๒. ในคดีแพ่งทั่วไปการที่เจ้าหน้าที่รู้ถึงการกระทำละเมิดแต่อธิบดีซึ่งเป็นตัวแทนของหน่วยงานยังไม่ทราบถึงการละเมิดจะถือว่าตัวผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดไม่ได้ ซึ่งสิทธิ์เรียกร้องอันเกิดแต่มูลละเมิดต้องฟ้องภายใน ๑ ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการทำละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่อย่างใดก็ดีต้องฟ้องภายใน ๑๐ ปีนับแต่วันที่ทำละเมิด นั้นก็คือตราบใดที่อธิบดียังไม่ทราบถึงเรื่องละเมิด อายุความ ๑ ปี จึงยังไม่เริ่มนับ อธิบดีซึ่งถือเป็นผู้เสียหายทราบเรื่องเมื่อใดถือทราบเรื่องละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงต้องเริ่มนับอายุความ ๑ ปีนับแต่วันนั้น แต่หากเป็นกรณีความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไปกระทำละเมิดต่อบุคคลอื่นแล้วสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ ให้มีกำ หนดอายุความสองปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน และกรณีที่หน่วยงานของรัฐเห็นว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นไม่ต้องรับผิด แต่กระทรวงการคลังตรวจสอบแล้วเห็นว่าต้องรับผิด ให้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนนั้นมีกำ หนดอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐมีคำ สั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลัง ซึ่งในคดีนี้อธิบดีได้รับแจ้งผลการพิจารณาความรับผิดทางละเมิดจากกรมบัญชีกลาง เมื่อวันที่ ๙ ก.ค.๒๕๕๑ ดังนั้นอายุความฟ้องคดี ๑ ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๗๕๔ จึงยังไม่เริ่มนับ(ตามนัยยะคำพิพากษาฏีกา ๘๔๓๐/๒๕๔๗) และเมื่อมีคำสั่งให้ทายาทต้องรับผิดยังไม่พ้นกำหนดการฟ้องคดีดังกล่าว ทำให้กำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีเริ่มนับในวันดังกล่าว
๓. การที่นาย ส. ถึงแก่ความตายสิทธิ์ในการดำเนินคดีอาญาระงับ พนักงานอัยการมีคำสั่งยุติการดำเนินคดีอาญากับนาย ส. แต่ในทางแพ่งความรับผิดในทางละเมิดตกทอดแก่ทายาท เพียงแต่ทายาทไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตนเท่านั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๖๐๐,๑๖๐๑
๔. ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้
หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำ ละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำ การนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงสิทธิเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจะมีได้เพียงใดให้คำ นึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำ และความเป็นธรรมในแต่ละกรณีเป็นเกณฑ์โดยมิต้องให้ใช้เต็มจำ นวนของความเสียหายก็ได้ถ้าการละเมิดเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐหรือระบบการดำ เนินงานส่วนรวม ให้หักส่วนแห่งความรับผิดดังกล่าวออกด้วย
ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน มิให้นำ หลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับและเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำ ละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ผู้นั้นอยู่ในสังกัดหรือไม่ ถ้าเป็นการกระทำ ในการปฏิบัติหน้าที่การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ให้คำ นึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำ และความเป็นธรรมในแต่ละกรณีเป็นเกณฑ์โดยมิต้องให้ใช้เต็มจำ นวนของความเสียหายก็ได้ ถ้าการละเมิดเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐหรือระบบการดำ เนินงานส่วนรวม ให้หักส่วนแห่งความรับผิดดังกล่าวออกด้วย แต่ถ้ามิใช่การกระทำ ในการปฏิบัติหน้าที่ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ให้มีกำ หนดอายุความสองปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน และกรณีที่หน่วยงานของรัฐเห็นว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นไม่ต้องรับผิด แต่กระทรวงการคลังตรวจสอบแล้วเห็นว่าต้องรับผิด ให้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนนั้นมีกำ หนดอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐมีคำ สั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลัง
๕.ศาลปกครองมีอำนาจพิพากษาหรือมีคำสั่งในกรณีที่ คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฏหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฏหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร นั้นก็คือคดีปกครองที่เกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ โดยมุ่งหมายให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการทำละเมิดที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ที่เป็นการใช้อำนาจตามกฏหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ หรือเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรเท่านั้น ไม่รวมการกระทำละเมิดอันไม่ได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่หมายความรวมถึงการกระทำละเมิดในทางแพ่งแต่อย่างใด
๖..ในกรณีนี้คดีพิพาทเนื่องจากนาย ส. คนขับรถผ่านสัญญาณจราจรที่แสดงให้หยุดรถโดยไม่ดูให้ดีก่อนว่ามีรถไฟผ่านมาหรือไม่เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถไฟ โดยที่มีนาย พ. เป็นคนขับรถไฟ โดยที่เครื่องกั้นถนนยังไม่ปิดกั้นซึ่งมีนาย บ. พนักงานกั้นถนนปฏิบัติหน้าที่ในขณะเกิดเหตุไม่ปิดกั้นทางและให้สัญญาณรถไฟหยุด ทำให้รถยนต์และรถไฟฉี่ยวชนกัน ข้อพิพาทดังกล่าวไม่ได้ จึงไม่ใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ช. แต่เป็นคดีอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม
๗.เมื่อศาลปกครอง ช. เห็นว่าคดีไม่ได้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ช. ซึ่งในพรบ.ว่าด้วยการวินิจัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ และข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่าด้วยการเสนอเรื่อง การพิจารณาคดี และวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๑๙ ให้เป็นหน้าที่ของศาลปกครอง ช.ที่ต้องทำความเห็นไปยังศาลจังหวัด อ. (ศาลยุติธรรม)ว่ามีความเห็นในกรณีนี้อย่างไร ซึ่งหากมีความเห็นตรงกันศาลปกครองเชียงใหม่ก็จะจำหน่ายคดีจากสารบบความและให้โอนคดีไปยังศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ แต่หากมีความเห็นต่างกันต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับอำนาจศาลเป็นผู้วินิจฉัยภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่รับเรื่อง คำสั่งของคณะกรรมการดังกล่าวเป็นที่สุด ห้ามไม่ให้ศาลที่อยู่ในลำดับสูงของศาลที่รับโอนคดีหยิบยกเรื่องเขตอำนาจศาลดังกล่าวมาพิจารณาอีกนั้นคือศาลอุทธรณ์ ศาลฏีกาจะยกเรื่องเขตอำนาจศาลมาพิจารณายกฟ้องโจทก์ไม่ได้