ระบบศาล (ศาลทหาร) ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
รวมคำบรรยายเนติ อ.อนันต์ ชุมวิสูตร เล่ม 8 ภาค2 สมัยที่68
*******************
ศาลทหาร
พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ บัญญัติให้ศาลทหารสังกัด กระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีหน้าที่รับผิดชอบในงานธุรการของศาลให้เป็นไปโดยเรียบร้อย ส่วนการพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีให้อยู่ในดุลพินิจของศาลทหารโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังบัญญัติให้เจ้ากรมพระธรรมนูญมีอำนาจออกระเบียบราชการของศาลทหารและอัยการทหารโดยได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมก่อน
ศาลทหารมี ๒ ประเภท คือ
๑. ศาลทหารในเวลาไม่ปกติ หมายถึง ศาลทหารในเวลาที่มีการรบหรือสงคราม หรือมีการประกาศกฎอัยการศึก เช่น ศาลอาญาศึก
๒. ศาลทหารในเวลาปกติ มีการแบ่งศาลทหารออกเป็น ๓ ชั้น คือ ศาลทหารชั้นต้น ศาลทหารกลาง ศาลทหารสูงสุด ในศาลทหารชั้นต้นแบ่งออกเป็น ๔ ประเภท ได้แก่ ศาลจังหวัดทหาร ศาลมณฑลทหาร ศาลทหารกรุงเทพ ศาลประจำ หน่วยทหาร ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดต่อกฎหมาย ทหาร หรือกฎหมายอื่นในทางอาญา และผู้กระทำความผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในเขตอำนาจ ของศาลทหารในขณะกระทำความผิด คือ
(๑) นายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ
(๒) นายทหารชั้นสัญญาบัตรนอกประจำการ
(๓) นายทหารประทวน และพลทหาร กองประจำการหรือประจำการ หรือบุคคลที่รับราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยการ รับราชการทหาร
(๔) นักเรียนทหารตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด
(๕) ทหารกองเกิน ที่ถูกเข้ากองประจำการ
(๖) พลเรือนที่สังกัดอยู่ในราชการทหาร เมื่อกระทำในหน้าที่ราชการทหารหรือกระทำผิดอย่างอื่นเฉพาะในหรือบริเวณอาคารที่ตั้งหน่วยทหาร ที่พักร้อน พักแรม ในเรือ อากาศยาน หรือยานพาหนะใดๆ ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ ฝ่ายทหาร
(๗) บุคคลที่ต้องขังหรืออยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารโดยชอบ ด้วยกฎหมาย
(๘) เชลยศึกหรือชนชาติศัตรูซึ่งอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร
ส่วนคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร มี ๔ ประเภท คือ
๑. คดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำความผิดด้วยกัน
๒. คดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลพลเรือน
๓. คดีที่ต้องดำเนินในศาลเยาวชนและครอบครัว
๔. คดีที่ศาลทหารเห็นว่าไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร คดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ให้ดำเนินคดีในศาลพลเรือน
ตุลาการศาลทหาร แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ
๑. ตุลาการที่เป็นนายทหารชั้น สัญญาบัตร
๒. ตุลาการพระธรรมนูญ
การพิจารณาคดีของศาลทหารในเวลาปกติ ผู้มีอำนาจฟ้อง
๑.อัยการทหาร
๒. ผู้เสียหาย เฉพาะผู้เสียหายซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารเท่านั้นจึงจะฟ้องคดีเองได้ ส่วนผู้เสียหายที่ไม่เป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารจะฟ้องคดีเองไม่ได้ จะต้องมอบอำนาจให้อัยการทหารเป็นคนฟ้องคดี จำเลยอาจมีทนายความได้ทั้งในศาลทหาร ในเวลาปกติ และศาลทหารในเวลาไม่ปกติ เว้นแต่ การพิจารณาของศาลอาญาศึกซึ่งเป็นศาลทหารในเวลาไม่ปกติ
การฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา คดีที่อัยการทหารเป็นโจทก์ฟ้อง ย่อมมีคำขอให้ศาลทหารพิพากษาให้จำเลยคืนทรัพย์ ใช้ราคาทรัพย์ หรือชดใช้ค่าสินไหม ทดแทนความเสียหายแก่รัฐบาลได้ แต่ถ้าผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องจะมีคำขอให้คืนทรัพย์ ใช้ราคาทรัพย์ หรือชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ตนไม่ได้
การอุทธรณ์ ฎีกา คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทหารในเวลาไม่ปกติ ห้ามอุทธรณ์ หรือฎีกา ส่วนคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทหารในเวลาปกติ โจทก์หรือ จำเลยจะอุทธรณ์หรือฎีกาได้ภายใน ๑๕ วัน แต่ผู้มีอำนาจแต่งตั้งตุลาการตามมาตรา ๓๐ สามารถอุทธรณ์ฎีกาได้ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง
การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทหารถึงที่สุดแล้ว ผู้มีอำนาจลงโทษมีอำนาจจัดการให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง แต่ถ้าเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลพลเรือนที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาลทหาร ก็ต้องบังคับคดีไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๔๕ วรรคหนึ่ง
อ้างอิง : รวมคำบรรยายเนติ อ.อนันต์ ชุมวิสูตร เล่ม 8 ภาค2 สมัยที่68
|