หัวข้อ : คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาที่ อ.ม.๑๐ /๒๕๕๒
หมวดหมู่ : สกัดหลัก ฎีกาเด่น 5ดาว กฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่น่าสนใจ







           คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาที่ อ.ม.๑๐ /๒๕๕๒ คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้ายสองตัวสามตัว คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (ค.ต.ส.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อปี ๒๕๔๙ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้เกี่ยวข้องกับโครงการนี้รวม ๔๗ คน ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ จำเลยที่  ๑    ถึงที่ ๓๐ คือคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติโครงการจำเลยที่ ๓๑ ถึง ๔๗  คือคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลในช่วงเวลาที่มีการดำเนินโครงการ จำเลยที่  ๓๑, ๓๓, ๓๕,    ๓๗, ๔๑  และ ๔๒ เป็นผู้อนุมัติให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลนำเสนอโครงการต่อคณะรัฐมนตรี  และจำเลยที่ ๓๒, ๓๔, ๓๖, ๓๘, ๓๔,  ๓๙, ๔๐, ๔๓  ถึง ๔๗    เป็นผู้อนุมัติจ่ายเงินตามโครงการ โครงการนี้มีหลักการสำคัญ  ๓  ประการคือ

        (๑) ให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลออกสลากพิเศษแบบเลขท้ายสองตัวสาม ตัว  (หวยบนดิน)

        (๒)  ให้นำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามโครงการแล้วคืนสู่ลังคมและ

        (๓) ให้ยกเว้นภาษีตามประมวลรัษฎากร และลดหย่อนภาษีตาม  พ.ร.บ.การ พนัน พ.ศ. ๒๔๗๘

        โจทก์เห็นว่า หลักการข้อ (๑) ฝ่าฝืนวัตถุประสงค์ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ตาม พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ. ศ.  ๒๕๑๗ มาตรา     ๕, ๑๓  ที่บัญญัติให้สำนักงานสลากฯ  มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลและการกระทำอื่นใดที่เกี่ยวเนื่องหรือที่เป็นประโยชน์แก่การดำเนินกิจการของสำนักงานสลากฯ แต่สลากตามโครงการนี้มีลักษณะเป็นสลากกินรวบ  ไม่ใช่สลากกินแบ่งรัฐบาล

        หลักการข้อ (๒) ขัดต่อ พ.ร.บ.เงินคงคลัง พ.ศ. ๒๔๙๑ มาตรา ๔, ๑๓ ที่มีสาระสำคัญว่า รายได้ของหน่วยงานของรัฐภายหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินในบัญชีเงินคงคลังบัญชีที่ ๑ และขัดต่อ พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่ง รัฐบาล พ.ศ. ๒๕๑๗ มาตรา ๒๓ ที่มีสาระสำคัญว่า เงินที่สำนักงานสลากฯ ได้รับนอกจากการจำหน่ายสลากกินแบ่งต้องนำมาสมทบในการบริหาร โดยอาจกันสำรองไม่เกินร้อยละ ๕๐ แล้วนำส่วนที่เหลือส่งเป็นรายได้แผ่นดิน

        ส่วนหลักการข้อ (๓) ที่ให้ยกเว้นภาษีตามประมวลรัษฎากร ขัดต่อพระราช กฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๑๐) พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๕ จตุทศ (๒) ที่ให้ยกเว้นภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะการออกสลากการกุศลงวดพิเศษที่คณะรัฐมนตรีมีมติว่าเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนเท่านั้น ส่วนที่ให้ลดหย่อนภาษีตาม พ.ร.บ.การพนันฯ ก็เป็นการฝ่าฝืนกฎ กระทรวงฉบับที่ ๔๓ ออกตามความใน พ.ร.บ.การพนันฯ ที่มีสาระสำคัญว่า เฉพาะผู้รับใบอนุญาตการเล่นสลากกินแบ่งที่มีวัตถุประสงค์เพื่อนำรายได้ไปใช้ในกิจการสาธารณกุศล โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเท่านั้น ที่ได้รับลดหย่อนให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ ๐.๕ ของยอดราคาสลากซึ่งมีผู้ซื้อก่อนหักรายจ่าย

        โจทก์กล่าวในคำฟ้องว่า การดำเนินการตามโครงการนี้เป็นเหตุให้สำนักงาน สลากกินแบ่งรัฐบาลได้รับความเลียหายเพราะมีการนำรายได้ไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของโครงการโดยไม่นำส่งเป็นรายได้แผ่นดินเป็นเงิน ๑๓,๖๗๙,๕๙๖,๘๐๒.๗๙ บาท และจ่ายให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นเงิน ๒,๓๔๗,๙๐๘,๔๓๓.๑๕ บาท กระทรวงการคลังได้รับความเสียหายเพราะขาดรายได้จากภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน ๘,๙๗๐,๗๔๐,๙๑๐.๒๒ บาท กระทรวงมหาดไทยขาดรายได้จากภาษีการพนันเป็นเงิน ๑๒,๗๙๒,๑๕๒,๕๘๑.๕๐ บาท และกรุงเทพมหานครขาดรายได้จากภาษีท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.การพนันเป็นเงิน ๓๓๖,๖๕๓,๕๙๔.๒๕ บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น ๓๖,๙๖๐,๗๓๓,๙๕๐.๙๑ บาท ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๘๔, ๘๖, ๙๐, ๙๑, ๑๔๗, ๑๕๒, ๑๕๓, ๑๕๔ และ ๑๕๗ และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๓, ๔, ๘, ๙, ๑๐ และ ๑๑ กับขอให้ร่วมกันคืนหรือใช้เงินรวม ๑๔,๘๖๒,๒๕๔,๘๖๕.๙๔ บาท

        ในวันนัดพิจารณาคดีนี้ครั้งแรก จำเลยที่ ๑ คือพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ไม่ไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ศาลจึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับและจำหน่ายคดีเฉพาะ จำเลยที่ ๑ ชั่วคราว

        จำเลยในคดีนี้ ต่อสู้คดีว่า สลากตามโครงการนี้ไม่ใช่สลากกินรวบ แต่เป็นสลากการกุศล ซึ่งเป็นสลากกินแบ่งรัฐบาลรูปแบบหนึ่ง จึงอยู่ในวัตถุประสงค์ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลตาม พ.ร.บ.สลากกินแบ่งฯ ไม่จำต้องนำส่งเงินรายได้เป็นรายได้แผ่นดิน ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับการลดหย่อนภาษี การพนันด้วย

        ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนปรากฏว่า มีการออกสลากตามโครงการนี้ตั้งแต่งวด วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ ถึงงวดวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ รวม ๘๐ งวด ต่อมา มีมติคณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลพลเอกสรยุทธ์ฯ เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ให้ยกเลิกโครงการ สำหรับรายได้จากการออกสลาก ตามโครงการนี้ ๔๐ งวด ดังกล่าว เป็นเงินรวม ๑๒๓,๓๓๙,๘๙๐,๗๓๐ บาท จ่ายเงินรางวัลไป ๖๙,๒๔๒,๔๒๙,๕๒๔.๒๘ บาท และมีการนำเงินรายได้ภายหลังหักเงินรางวัล และค่าดำเนินการไปใช้จ่าย เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของโครงการแล้ว เป็นเงิน ๑๓,๓๘๑,๙๘๐,๙๘๓.๗๙ บาท

        ประเด็นหลักในคดีนี้ก็คือ สลากตามโครงการนี้เป็นสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือ สลากการกุศลตามข้อต่อสู้ของฝ่ายจำเลยหรือไม่ เพราะถ้าเป็นสลากการกุศล โครงการนี้ก็ไม่มีอะไรผิด แต่ศาลฎีกาแผนก คดีอาญาฯ พิจารณา แล้ววินิจฉัยว่า ลักษณะสำคัญของสลากกินแบ่งรัฐบาลมี ๓ ประการคือ (๑) ไม่ต้องขออนุญาต ตาม พ.ร.บ.การพนันฯ (๒) กำหนดอัตราส่วนวิธีจัดสรรเงินแน่นอน กล่าวคือรางวัลร้อยละ ๖๐ รายได้แผ่นดิน ร้อยละ ๒๘ ค่าใช้จ่ายร้อยละ ๑๒ และ (๓) ไม่มีโอกาสขาดทุน แต่สลากตามโครงการ นี้ต้องขออนุญาต ตาม พ.ร.บ. การพนันฯ วิธีการจัดสรรเงินกำหนด เพียงว่าให้นำรายได้ คืนสู่สังคม และมีโอกาสขาดทุน ซึ่งปรากฏว่าในการออกสลากจำนวน ๘๐ งวด มีงวดที่ ขาดทุน ๗ งวด เป็นเงินรวม ๑, ๖๖๘,๑๙๒.๐๖๐.๒๐ บาท ศาลฎีกาแผนก คดีอาญาฯ จึงเห็นว่าสลากตามโครงการนี้ไม่ใช่สลากกินแบ่งรัฐบาล และไม่ใช่สลากการกุศลด้วย เพราะคณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๓๘ ว่า การออกสลากการกุศลต้อง (๑) เป็นโครงการตามนโยบายรัฐบาล เพื่อประโยชน์แก่ประชาชน   (๒)  มีความจำ เป็น แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ (๓) การใช้จ่ายเงินต้องได้รับการตรวจรับรองจาก ส.ต.ง. และ (๔) ก่อนขออนุญาตต้องส่งให้กระทรวงการคลังมหาดไทย และสำนักงบประมาณให้ความเห็นก่อน แต่สลากตามโครงการนี้มีเนื้อหา วิธีดำเนินการ และรูปแบบ แตกต่าง จึงมิใช่สลากการกุศล แต่มีลักษณะเป็นสลากกินรวบเพราะอาศัยผลการออก รางวัลที่ ๑ และเลขท้าย ๒ ตัว ๓ ตัว ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลในแต่ละงวด เป็นตัวกำหนดรางวัลและการจ่ายเงินรางวัล ไม่มีการจำกัดวงเงินในการเล่นและไม่จำกัด วงเงินรางวัลที่จะจ่าย เมื่อสลากตามโครงการมิใช่สลากกินแบ่งรัฐบาลและมิใช่สลากการกุศล แต่เป็นสลากกินรวบ การออกสลากตามโครงการนี้จึงขัดต่อวัตถุประสงค์ของสำนัก งานสลากฯ ตาม พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. ๒๕๑๗ มาตรา ๕,๑๓ การไม่นำ เงินส่งเป็นรายได้แผ่นดินจึงขัดต่อ พ.ร.บ.เงินคงคลัง พ.ศ. ๒๔๙๑ มาตรา ๔, ๑๓ และ ขัดต่อ พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. ๒๕๑๗ มาตรา ๒๓ อีกทั้งการจ่าย ภาษีน้อยกว่าที่ควรต้องจ่ายโดยถือว่าสลากตามโครงการนี้ได้รับการยกเว้นและลดหย่อนภาษี ก็ขัดต่อพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้น รัษฎากร (ฉบับที่ ๓๑๐) พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๕ จตุทศ (๒) และกฎกระทรวงฉบับที่ ๔๓ ออกตามความใน พ.ร.บ.การพนันฯ ด้วย

        ส่วนปัญหาว่าจำเลยทั้งสี่สิบเจ็ดในคดีนี้มีความผิดหรือไม่ สำหรับจำเลยที่เป็นคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ วินิจฉัยความรับผิดของจำเลยที่ ๓๑ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล และ จำเลยที่ ๔๒ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯ ก่อน โดยวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๓๑ และ ที่ ๔๒ มีหน้าที่โดยตรง ต้องทราบว่าโครงการนี้อยู่นอกกรอบวัตถุประสงค์ แต่ยังฝืนดำเนินการโดยไม่คำนึงว่าจะเป็นการนำระบบการเงินของประเทศไปเสี่ยงต่อความเสียหาย ที่อาจเกิดขึ้นจากการขาดทุนในการจำหน่ายสลาก จำเลยที่ ๓๑ จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ส่วนจำเลยที่ ๔๒ มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๑๑ จำคุกคนละ ๒ ปี และปรับคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุก รอการลงโทษไว้ ๒ ปี ส่วนจำเลยที่เป็นกรรมการสลากฯ คนอื่น ทั้งผู้อนุมิติโครงการและผู้อนุมิติจ่ายเงิน เป็นเพียงกรรมการที่มา จากหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ได้รับผิดชอบภารกิจหรืองานภายในของสำนักงานสลากฯ โดยตรง อาจไม่ทราบถึงเจตนารมณ์ของการจัดตั้งสำนักงานสลากฯ โดยเฉพาะการอนุมัติ เงินเป็นการอนุมัติตามที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ จึงพิพากษายกฟ้อง

        ในส่วนของจำเลยที่เป็นรัฐมนตรี ยกเว้นจำเลยที่ ๑ ที่หลบหนี ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาฯ วินิจฉัยว่า เฉพาะจำเลยที่ ๑๐ นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงการคลัง มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ เพราะมีหน้าที่รับผิดชอบกำกับดูแลสำนักงานสลากฯ ควรทราบว่าโครงการนี้ไม่สามารถดำเนินการได้และเคยมีผู้ทักท้วงให้แก้ไขกฎหมายก่อน แต่ไม่ทบทวน กลับรีบเร่งเสนอโครงการ ต่อคณะรัฐมนตรีเป็นวาระจรโดยไม่ผ่านคณะกรรมการกลั่นกรอง ให้ลงโทษจำคุก ๒ ปี และปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุก รอฯ ไว้ ๒ ปี

        ส่วนรัฐมนตรีท่านอื่น ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาฯ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า รัฐมนตรีท่านอื่นมีมติในการประชุมวาระพิจารณา เพิ่มเติม มีการแจกเอกสารระหว่างการประชุม ไม่มีเวลาศึกษา และก่อนลงมติผู้แทน กระทรวงการคลังและสำนักงานสลากฯ เข้าชี้แจงยืนยันว่าทำได้ การมีมติจึงเป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติของคณะรัฐมนตรี พิพากษายกฟ้อง

        อย่างไรก็ตาม แม้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ พิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑๐ ที่ ๓๑ และที่ ๔๒ แต่ในส่วนคำขอที่ให้คืนหรือใช้เงินจำนวน ๑๔,๘๖๒,๒๕๔,๘๖๕.๙๔ บาท ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ วินิจฉัยว่า การกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าว มิได้เป็นความผิดฐานเจ้าพนักงานเบียดบังยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๗ จึงเรียกให้คืนหรือใช้ราคาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ ประกอบ พ.ร.ป.ว่า ด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ มาตรา ๑๘ วรรคสอง มิได้

 

อ้างอิง : วิชา กฏหมายรัฐธรรมนูญ (อ.อธิคม อินทุภูติ) เล่มที่6  สมัยที่ 69

 





คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาที่ อ.ม.๑๐ /๒๕๕๒ | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 1836 ครั้ง
ลงวันที่ 13/07/2016 12:36:03





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน