำ เพราะฉะนั้นสามารถให้โรงพิมพ์ไปพิพมพ์ตามเงื่อนไข ต้องกำหนดไม่ขัดต่อกฎกระทรวงเช่นอนุญาตให้นาย ก พิมพ์แต่ต้องใช้กระดาษจากพี่ชายผมไม่ได้
การที่เอาไปพิมพ์ต้องเอาไปใช้วัสดุต่างๆ ออกตามความ พรบ เงื่อนไขเช่นกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตจากเจ้าของ สมมุติว่าพิมพ์หนังสือแล้วไม่ได้อย่างนี้แย่เลย คนรับอนุฐาตไปก็เสียประโยชน์ที่ผู้อนุญาตมีสิทธิ เรื่องการอนุญาตให้ใช้สิทธิเป็นเรื่องใหญ่ มันจะมีทั้งในกรณีการใช้สิทธิและเครื่องหมายการค้า หรือสิทธิบัตรเพราะการอนุญาตให้ใช้สิทธิต้องจดทะเบียนการได้มาไม่ต้องจดทะเบียน นอกจากนั้นการอนุญาตก็ทำโดยปากเปล่าได้ มาตรา 15 ก็เปิด แต่มาตรา 16บอกว่าในกรณีเจ้าของอนุญาตให้ผู้ใดได้ชิ้สทิ นั้นด้วย เว้นแต่ในหนังสืออนุญาตได้ห้ามไว้ วันที่อนุญาตให้ใช้ได้แบบไม่เด็ดขาด เช่นมีโรงพิมพ์นวิยายไม่ตัดสิทธิที่ให้โรงพิมพ์ ข พิมพ์เป็นพันเล่มก็ได้ แต่จะอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดจะต้องทำเป็นรายลักษณ์อักษร แบบเด็ดขาดคือให้โรงพิมพ์ ก ใช้เลยตรงนี้ต้องทำเป็นหนังสือ อีกประเด็นหนึ่ง
เช่นสัญญาขายเพลงให้แต่ตัวเจ้าของต้องดูตัวควบคุม คือเขาซื้อลิขสิทธิในเพลง ครูเพลงก็ทำสัญญาขายเพลง ศาลฏีกาก็วางแนวว่าลำพังชื่อของสัญญาอย่างเดียวจะใช้ไม่ได้ และก็มี
7036/2543 ในสัญญาพิพาทระบุชื่อสัญญาเป็นการขายลิขสิทธิ แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าไม่มีเจตนาซื้อขายสิทธิในการทำซ้ำแต่อย่างใด ข้อตกลงตามฟ้องจึงเป็นการชายแต่ชื่อ จึงเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิเพราะฉะนั้นลำพังชื่ออย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น เจ้าของก็สามารถทำได้ประเด็นส่วนของมาตรา 17เรื่องการโอนลิขสิทธิหลักการโอนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ได้ โอนให้มีกำหนดตลอดเวลาหรือตลอดอายุก็ได้ ลิขสิทธิก็กลับเป็นเจ้าของลิขสิทธิ เรื่องของอายุการคุ้มครองคงไม่กล่าวถึง และมีอยู่ต่อไป จนผู้สร้างสรรถึงแก่ความตาย การละเมิดลิขสิทธิถ้ามีการใช้โดยไม่อนุญาต
27 -30 เป็นหลักทั่วไป
มีฏีกาที่ ตีความว่าควรรู้อย่างไร 3977/2534อาโกวเป็นจำเลยประกอบอาชีพขายแบบเรียนมาสามสิบปี จับได้ว่าอาโกวเอาของเก๋มาจำหน่าย ศาลมองว่ามีเหตุอันควรรู้ก็ขายแบบเรียนมาตั้งยี่สิบปี 3977/2534ในเรื่องละเมิดลิขสิทธิก็มีเรื่องข้อยกเว้นหลักอยู่ในมาตรา 32 คือเวลาดูโดยหลักต้องดูวรรคสองก่อน ข้อยกเว้นต้องดูว่าเป็นงานในวรรคสองหรือไม่ การที่จะไปทำซ้ำ ก็เพื่อประโยชน์ในการค้ากำไรต้องดูว่าเป็นการค้ากำไรหรือไม่ แต่หลังจากนั้นต้องไปดูวรรคหนึ่งแต่ว่างานนั้นจะต้องไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน¬์จากงานอันมีลิขสิทธิตามสมควรหมายความว่า สมมุติเป็นอาจารย์สอนกฎหมายลิขสิทธิทั่วประเทศ อาจารย์เห็นว่าเอาไปถ่ายเอกสาร แปดสิบบาท ของอาจารย์ ว . ก็มีห้าร้อยชุด มีสิทธิทำซ้ำหรือไม่ มี ถ้าทำโดยที่เพื่อประโยชน์ในการสอนและไม่ได้หากำไร แต่เข้าวรรคสองหรือไม่
ผิดมาตรา 32 วรรคหนึ่ง กระทบ กับเจ้าของแน่นอน ในเรื่องข้อยกเว้นบางทีนักศึกษาก็ตกม้าเหมือนกัน ยกตัวอย่างมาตรา 32 คือมาตราหลัก ส่วน 33 ก็คือการอ้าง ถามว่าหนังสือมีสี่ร้อยหน้าคือกฎหมายบอกว่ามีการอ้างอิงบางตอนก็พอสมควร ก็บอกว่าการกล่าวคัดลอกบางตอนตามพรบนี้ มีการรับรู้ถึงงานอันเป็นเจ้าของ คืออย่างไรก็ตามจะไปขัดต่อ 32 วรรคหนึ่งหรือไม่ มาตรา 34การทำซ้ำโดยบรรณารักษ์ห้องสมุด
หรือให้แก่ห้องสมุดแต่ต้องไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไรไม่กระทบต่อเขา ใช้ประโยชน์ได้ แต่ต้องไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไร ปัญหาที่มีออกสอบก็ยาก มันเป็นเรื่องที่มีการทำงานศิลปกรรมปั้นเป็นเรื่องฤษีดัดตน ไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เอาไปถ่ายรูปผิดกฎหมายหรือไม่ครับ ธงตอนแรกบอกว่าถ่ายมาแล้ววาดรูปฤษีดัดตนนายทะเบียนจะรับจดไม่ได้ แต่จริงๆแล้วงานนี้ไม่ได้ละเมิดเพราะเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 37 ถ้าเราไปวาดเขียนระบายสีไม่ให้เป็นการละเมิดหรือแม้กระทั่งเราไปวาดระบายสี่ ไม่ให้ถือว่าเป็นงานละเมิดลิขสิทธิในศิลปกรรมนั้น
แต่ 38 เป็นเรื่องสถาปัตยกรรม ยกเว้นการก่อสร้าง มีงาน ปั้นอยู่ วาดเขียนระบายสี แต่จะไปก่อสร้างไม่ได้ อันนี้คือ 37 พวกนี้ อ่านแล้วไม่ยากคือไปโยงกับเครื่องหมายการค้าว่าเรื่องนี้ละเมิดหรือไม่ ถ้าไม่ละเมิดก็เข้าข้อยกเว้นข้อใดข้อหนึ่งก็สามารถไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ สิทธินักแสดงไม่เคยออกแต่ก็เป็นเรื่องสิทธิข้างเคียง
จบการบรรยายวิชา กฎหมายกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา (ค่ำ) ครั้งที่ 4 - 5 ค่ะ.
|