หัวข้อ : ความเป็นมา รัฐธรรมนูญไทย 2475 - 2558 (รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว)
หมวดหมู่ : สกัดหลัก ฎีกาเด่น 5ดาว กฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่น่าสนใจ







แนวคิด ความเป็นมา หลักการสำคัญ

รัฐธรรมนูญไทย 2475 - 2558 (รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว)

****************

 

รัฐธรรมนูญไทย

ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบราชาธิปไตยมาเป็นประชาธิปไตยในปี ๒๔๗๕ เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ คณะราษฎรยึดอำนาจจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและก็ประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับแรก เรียกว่าพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕

เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรก คณะราษฎรนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพร้อมกับพระราชกำหนดนิรโทษกรรมของคณะราษฎรในวันที่ ๒๖ มิถุนายน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชกำหนด นิรโทษกรรมให้วันนั้นและประกาศใช้เลย

 เมื่อมีประกาศใช้พระราชกำหนดนิรโทษกรรม ผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ จึงเกิดธรรมเนียมขึ้นในประเทศไทยว่าต่อไป ผู้ยึดอำนาจทุกคนจะต้องขอออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ทั้งๆ ที่ความจริง เมื่อยึดอำนาจเสร็จเป็นรัฎฐาธิปัตย์ก็ไม่มีความผิดแล้ว แต่รัฐธรรมนูญนั้นท่านทรงขอพิจารณาแล้วทรงพิจารณา ๑ คืน คนร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราวคือท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชหัตถเลขาในภายหลังว่าเมื่อทอดพระเนตรรัฐธรรมนูญชั่วคราวแล้วเห็นว่าจะทรงมีปัญหากับคณะราษฎรแน่ แต่ว่าท่านก็พระราชทานโดยเติมคำว่าชั่วคราวลงไป ทีนี้หลังจากนั้นมาเรามีรัฐธรรมนูญมาทั้งหมด ๑๙ ฉบับ รัฐธรรมนูญถาวรฉบับต่อมาเรียกว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม ๒๔๗๕ ประกาศใช้วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕

 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกยกเลิกเพราะจอมพล ป. แพ้สงคราม อ.ปรีดีเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๔๗๕ ใช้มานานแล้ว แล้วก็ให้ทหารข้าราชการเป็น สส.ได้ เป็นรัฐมนตรีได้ ไม่ถูกหลักก็เลยเขียนรัฐธรรมนูญปี ๒๔๘๙ ขึ้นมาใหม่ ห้ามข้าราชการ ทหารและพลเรือนเป็นสส. และเป็นรัฐมนตรีในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นหลักสากล และเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับแรกที่ตั้งพฤฒสภาขึ้นมา โดยมาจากการเลือกตั้งทางอ้อมจากสมาชิกสภาเทศบาลทั่วประเทศ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้ยังไม่ทันถึงปีคณะทหารไม่พอใจมาก ว่ากีดกันทหาร ออกจากการเมือง จอมพลผิน ชุณหวัณก็เลยยึดอำนาจภายใต้การสนับสนุนลับๆ ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่ปี ๒๔๘๑ แล้วมาพ้น ตำแหน่งในปี ๒๔๘๙ เมื่อแพ้สงคราม พอยึดอำนาจเสร็จก็เอารัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม มาเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี ๒๔๙๐ ออกมาใช้บังคับ แล้วไปเชิญนายควง อภัยวงศ์ มาเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญปี ๒๔๙๐ ให้ตั้งวุฒิสภา นายควงก็ตั้งวุฒิสภาจากพวกตัวเองทั้งหมดซึ่งเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่

พอตั้งวุฒิสภาเสร็จสร้างความไม่พอใจให้แก่คณะรัฐประหารเป็นอันมาก เพราะว่าคนของคณะรัฐประหารเข้าไปนิดเดียว  สภาผู้แทนราษฎรยังไม่ได้เลือกตั้ง นายควงก็อาศัยช่วงที่วุฒิสภาทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎรได้แก้รัฐธรรมนูญปี ๒๔๙๐ ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นในปี ๒๔๙๑ สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดแรกของประเทศไทย มีสมาชิก ๔๐ คนเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ องคมนตรีเป็นประธาน ดร.หยุด แสงอุทัย เป็น เลขาธิการ ให้ไปร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาและประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญ ๒๔๙๒

 ระหว่างนั้นนายควงก็ถูกจี้ให้ลาออก จอมพล ป. ก็กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๔๙๒ ถูกประณามในเวลานั้นว่าเป็นรัฐธรรมนูญกษัตริย์นิยม เพราะว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ในปี ๒๔๗๕ กับปี ๒๔๘๙ นั้นรัฐธรรมนูญไม่ค่อยถวายพระเกียรติยศเท่าไหร่แต่รัฐธรรมนูญ ๒๕๙๒ ในหมวดพระมหากษัตริย์เป็นรัฐธรรมนูญที่เขียนหมวดพระมหากษัตริย์เป็นต้นแบบลอกกันมาจนถึงทุกวันนี้

พวกคณะราษฎรผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองก็บอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญทิ้งทวนของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะฉะนั้นก็ใช้ได้ ๓ ปี จอมพล ป. ก็ฉีกทิ้งแล้วบอกว่าควรจะเอารัฐธรรมนูญปี ๒๔๗๕ มาแก้ไขเพิ่มเติม

 วันนั้นพระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับมาแล้วทรงมีพระราชวิจารณ์เป็นลายลักษณ์อักษรเป็นพระราชหัตถเลขาถึงรัฐบาลว่าไม่ควรจะไปเอารัฐธรรมนูญปี ๒๔๗๕ แล้วมาแก้ไขเพิ่มเติม ๒๔๙๕ ใช้ ควรจะเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วก็ทรงทักท้วงเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน หลายประการ ขณะนั้นคนไม่ค่อยรู้เรื่องรัฐธรรมนูญหรอก แต่ทรงซื้อรัฐธรรมนูญจากทั้งโลกมาทรงศึกษา รัฐธรรมนูญ ๒๔๗๕ แก้ไขเพิ่มเติมเป็นปี ๒๔๙๕ ก็จัดให้มีการเลือกตั้งเลือกตั้งกันไปเลือกตั้งกันมาปี ๒๕๐๐ เกิดการทุจริตกันมากจนนิสิตจุฬากับธรรมศาสตร์ เดินขบวน จอมพล ป. ก็ใช้จอมพลสฤษดิ์ไปปราบ จอมพลสฤษดิ์ ไม่ยอมปราบ กลับพานักศึกษาที่ประท้วงเข้ามาพบจอมพล ป. ที่ทำเนียบรัฐบาล แล้วกล่าววาทะเมื่อนักศึกษากำลังจะออกไปจากทำเนียบรัฐบาลว่าพบกันใหม่เมื่อชาติต้องการจอมพลสฤษดิ์ก็ไปรักษา ตัวเมืองนอกกลับมาเห็นว่า รัฐบาลจอมพล ป. มีปัญหาก็ยึดอำนาจใช้อำนาจรัฐประหารออกประกาศคณะปฏิวัติเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การยึดอำนาจ  ความจริงการยึดอำนาจในประเทศไทยมี ๑๓  หน ก่อนหน้านั้นทำกันมาหลายหนไม่เคยกล้าออกกฎหมาย

จนกระทั่งปี ๒๔๙๕  บอกว่าเมื่อคณะรัฐประหารยึดอำนาจได้สำเร็จก็มีอำนาจออกกฎหมายได้จอมพลสฤษดิ์ก็เลยออกประกาศคณะปฏิวัติเป็นกฎหมายอยู่  ๕๐ กว่าฉบับแล้วก็ออกธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร ปี  ๒๕๐๒  คนยกร่างคือพระยาอรรถการีย์นิพนธ์ ในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรนั้นตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาทำหน้าที่สองอย่าง คือ

๑. หน้าที่นิติบัญญัติออกกฎหมาย กับ

๒. หน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ

ร่างกัน ๙ ปียาวตั้งแต่ปี ๒๕๐๒ มาประกาศใช้ปี ๒๕๑๑ แล้วในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรมีมาตรา ๑๗ ซึ่งคือบรรพบุรุษของมาตรา ๔๔ ในรัฐธรรมนูญเวลานี้ ซึ่งให้อำนาจสูงสุดเด็ดขาดแก่นายกรัฐมนตรีที่จะใช้อำนาจนิติบัญญัติบริหารและตุลาการได้

จอมพลสฤษดิ์ ก็ใช้มาตรา ๑๗ รุกทุกเรื่องเลย วางเพลิงเผาทรัพย์เมื่อจับคนวางเพลิงได้ก็สั่งประหารชีวิต ข่มขืนแล้วฆ่าก็ประหารชีวิต ก็ร่างรัฐธรรมนูญมาจนกระทงถึงปี ๒๕๑๑ จอมพลสฤษดิ์ เสียชีวิตในปี ๒๕๐๕ จอมพลถนอมก็ขึ้นแทนก็มีคนไปถามว่าจะเสร็จเมื่อไหร่รัฐธรรมนูญ จอมพลถนอมบอกว่าเสร็จเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ความจริงเสร็จต้นปี ๒๕๑๑ แต่ว่าอารักษ์ต้องชุบหมึกใช่ไหม เพราะรัฐธรรมนูญไม่ใช่พิมพ์บนกระดาษ ต้องชุบหมึก เขียนด้วยลายมือบนสมุดไทย ๓ เล่ม เล่มหนึ่งเก็บไว้ที่สำนักราชเลขา เล่มหนึ่งเก็บไว้ที่รัฐสภา เล่มหนึ่งเก็บไว้ที่สำนักเลขา ครม. อารักษ์ก็ชุบอยู่นั่นหลายเดือนออกมาเป็นรัฐธรรมนูญปี ๒๕๑๑ ซึ่งห้าม สส. เป็นรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก

จอมพลถนอมก็ไม่ลงสมัคร แต่ตั้งพรรคสหประชาไทย ได้เสียงมากที่สุดแต่ไม่ถึงครึ่งก็ไปเอาพรรคอื่นเล็กๆ น้อยๆ มารวมทั้ง สส. อิสระด้วย บริหารปี ๒๕๑๑ ไป พอถึงปี ๒๕๑๒ ออกกฎหมาย งบประมาณ สส. บอกว่าท่านห้ามพวกผมเป็นรัฐมนตรี ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นรัฐมนตรีกันขอเงินไปพัฒนาจังหวัด เริ่มต่อรองกับรัฐบาล ถ้าไม่ให้กฎหมายงบประมาณไม่ผ่าน จอมพลถนอมก็เลยให้จังหวัดละแสน พอปี ๒๕๑๓ แสนหนึ่งไม่พอขอพัฒนา จังหวัดมากกว่านี้ พอปี ๒๕๑๔ ขอคนละล้าน จอมพลถนอมบอกว่าถ้างั้นปฏิวัติเพราะว่า ท่านเป็นผู้บัญชาการทหารบก เมื่อได้เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนรัฐมนตรีกลาโหมนั้นคือ จอมพลประภาสและก็เป็นรองผู้บัญชาการทหารบก ก็ใช้อำนาจรัฐประหารปกครองอยู่ปีกว่าออกประกาศคณะปฏิวัติ ๓๐๐ กว่าฉบับ

จนกระทั่งถึงปี ๒๕๑๕ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช วันนั้นคือเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์พระชนม์มายุ ๒๐ พรรษา พระเจ้าอยู่หัวก็เลยให้ราชเลขาเชิญพระราชกระแสว่าบัดนี้เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์เจริญพระชนม์มายุทรงบรรลุพระราชนิติภาวะแล้วควรจะได้รับสถาปนาขึ้นเป็นมกุฎราชกุมาร จอมพลถนอมรับด้วยเกล้าแล้วก็เฉย พอเฉยราชเลขาก็บอกว่าแต่ว่าในพิธีสถาปนาหัวหน้าคณะปฏิวัติจะไป ยืนหัวโด่อยู่คนเดียวก็ไม่ใช่นานาอารยประเทศ ต้องมีนายกรัฐมนตรีมีประธานสภา มีประธานศาลฎีกา จอมพลถนอมก็ถึงบางอ้อว่าท่านส่งสัญญาณว่าควรเลิกใช้อำนาจปฏิวัติแล้วใช้มาปีกว่าก็เลยออกธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรปี ๒๕๑๕ ตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แล้วก็ตั้งรัฐบาลก็มีจอมพลถนอมเป็นนายก พอใช้มาถึงปี ๒๕๑๖ เกิดเหตุ วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เริ่มจากการประท้วงการไล่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยรามคำแหงอธิการบดีคนหนึ่งไล่นักศึกษาออก ผู้นำนักศึกษาวันนั้นคือ นายธีรยุทธ บุญมี ก็นำประท้วงเรื่องความไม่เป็นธรรมของการไล่นักศึกษาออกจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง บานไปเป็นเรียกร้องรัฐธรรมนูญจนกระทั่งเกิดการยิงกันขึ้นนักศึกษาตายไปหลายคน ที่รอดตัวก็วิ่งเข้าไปสวนจิตรไปขอพระบารมีเป็นที่พึ่งพอเข้าสวนจิตรจอมพลถนอมก็ไม่กล้า พอไม่กล้าก็มีการดำเนินการกันทางลับว่าขอให้ลาออกจอมพลถนอมกับจอมพลประภาส ก็ลาออกแล้วบินออกนอกประเทศพร้อมลูกชายคือพันเอกณรงค์ อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ซึ่งเป็นอธิการบดีวันนั้นเป็นองคมนตรีอยู่ เป็นบรรพตุลาการที่น่านับถือ ท่านเป็นประธานศาลฎีกา มีคดีคดีหนึ่งมาถึงท่านคือคดีฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เรียกสินบน จอมพลถนอมส่งสัญญาณมาถึงประธานศาลฎีกาว่าปล่อยเถอะท่าน

อ. สัญญาท่านก็เลือกองค์คณะเองเรียงคำพิพากษาเอง องค์คณะนั้นคนที่หนึ่งชื่อจิตติ ติงศภัทิย์ คนที่สอง ชื่อมณี ชุติวงศ์ ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต อ. สัญญาท่านต้องเลือกคนที่ท่านไว้ใจได้ว่าไม่กลัวอะไร แล้วท่านก็เตรียมตัวว่าพอท่านเกษียณท่านจะไปเมืองนอกเพราะว่าขัดใจผู้มีอำนาจ พอเกษียณก็มีพระกรุณาโปรดเกล้าให้เป็นองคมนตรี พระบารมีปกเกล้าช่วยคนดีเอาไว้

อาจารย์สัญญาตอนนั้นท่านเป็นองคมนตรีและเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ คุณทวี แรงขำ รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ลงนามรับสนอง พระบรมราชโองการตั้ง อ. สัญญาเป็นนายก

 หลังจากจบเหตุการณ์วันที่ ๑๔ ตุลาคม ก็เกิดลัทธิคอมมิวนิสต์เผยแพร่เข้ามาก็มีนักศึกษาแดงกันเป็นแถว จนกระทั่งปี ๒๕๑๙ ก็ ยึดอำนาจอีกครั้งหนึ่ง และเกิดเหตุการณ์วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙

 ก็มีการออกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๙ เป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่ใช้คำว่าธรรมนูญการปกครอง มีอาจารย์ธานินทร์ ไกรวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี

ท่านบอกว่า ๔ ปีแรกสภาแต่งตั้งเขียนในคำปรารภ ๔ ปีที่สองมีสองสภา สภาผู้แทนกับวุฒิ วุฒิอำนาจ สภาผู้แทน ๔ ปีที่สามสภาผู้แทนอำนาจเพิ่มขึ้นเป็นการกลั่นกรอง ๔ ปีสุดท้ายมีสภาผู้เดียวคือสภาผู้แทน มรว. คึกฤทธิ์เอาไปเขียนในสยามรัฐหน้า ๕ ว่านี่เขาจะอยู่กัน ๑๖ ปี ผลสุดท้ายก็ยึดอำนาจอีกโดยคุณสงัด  ชะลออยู่  ก็ออกธรรมนูญการปกครอง

ราชอาณาจักรปี ๒๕๒๐ เสร็จแล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญปี ๒๕๒๑ พอรัฐธรรมนูญปี ๒๕๒๑ เสร็จพลเอกเกรียงศักดิ์ เลขาธิการคณะปฏิวัติก็เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ใช้รัฐธรรมนูญปี ๒๕๒๑ จนกระทั่งเกิดวิกฤติน้ำมัน วุฒิสภารวมกับสภาผู้แทนราษฎรโดยกลุ่มยังเติกร์ค ขู่ว่าจะไม่สนับสนุนรัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ลาออกกลางสภา พรรคการเมืองทั่งหลายก็ไปเชิญพลเอกเปรม มาเป็นนายกรัฐมนตรีนาน ๘ ปี จนถึงปี ๒๕๓๒  รัฐธรรมนูญปี ๒๕๒๑ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่สองที่ใช้ยาวนานรองลงมาจากปี ๒๔๗๕

พลเอกเปรม ท่านบอกว่าพอแล้วไม่เอาแล้ว เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทยที่บอกว่าข้าพเจ้า พอแล้วนี่คือความเพียงพอเมื่อพรรคการเมืองพร้อมใจกันไปขอให้เป็นนายกอีกในปี ๒๕๓๒

หลังจากการเลือกตั้ง ผลสุดท้ายพลเอกชาติชายก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นมาไม่เท่าไหร่ก็ยึดอำนาจอีกทีหนึ่งเมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ ออกธรรมนูญการปกครองปี ๒๕๓๔

 แล้วต่อมาก็มีรัฐธรรมนูญปี ๒๕๓๔ ฉบับถาวรออกมาเป็นฉบับที่ ๑๕ ใช้ไปเรื่อยจนกระทั่งถึงปี ๒๕๓๙ คุณฉลาด วรฉัตร อดข้าวไม่เอารัฐธรรมนูญ ลืบทอดอำนาจ คสช. จะเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ก็แก้รัฐธรรมนูญแล้วก็ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นไป สภานี้มีคุณอุทัย พิมพ์ใจชนเป็นประธาน มีคุณอานนท์ ปันยารชุน เป็นประธาน กรรมาธิการ อาจารย์เข้าไปเป็นเลขาธิการยกร่างก็ทำออกมาเป็นรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐

 

รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่มีเจตนารมณ์อยู่ ๓ ข้อ คือ

๑. ทำการเมืองของนักการเมืองให้เป็นการเมืองของพลเมืองด้วยการเพิ่มสิทธิ เสรีภาพ ด้วยการเพิ่มส่วนร่วมของพลเมือง

๒. ทำการเมืองให้สุจริตโปร่งใส โดยตั้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง ตั้ง ปปช. กกต. สตง. เพื่อการตรวจสอบ

๓. ต้องการให้รัฐบาลมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ เพราะก่อนหน้านั้นรัฐบาลไทย  ๖๐ ปีมีรัฐบาล ๕๐ กว่าชุด

 เจตนารมณ์ข้อนี้ได้ผล เพราะในการเลือกตั้งปี ๒๕๔๔ พรรคไทยรักไทยมาอยู่ครบ ๔ ปีเป็นครั้งแรก พอเลือกตั้งปี ๒๕๔๘ จากจำนวน สส. ห้าร้อยคนพรรคไทยรักไทยได้ ๓๗๗ คน แล้ว

เมื่อรัฐบาลพรรคเดียวมีเสถียรภาพมาก ก็เกิดความขัดแย้งกันเพราะว่ารัฐบาล พยายามขยายอิทธิพลไปสู่ศาล สู่องค์กรอิสระวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ไหนวิจารณ์ รัฐบาลก็ลงมือเล่นงาน เป็นที่มาของการประท้วงของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

        **แล้วท้ายที่สุดก็ลงเอยด้วยการปฏิวัติเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ แล้วมีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับชุดที่ ๓ มีอาจารย์นรนิตเป็นประธาน เลขานุการยกร่างคือ อาจารย์ สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีธรรมศาสตร์ เวลานี้ เมื่อร่างเสร็จเป็นรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐

รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ เดินตามมาปี ๒๕๔๐ สองข้อ

คือ

๑. ขยายสิทธิพลเมืองและส่วนร่วม

๒. ทำการเมืองให้สุจริตโปร่งใส ตรงนี้เติมเรื่องจริยธรรมเข้าไป

 ส่วนข้อ ๓. เรื่องเสถียรภาพรัฐบาล รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ไม่ให้ความสำคัญเลย ทั้งยังใช้ยาแรง เช่นมีบทบัญญัติให้ยุบพรรค แล้วบอกว่าพรรคไหนถูกยุบให้กรรมการบริหารพรรคต้องถูกตัดสิทธิการเมืองด้วย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ใช้มาจนกระทั่งถึงพฤษภาคมปี ๒๕๕๗

เนื่องจากปลายปี ๒๕๕๖ รัฐบาลทำสองอย่าง คือ

๑. ออกกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย กับ

๒. แก้รัฐธรรมนูญ คนออกมาประท้วงทั้งประเทศ

 จนรัฐบาลต้องยุบสภา พอยุบสภาแล้วการประท้วงก็ยังไม่จบ ยิงกันไปกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ จนกระทั่งปี ๒๕๕๗ ตายไป ๑๓๐ กว่าคนเจ็บ ๓,๓๐๐ คน ประเมินราคาค่าเสียหายทางเศรษฐกิจ ๒.๒ ล้านล้านบาท การชุมนุมยาวนาน ๘ ปีนั้นพอมีปัญหาเขาก็ยึดอำนาจอีก ยึดอำนาจเสร็จแล้วก็มีรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ ซึ่งเป็นฉบับปัจจุบัน

 

รัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี ๒๕๕๗*

รัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ มีบทบัญญัติสำคัญ ดังนี้

๑. มีการรับรองการใช้อำนาจรัฐประหารซึ่งในเวลาที่ใช้อำนาจรัฐประหารอยู่ ตั้งแต่พฤษภาคมจนกระทั่งถึงออกรัฐธรรมนูญชั่วคราวในวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ซึ่งมีการใช้อำนาจรัฐประหารออกประกาศ คสช. คณะรักษาความสงบแห่งชาติ เพราะฉะนั้นพอประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวก็เขียนในรัฐธรรมนูญว่า บรรดาประกาศ คำสั่งของหัวหน้า คสช. ไม่ว่าประกาศให้มีผลในทางรัฐธรรมนูญ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการให้ประกาศ หรือคำสั่งตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งไม่ว่ากระทำก่อนหรือหลังวันที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวใช้บังคับเป็นประกาศหรือคำสั่งหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญและเป็นที่สุดและให้ประกาศหรือคำสั่งดังกล่าวมีผลใช้บังคับอยู่ก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้มีผลบังคับต่อไป จนกว่าจะมีกฎหมาย กฎข้อบังคับ มติ คณะรัฐมนตรี หรือคำสั่งใดแล้วแต่กรณีแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิก นี่คือบทรองรับการประกาศหรือสั่งของ คสช.

๒. มีการนิรโทษกรรมตามปกติเมื่อมีการรัฐประหารก็จะมีการนิรโทษกรรมโดยการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแต่ธรรมเนียมการนิรโทษกรรมโดยรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นครั้งแรกในปี ๒๕๔๙

เมื่อเคยเกิดขึ้นในปี ๒๕๔๙ แล้วรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๗ ก็เอาธรรมเนียมนั้นมาเขียน ซึ่งก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นอันมากว่าไม่ยอมเสี่ยงแล้วเพราะรู้ว่า ถ้ารอสภาอาจจะมีปัญหาเลยเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวเลยในมาตรา ๔๘ ว่าบรรดา การกระทำทั้งหลายที่ได้ทำเนื่องในการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ของหัวหน้า คสช. รวมทั้งการกระทำและบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าว ให้การกระทำทั้งหมดนี้ไม่ว่าจะทำเพื่อให้มีผลบังคับในทางรัฐธรรมนูญ ทางนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ รวมทั้งการลงโทษในการกระทำเป็นการบริหารราชการ อย่างอื่นไม่ว่าจะทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ ผู้ถูกใช้ ไม่ว่ากระทำในวันที่กล่าวนั้นก่อนหรือหลังวันที่กล่าวนั้นหากเป็นผิดกฎหมายให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง

เพราะฉะนั้นเมื่อมีคนไปฟ้อง คสช. ศาลอาญาไม่รับฟ้อง แล้วก็เคยมีการเอาประกาศ คสช. ขึ้นมาแล้วต่อสู้ว่าประกาศ คสช. เป็นประกาศที่ออกโดย การกบฏ ศาลฎีกาก็ยกฟ้อง แต่มีความเห็นของผู้พิพากษาศาลฎีกาคนหนึ่งชื่อกีรติ กาญจนรินทร์ ในคดีจงใจยื่นทรัพย์สิน แสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จเป็น ๑ ใน ๙ ขององค์คณะมีความเห็นส่วนตนว่าการยึดอำนาจไม่ชอบ เมื่อการยึดอำนาจไม่ชอบประกาศที่ออกโดยคณะผู้ยึดอำนาจก็ไม่ชอบ แต่เป็นเพียงความเห็นข้างน้อย

 

ลักษณะของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ ที่สำคัญ คือ

๑. เป็นรัฐธรรมนูญสองฉบับ คือ คงหมวดพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ไว้ซึ่งก็เป็นเพราะตอนยึดอำนาจเขาออกประกาศ คสช. ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับยกเว้นหมวดพระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา ๒ วรรคสอง ก็เลยบัญญัติว่าให้บทบัญญัติหมวดสองพระมหากษัตริย์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ๒๕๕๐ ซึ่งยังคงมีผลใช้บังคับตามประกาศ คสช. ฉบับที่ ๑๑/๕๗ ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ยังคงใช้บังคับต่อไปเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญนี้และภายใต้บังคับมาตรา ๔๓ วรรคหนึ่ง ที่ใดในบทบัญญัติดังกล่าวอ้างถึงรัฐสภาหรือประธานรัฐสภาให้หมายถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญนี้

เพราะฉะนั้นวันนี้ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ใช้อยู่วันนี้มาตรา ๘ ถึงมาตรา ๒๕ ของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ยังใช้อยู่ คณะองคมนตรีก็ไม่พ้นตำแหน่งยังอยู่เหมือนเดิม

 

๒. รัฐธรรมนูญชั่วคราวนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ต้องใช้ประเพณีการปกครอง

โดยมาตรา ๕ บัญญัติว่าเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใดให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแต่ประเพณีการปกครองดังกล่าวต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ มาตรานี้เขียนขึ้นครั้งแรกในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรปี ๒๕๐๒ โดยพระยาอรรถการีย์นิพนธ์ เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๐๒ ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่สั้นมากมี ๒๐ มาตรา ท่านก็ต้องเขียนบทอุดช่องว่างเอาไว้ เหมือนกับมาตรา ๔ ของประมวลแพ่ง

ทีนี้ รัฐธรรมนูญถาวรไม่เคยมีบทบัญญัติอย่างนี้เอามาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญถาวรเป็นครั้งแรก ในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ อยู่ในมาตรา ๗ ว่าเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใดให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ข้อสังเกต จำได้หรือไม่เวลาเขาจะไล่นายกรัฐมนตรี เขาจะขอนายกคนใหม่ก็จะอ้างมาตรา ๗ นี้กันอยู่เรื่อย ซึ่งความจริง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสชัดเจนว่าอ้างไม่ได้และไม่ทรงใช้หรอกเพราะขัดรัฐธรรมนูญ

**แต่ในเรื่องนี้รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี ๒๕๕๗ จะต่างจากรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐, ๒๕๕๐ ที่พูดถึงประเพณีการปกครองอยู่ตรงที่เมื่อมีปัญหาก็ต้องสามารถที่จะให้คนวินิจฉัยได้ จึงเติมวรรคสอง ว่าในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการวินิจฉัยว่ากรณีใดตามความในวรรคหนึ่ง เกิดขึ้นในวงงานของ สนช. ให้ สนช. เป็นผู้ชี้ขาด เมื่อมีกรณีเกิดขึ้นนอกวงงาน สนช. คสช. ครม. ศาลฎีกาหรือศาลปกครองสูงสุดจะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดก็ได้ว่าอะไร คือ ประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุขที่จะเอามาใช้

แต่ว่าถ้าเป็นศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดให้ทำได้เฉพาะเมื่อมีมติที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาหรือตุลาการในศาลปกครองสูงสุดเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาเท่านั้น

 

๓. รัฐธรรมนูญชั่วคราวอ้างถึงประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบ ประชาธิปไตยไว้ในอีกสองมาตรา คือ มาตรา ๔ กับมาตรา ๒๒ ปัญหาว่าอะไรคือ ประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขถ้าพิจารณาตามแนวบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลฎีกาตั้งแต่คดี ๒๒๒/๒๕๐๖, ๕๖๒/๒๕๐๘, ๑๖๐๒-๑๖๐๓/๒๕๐๙, ๙๑๓-๙๑๖/๒๕๓๖ ที่วินิจฉัยเรื่องประกาศ รสช. ที่ยึดทรัพย์พลเอกชาติชายและคณะว่าขัดประเพณีการปกครองประเทศไทย

ศาลฎีกาใช้วิธีดูบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหลายๆ ฉบับ ตัวอย่างเช่น ฎีกา ๙๑๓/๒๕๓๖ ท่านวินิจฉัยว่าการที่ให้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีอำนาจอายัดทรัพย์และก็ยึดทรัพย์ได้เป็นการลงโทษอาญาย้อนหลัง แล้วท่านก็บอกว่ารัฐธรรมนูญในอดีตตั้งแต่ปี ๒๔๙๒ จนกระทั่งถึงปี ๒๕๓๔ เขียนไว้เหมือนกันว่าบุคคลจะต้องรับโทษทางอาญาก็ต่อเมื่อกระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำบัญญัติว่าเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นต้องเป็นโทษที่กำหนดในกฎหมายเป็นการใช้กฎหมายย้อนหลัง ขัดต่อประเพณีการปกครอง และท่านก็วินิจฉัยต่อไปว่าอำนาจวินิจฉัยคดีตามรัฐธรรมนูญ ฉบับก่อนๆ นั้นเป็นของศาล การตั้ง คตส. ขึ้นมาให้มีอำนาจยึดทรัพย์คนได้เท่ากับเป็นการใช้อำนาจศาล และ คตส. ไม่ใช่ศาลเพราะไม่มีความเป็นอิสระ จึงขัดต่อประเพณีการปกครอง

เพราะฉะนั้นประเพณีการปกครองในทัศนะของศาลฎีกา คือ การดูบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับต่างๆ ย้อนหลังไปถ้าหลาย ๆ ฉบับว่ารับรอง หลักการเดียวกันท่านถือว่าหลักการนั้นเป็นประเพณีการปกครอง นี่ตรงกับ หลักนิติศาสตร์ที่เรียกว่าหลักรัฐธรรมนูญทั่วไป

 

แต่ความจริงยังมีอีกหลักหนึ่งคือสิ่งที่ปฏิบัติกันมาเป็นเวลาช้านานก็คือจารีตประเพณีจริงๆ มีองค์ประกอบ ๒ ส่วน คือ

๑. เป็นทางปฏิบัติ กับ

๒. มีความรู้สึกทางจิตใจว่ามีผลบังคับ

เมื่อครบองค์ประกอบสองข้อนี้ก็เป็นประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ได้ เช่น พระราชอำนาจวินิจฉัยฎีกาของพระเจ้าอยู่หัวไม่มีเขียนไว้ตรงไหน ในรัฐธรรมนูญ ไม่มีในกฎหมาย แต่พระมหากษัตริย์ไทย ถ้าราษฎรมีทุกข์อะไรก็ถวายฎีกา ฎีกาจึงมีสองประเภทคือ ๑. ฎีกาพระราชทานอภัยโทษตาม ป.วิ.อ. กับ ๒. ฎีกาตามประเพณีการปกครองประเทศ คือ ฎีการ้องทุกข์ของราษฎร

 ฎีกาประเภทหลังนี้มีได้สารพัดเรื่องเลย ตัวอย่างเช่น มีนักศึกษาแพทย์คนหนึ่งแกล้งเพื่อนเอาโทรศัพท์เพื่อน ไปซ่อน เพื่อนก็ไปฟ้องตำรวจ ตำรวจก็มาสอบสวนแล้วก็แจ้งข้อหาลักทรัพย์ นักศึกษาแพทย์คนนี้เรียนดีมากพอโดนข้อหาลักทรัพย์สภามหาวิทยาลัยบอกว่าให้จบไม่ได้ แกก็เดือดร้อนแกไม่ต้องการขโมยต้องการแกล้ง ก็ถวายฎีกา พระเจ้าอยู่หัวทรงให้ราชเลขาส่งมาถึงสภามหาวิทยาลัยว่าให้ทบทวนเพราะเด็กเขาขอความเป็นธรรม

สภาก็ยืนยันสภานั้นมีนายกสภาชื่อสุรยุทธ์ จุลานนท์ เขาก็ถวายฎีกาขึ้นไปว่าไม่พิจารณาให้เป็นคุณอะไรเลย ทรงมีพระราชวินิจฉัยว่าเด็กคนนี้เรียนดีแล้วก็น่าเชื่อว่าแกล้งเพื่อน ไม่ได้มีเจตนาจะเอาไป เอาล่ะไม่ให้ขึ้นรับปริญญาปีนี้แล้วก็ให้ไปรักษาคนไข้อีกปีหนึ่ง แล้วดูความประพฤติถ้าความประพฤติใช้ได้ก็ให้ได้รับปีหน้า นี่คือพระบรมราชวินิจฉัย แก้ทุกข์ให้กับนักศึกษาแพทย์ที่ถูกไล่ออก แต่ท่านทรงมีพระมหากรุณาสภามหาวิทยาลัยก็รับใส่เกล้าแล้วนักศึกษาแพทย์คนนั้นก็ทำงานหนึ่งปีปรากฏว่ามีแต่คนรัก นี่ถ้าไม่ถวาย ฎีกาก็หมดอนาคตไปเลย อย่างนี้คือประเพณีการปกครองประเภทที่เรียกว่าจารีตประเพณี

อ้างอิง : รวมคำบรรยายเนติ สมัยที่ 68วิชา กฏหมายรัฐธรรมนูญ (อ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ) เล่มที่5 

 





ความเป็นมา รัฐธรรมนูญไทย 2475 - 2558 (รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว) | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 3014 ครั้ง
ลงวันที่ 12/07/2015 11:19:23





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน