ข้อสังเกต
๑.เนื่องจากสถาบันทางการเงินมีทรัพย์สินที่ด้อยคุณภาพซึ่งก็คือสินทรัพย์ของสถาบันทางการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้เป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่จะจำหน่ายจ่ายโอนให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ได้อยู่เป็นจำนวนมากเป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มทุนของสถาบันทางการเงินและกระทบต่อความสามารถในการให้สินเชื่อ เพื่อที่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ จึงเห็นควรแยกสินทรัพย์ที่ด้อยคุณภาพออกมาขายหรือโอนให้นิติบุคคลอื่นเพื่อบริหารสินทรัพย์ต่อไป เพื่อที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
๒.การบริหารสินทรัพย์คือ การรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินของธนาคารพาณิชย์ตามกฏหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ หรือบริษัทเงินทุน บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์หรือนิติบุคคลอื่นที่รัฐมนตรีกำหนดรวมทั้งหลักประกันของสินทรัพย์นั้นเพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไป รวมทั้งกิจการอันเกี่ยวเนื่องจากการกระทำดังกล่าวตามที่ รมต.ประกาศโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
๓.ในการบริหารสินทรัพย์ หากบริษัทบริหารจัดการสินทรัพย์จัดหาเงินทุนโดยการออกหลักทรัพย์หรือให้กู้ยืมเงิน ให้กระทำได้ตามกฎเกณณท์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด หากบริษัทเป็นการประกอบธุรกิจเงินทุนหรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ก็สามารถกระทำได้ภายใต้บทบัญญัติกฏหมาย
๔.บริษัทจำกัดสามารถจดทะเบียนเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ได้เมื่อได้รับอนุมัติจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย โดยบริษัทที่จะจดทะเบียนเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ได้ต้องเป็น
๔.๑บริษัท จำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์คือ ต้องตั้งขึ้นโดยแบ่งทุนเป็นหุ้นมีมูลค่าเท่าๆกัน โดยผู้ถือหุ้นรับผิดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าหุ้น โดยมีบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปเริ่มก่อการและตั้งบริษัท โดยเข้าชื่อกันทำหนังสือบริคณห์สนธิโดยลงลายมือชื่อผู้ก่อการ โดยมีพยานลงลายมือชื่อรับรองสองคน แล้วนำไปจดทะเบียน โดยผู้เริ่มก่อการทุกคนต้องซื้อหุ้นหุ้นหนึ่งเป็นอย่างน้อย
๔.๒หรือบริษัทมหาชนตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชน คือ บริษัทที่จัดตั้งขึ้นโดยการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนโดยผู้ถือหุ้นรับผิดจำกัดไม่เกินจำนวนเงินค่าหุ้นที่ต้องชำระโดยบริษัทได้ระบุความต้องการดังกล่าวไว้ในหนังสือบริคณสนธิ์ โดยการเริ่มจัดตั้งต้องกระทำโดยบุคคลธรรมดาตั้งแต่สิบห้าคนขึ้นไปจัดทำหนังสือบริคณสนธิ์เพื่อจัดตั้งบริษัท โดยผู้เริ่มจัดตั้งทุกคนต้องลงลายมือชื่อแล้วไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
เมื่อได้ดำเนินการจดทะเบียนเป็นบริษัทสินทรัพย์แล้วก็ฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด
๕.เมื่อบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัดจดทะเบียนเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ จึงมีฐานะเป็นนิติบุคคล ประเภทบริษัทจำกัดมีการโอนสินทรัพย์จากสถาบันทางการเงินไปให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์และสถาบันทางการเงิน แม้จะมีกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งมีหน่วยงานของรัฐถือหุ้นในบริษัทอยู่เกินร้อยละ ห้าสิบก็ตาม แต่ก็ไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฏีกาเพราะการที่จะเป็นรัฐวิสาหกิจหน่วยงานของรัฐต้องมีการถือหุ้นเกินร้อยละห้าสิบและจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฏีกา เมื่อไม่ได้เป็นดังนี้จึงไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ เมื่อไม่ใช่รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฏีกา จึงไม่ใช่ “ หน่วยงานทางปกครอง” ตามความหมายในพรบ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ทั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ก็ไม่ใช่ “หน่วยงานอื่น”ของรัฐที่มีกฎหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครอง เนื่องจากการดำเนินกิจการตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ฯ เป็นไปเพื่อการพาณิชย์เพราะสามารถบริหารจัดการสินทรัพย์จัดหาเงินทุนโดยการออกหลักทรัพย์หรือให้กู้ยืมเงิน ให้กระทำได้ตามกฎเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดหรือ หากบริษัทเป็นการประกอบธุรกิจเงินทุนหรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ก็สามารถกระทำได้ภายใต้บทบัญญัติกฏหมาย นั้นโดยไม่ใช่การทำสัญญาสัมปทาน หรือสัญญาที่จัดให้ทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ จึงไม่ใช่”หน่วยงานทางปกครอง” การที่ฟ้องต่อศาลปกครองว่า การซื้อขายที่ดินระหว่างผู้ฟ้องกับบริษัท ด. จำกัดก็ไม่ใช่สัญญาสัมปทาน หรือสัญญาให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงหาประโยชน์จาทรัพยากรธรรมชาติจึงไม่ใช่ “ สัญญาทางปกครอง” เมื่อไม่ใช่สัญญาทางปกครองแต่เป็นกรณีพิพาทตามกระบวนการพิจารณาทางแพ่ง จึงไม่ใช่คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ที่มาอ้างอิงจาก อ.จิระประวัติ เเบบประเสริฐ