กรณีมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย
กฎหมายเปิดโอกาสให้ศาลใช้ดุลพินิจได้อย่างกว้างขวางเพราะข้อเท็จจริงของลูกหนี้แต่ละรายอาจแตกต่างกัน
กรณีเจ้าหนี้นำหนี้ที่ขาดอายุความมาฟ้อง ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าคดี ล้มละลายนั้นจำเลยไม่จำต้องให้การต่อสู้คดีเช่นคดีแพ่งสามัญ ดังนั้น แม้จำเลยจะมิได้ยกข้อต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ แต่หนี้ที่ขาดอายุความนั้นเจ้าหนี้ไม่อาจนำมาขอรับชำระหนี้ได้ตามมาตรา ๙๔ (๑) เพราะนอกจากลูกหนี้จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้เจ้าหนี้ได้ เองแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็มีอำนาจตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๒๒ (๓) ที่จะโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าวแทนลูกหนี้ได้ รวมทั้งศาลก็มีอำนาจที่จะพิจารณาสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ที่ขาดอายุความแล้วได้ตามมาตรา ๑๐๖ มาตรา ๑๐๗ ประกอบมาตรา ๙๔ จึงถือเป็นเหตุอย่างหนึ่งที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายตามมาตรา ๑๔
คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑/๒๕๒๒ คดีล้มละลายจำเลยไม่จำต้องให้การสู้คดีเช่นคดีแพ่งสามัญ จึงไม่มีประเด็นอย่างใดเกิดขึ้นการพิจารณาคดีล้มละลายผิดแผกแตกต่างกับการพิจารณาคดีแพ่งสามัญเพราะพระราชบัญญัติล้มละลายฯ เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนมีผลในทางตัดสิทธิและเสรีภาพของผู้ที่ถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ศาลจึงต้องพิจารณาเอาความจริงตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ ว่าคดีมีเหตุที่ควรหรือไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ ฉะนั้น แม้จำเลยจะมิได้ยกข้อต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เมื่อทางพิจารณาได้ความ ว่าหนี้ตามฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ จึงเป็นหนี้ที่เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ตามมาตรา ๙๔ (๑) ถือได้ว่าเป็นเหตุที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายตามมาตรา ๑๔ ดังกล่าว ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๕๕/๒๕๓๐ ป. นำเช็คซึ่งตนเป็นผู้ลงชื่อสั่งจ่ายมาขายลดแก่โจทก์เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๒๖ โดยจำเลยที่ ๓ ลงชื่อสลักหลังและประทับ ตราของบริษัทจำเลยที่ ๑ เช็คถึงกำหนดสั่งจ่ายวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๒๖ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นคู่สัญญาขายลดเช็คอันจะต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย การที่โจทก์นำเช็คดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยที่ ๑ ล้มละลายก็โดยอาศัยมูลหนี้ที่เกิดจากความรับผิดในฐานะผู้สลักหลังเช็คพิพาท ซึ่งมีอายุความ ๑ ปี นับแต่วันที่เช็คถึงกำหนดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๒ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๒๙ คดีจึงขาดอายุความ โจทก์ไม่อาจฟ้องขอให้จำเลยที่ ๑ ล้มละลายโดยอาศัยมูลหนี้ดังกล่าวได้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๗๑๖/๒๕๕๐ โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ให้ล้มละลายโดยอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วมีกำหนดอายุความ ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๒ การที่โจทก์ดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาภายในกำหนด ๑๐ ปี และได้นำเงินมาชำระหนี้บางส่วนนั้น โจทก์ก็ต้องร้องขอให้บังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสี่เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เหลือภายในระยะเวลา ๑๐ ปี นับแต่วันที่อาจใช้สิทธิบังคับคดี เมื่อโจทก์มิได้ร้องขอภายในกำหนดดังกล่าว โจทก์ย่อมหมดสิทธิบังคับคดีตาม คำพิพากษาในส่วนที่เหลือ ทั้งการกระทำดังกล่าวไม่ใช่การกระทำอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดีที่จะเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๔ (๕) เมื่อโจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษามาฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ล้มละลายเมื่อพ้นกำหนด ๑๐ ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด สิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาดังกล่าวจึงขาดอายุความแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธินำคดีดังกล่าวมา ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ล้มละลายได้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๖๐/๒๕๕๗ ปัญหาว่า โจทก์มีสิทธินำมูลหนี้ตาม คำพิพากษามาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีล้มละลายได้หรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕), ๒๔๖ และ ๒๔๙ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๘
การนำหนี้ตามคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดแล้วมาเป็นมูลฟ้องขอให้ จำเลยทั้งสองล้มละลาย มิใช่เรื่องการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่บัญญัติ ไว้ในภาค ๔ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงไม่อาจนำบทบัญญัติ เกี่ยวกับระยะเวลาการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ มาใช้บังคับได้ แต่เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ล้มละลายโดยอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาล ซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องอันตั้งหลักฐานขึ้นโดยคำพิพากษาที่ถึงที่สุด มีอายุความ ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๒ เมื่อศาลมีคำพิพากษาวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๔๐ คู่ความมิได้อุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุดวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๔๐ ครบกำหนดเวลา ๑๐ ปี ในวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๐ โจทก์นำคดีมาฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองล้มละลายวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๐ จึงพ้นกำหนดอายุความ ๑๐ ปี แล้ว โจทก์ไม่อาจนำมูลหนี้ตามคำพิพากษา ดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสองให้ล้มละลายได้
นอกจากนี้ สิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาที่ล่วงเลยระยะเวลาในการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ ก็ไม่อาจนำมาฟ้องลูกหนี้ ตามคำพิพากษาให้ล้มละลายได้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๐๐/๒๕๔๓ กำหนดระยะเวลาในการบังคับคดีตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ เป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้ใน กฎหมายวิธีสบัญญัติ มิใช่เรื่องอายุความแห่งสิทธิเรียกร้องอันจะอยู่ในบังคับแห่ง บทบัญญัติว่าด้วยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อันเป็นกฎหมาย สารบัญญัติ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเกี่ยวกับอายุความสะดุดหยุดลงมาใช้บังคับได้
โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองภายในกำหนด ๑๐ ปี และ จำเลยนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์บางส่วนก็เป็นเพียงขั้นตอนในการบงคับคดี เมื่อหนี้ที่ค้างชำระโจทก์มิได้ดำเนินการบังคับคดีเสียภายใน ๑๐ ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา โจทก์ย่อมหมดสิทธิที่จะบังคับคดีแก่จำเลยแล้ว โจทก์จึงไม่อาจนำหนี้ที่พ้นกำหนดเวลาบังคับคดีมาฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้
กรณีโจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษามาฟ้องคดีล้มละลายในวันสุดท้ายที่จะบังคับคดีได้ และเมื่อไม่ปรากฏว่านอกจากโจทก์แล้วจำเลยเป็นหนี้บุคคลอื่นอีก ศาลฎีกาก็เคย วินิจฉัยว่าเป็นเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย
คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๕๘/๒๕๔๐ การพิจารณาคดีล้มละลาย ศาลต้อง พิจารณาเอาความจริงดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๔ เมื่อปรากฏว่านับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา โจทก์เพียงแต่ขอหมายบังคับคดีเท่านั้นมิได้ดำเนินการบังคับคดี คงปล่อยปละละเลยมาเป็นเวลานานจนถึงวันสุดท้ายที่จะบังคับคดีได้ จึงมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลาย ซึ่งมิฉะนั้น นับถัดจากวันฟ้องคดีล้มละลายนี้แล้ว หนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ก็พ้นกำหนดเวลาที่จะบังคับคดีได้ และเป็นหนี้ที่ไม่อาจจะขอรับชำระหนี้ได้ตามมาตรา ๙๔ (๑) และเมื่อไม่ปรากฏว่านอกจากโจทก์แล้ว จำเลยเป็นหนี้บุคคลอื่นอีก กรณีจึงมีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย
เมื่อศาลล้มละลายได้พิจารณาคดีแล้วพิพากษายกฟ้องหรือมีคำจังยกคำร้อง หรือคำร้องขอให้ล้มละลาย โจทก์หรือผู้ยื่นคำร้องหรือคำร้องขอมีสิทธิอุทธรณ์ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๔ วรรคสอง (๑)
กรณีที่ศาลเคยมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด แต่เจ้าหนี้รายใด ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้หรือยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกำหนดเวลาตามมาตรา ๙๑ แม้ต่อมาศาลจะมีคำส่งยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา ๑๓๕ (๒) แล้วเจ้าหนี้ราย ดังกล่าวนำหนี้ที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้หรือที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกำหนด เวลามาฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลาย ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่า ถือเป็นเหตุที่ไม่สมควร ให้ลูกหนี้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา ๑๔ ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลเป็นเรื่อง ๆ ไป
คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๘/๒๕๐๖ จำเลยเป็นหนี้โจทก์ ๒ จำนวน โจทก์เคยฟ้องจำเลยให้ล้มละลายในหนี้จำนวนหนึ่งแล้ว แต่โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ทั้ง ๒ จำนวน ในกำหนดศาลจึงสั่งยกเลิกการล้มละลายเสีย ดังนี้ โจทก์จะเอาหนี้ ๒ จำนวนนั้นมาฟ้องล้มละลายอีกไม่ได้เพราะถ้ายอมให้ฟ้องได้ก็เท่ากับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาขอรับชำระหนี้อันผิดบทบัญญัติในพระราชบัญญัติล้มละลายฯ
คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๘/๒๕๓๕ โจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายจนศาล มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกำหนด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่รับคำขอรับชำระหนี้ของโจทก์ ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๓๕ (๒) เพราะเจ้าหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้เพียงรายเดียวถอนคำขอรับชำระหนี้ไป ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลาย โจทก์จึงนำมูลหนี้รายเดียวกันมาฟ้อง จำเลยให้ล้มละลายอีก ดังนี้ หากยอมให้โจทก์เอาหนี้ที่หมดสิทธิเรียกร้องในคดีล้มละลายแล้วกลับมาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายใหม่ ก็เท่ากับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาขอรับชำระหนี้อันผิดบทบัญญัติในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๑ และการที่ศาลจะสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือพิพากษาให้ล้มละลายนั้น ย่อมทำให้ลูกหนี้ถูกจำกัดสิทธิ และไม่สามารถจัดกิจการทรัพย์สินได้ด้วยตนเองจึงต้องเป็นไปโดยมีเหตุผลสมควรจริงๆ ไม่ใช่ให้ใช้กฎหมายล้มละลายเป็นเครื่องมือบีบคั้นลูกหนี้ กรณีนี้ฟังได้วาเป็นเหตุที่ไม่สมควรให้ลูกหนี้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๔๓ มาตรา ๑๔ ศาลต้องยกฟ้อง
คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๔๐/๒๕๔๘ หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยให้ล้มละลาย ในคดีนี้เป็นหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ ๖๓๑๒/๒๕๓๗ ที่โจทก์อาจขอรับชำระหนี้ได้ในคดีล้มละลายของศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ ล.๑๗๑/๒๕๔๑ แต่โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีดังกล่าว จนต่อมาเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้จำนวน ๓ ราย ได้ถอนคำขอรับชำระหนี้ในคดีดังกล่าวทุกราย ศาลแพ่งจึงถือเป็นเหตุไม่ควรให้ จำเลยถูกพิพากษาให้ล้มละลายและมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยแล้ว แม้ผลของคำสั่งดังกล่าวไม่ทำให้จำเลยหลุดพ้นหนี้สินตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๓๕ (๒) ประกอบมาตรา ๑๓๖ และโจทก์ยังอาจนำหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ ๖๓๑๒/๒๕๓๗ มาฟ้องจำเลยให้ล้มละลาย ได้อีกในคดีนี้ก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่โจทก์ละเลยมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดี ล้มละลายของศาลแพ่งหมายเลขแดงที่ ล.๑๗๑/๒๕๔๑ โดยไม่ปรากฏเหตุอันสมควร ทั้งที่มีหน้าที่ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๑ กรณีดังกล่าวจึงถือเป็นเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายตามมาตรา ๑๔
อย่างไรก็ตาม มีคำพิพากษาฎีกาอีกหลายๆ เรื่องที่วินิจฉัยตรงกันข้ามกับ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๘/๒๕๐๖, ๕๘๘/๒๕๓๕ และ ๖๔๔๐/๒๕๔๘ ดังกล่าวข้างต้น กล่าวคือ
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๐๓ - ๑๗๐๔/๒๕๐๖ คำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๓๕ (๑) หรือ (๒) ไม่ทำให้ลูกหนี้ หลุดพ้นหนี้สินแต่อย่างใด ตามมาตรา ๑๓๖ คำว่า “หนี้สิน” มิได้หมายความเฉพาะหนี้ที่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ในคดีล้มละลายแล้วเท่านั้น ดังนั้น แม้เจ้าหนี้จะมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้นั้นคดีล้มละลายที่ยกเลิกนั้นตามมาตรา ๒๗ และตามกำหนด เวลาที่บัญญัติไวในมาตรา ๙๑ เจ้าหนี้ก็ยังมีสิทธิที่จะฟ้องลูกหนี้เกี่ยวกับหนี้สินนั้นเป็นคดีล้มละลายคดีใหม่หรือคดีแพ่งธรรมดาอีกได้ (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ ๒๑/๒๕๐๖)
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๑๕/๒๕๓๖ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.๒๔๘๓ มาตรา ๑๓๖ บัญญัติว่า คำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา ๑๓๕ (๑) หรือ (๒) นั้น ไม่ทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นหนี้สินแต่อย่างใด แสดงว่ากฎหมายดังกล่าวมิได้ยกเว้นไว้ว่าหนี้ใดจะต้องหลุดพ้นเพราะคำสั่งยกเลิกการล้มละลาย จึงแปลว่าหนี้สิน ทุกชนิดที่มิอยู่ก่อนฟ้อง แม้ในคดีนี้จะได้ความว่าเจ้าหนี้เคยฟ้องลูกหนี้ในมูลหนี้เดียวกันนี้เป็นคดีล้มละลายต่อศาลชั้นต้นและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งไม่รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เพราะยื่นพ้นกำหนด ๒ เดือน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๑ แต่เมื่อศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวเห็นว่าลูกหนี้ไม่ควรถูกพิพากษาให้ล้มละลาย จึงมีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา ๑๓๕ (๒) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ แล้ว หนี้ดังกล่าวย่อมกลับสภาพเป็นหนี้ที่สมบูรณ์อันทำให้เจ้าหนี้มีสิทธินำมาฟ้องร้องปังดับคดีได้ และนำมาขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๐๒/๒๕๕๒ การยกเลิกการล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๓๕ (๒) มีผลตามมาตรา ๑๓๖ แต่ไม่ทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้สิน โดยไม่ต้องคำนึงว่าหนี้ดังกล่าวนั้นเจ้าหนี้จะไดยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้หรือไม่ มีผลให้โจทก์ซึ่งไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้นั้นยังคงมีสิทธิที่จะบังคับชำระหนี้ตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่ต่อไปเหมือนดังก่อนที่มีการฟ้องคดีล้มละลาย โจทก์จึงมีสิทธิที่จะนำมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งที่มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้มาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายได้
อ้างอิง : กฏหมายล้มละลาย(อ.ชีพ จุลมนต์) รวมคำบรรยายเนติสมัยที่ 68 เล่มที่4 การบรรยายครั้งที่3
|