ระบบศาล (ศาลยุติธรรม ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง)
ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม รวมคำบรรยายเนติ อ.อนันต์ ชุมวิสูตร เล่ม 8 ภาค2 สมัยที่68
*************
ศาลยุติธรรม
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลนี้จัดตั้งขึ้น ครั้งแรกตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๗๒ วรรคสอง ครั้นปัจจุบันรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้บัญญัติให้มีศาลนี้ต่อไป โดยกำหนดว่าให้มีแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาล ฎีกา องค์คณะผู้พิพากษาประกอบด้วยผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา หรือผู้พิพากษาอาวุโสซึ่งเคยดำรงตำแหน่งไม่ตากว่าผู้พิพากษาฎีกา จำนวน ๙ คน ได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา โดยวิธีลงคะแนนลับ และให้เลือกเป็นรายคดี
ส่วนการดำเนินคดี กฎหมายกำหนดว่า บุคคลที่จะถูกฟ้อง ดำเนินคดีในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้แก่ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมืองอื่น (ซึ่งตามพระราช บัญญัติข้าราชการการเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ หมายถึง เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษา นายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี รองเลขานุการรัฐมนตรี โฆษกรัฐบาล ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รองผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น) ซึ่งถูกกล่าวหาว่า
๑. ร่ำรวยผิดปกติ หมายถึง มีทรัพย์สินมากขึ้นผิดปกติ หรือเพิ่ม มากขึ้นผิดปกติ
๒. กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมาย อาญา คือ ตั้งแต่มาตรา ๑๔๗ ถึง มาตรา ๑๖๖ หรือ
๓. กระทำความผิดต่อตำแหน่ง หน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น รวมทั้งผู้อื่นที่เกี่ยวข้องฐานะตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน ผู้ให้ ผู้ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่บุคคล ดังกล่าว เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีอำนาจพิจารณา พิพากษาคดี
(๑) คดีที่มีมูลแห่งคดีเป็นการกล่าวหาว่า นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมืองอื่น รารวยผิดปกติ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทำความผิด ต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น
(๒) คดีที่มีมูลแห่งคดีเป็นการกล่าวหาบุคคลตาม (๑) หรือบุคคลอื่นเป็น ตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดทางอาญาตาม (๑)
(๓) คดีซึ่งประธานวุฒิสภาส่งคำร้องให้ศาลพิจารณาพิพากษาข้อกล่าวหาว่ากรรมการ ป.ป.ช. ร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
(๔) คดีที่ร้องขอให้ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมืองอื่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ตกเป็นของแผ่นดิน
(๕) คดีที่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมืองอื่น สมาชิกสภาท้องถิ่นตามที่กฎหมายบัญญัติ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน หนี้สิน และเอกสารประกอบตามที่รัฐธรรมนูญฯ กำหนดของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทุกครั้งที่เข้ารับตำแหน่งหรือพ้นจากตำแหน่ง หรือ จงใจยื่นบัญชีและเอกสารดังกล่าวอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ
(๖) คดีที่ผู้ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด หรืออัยการสูงสุด ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้พิพากษาหรือตุลาการ พนักงานอัยการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง มีพฤติการณ์รารวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ส่อว่าจงใจ ใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และมีผู้ยื่นคำร้องขอต่อประธานวุฒิสภาให้ส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวน หากไต่สวนแล้วคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า ข้อกล่าวหาใดมีมูล ประธานวุฒิสภาจะส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดฟ้องบุคคลนั้นต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อพิพากษาถอดถอนพ้นจากตำแหน่ง
สำหรับวิธีพิจารณาคดี ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๒ เช่น กำหนดว่า เมื่อคดีมีมูลกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิก วุฒิสภา หรือข้าราชการการเมืองอื่น ร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริต ต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น หรือเมื่อคดีมีมูลกล่าวหาว่าบุคคลดังกล่าวหรือบุคคลอื่น เป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน ในการกระทำความผิดข้างต้น หรือในคดีที่ร้องขอให้ ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติของบุคคลดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ให้ประธาน ป.ป.ช. ส่งรายงาน เอกสาร และพยานหลักฐาน พร้อมความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป ด้วยเหตุนี้กฎหมาย จึงได้กำหนดว่า ผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา ได้แก่ อัยการสูงสุด และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่วนการพิจารณาคดี ให้ศาลยึดรายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นหลัก และใช้ระบบไต่สวน
อ้างอิง : รวมคำบรรยายเนติ อ.อนันต์ ชุมวิสูตร เล่ม 8 ภาค2 สมัยที่68
|