คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ที่ อม.๓/๒๕๕๖ เป็นคดีที่ นายศุภชัย โพธิ์สุ ถูกฟ้องว่า ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลกรมพัฒนาที่ดิน เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๒ สถานีพัฒนาที่ดินสกลนคร กรมพัฒนาที่ดิน เชิญหมอดินอาสาในจังหวัดสกลนครไป อบรมเชิงปฏิบัติการตามโครงการใช้สารอินทรีย์เพื่อลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร ที่ห้องประชุมริมปาว อำเภอเมืองกาฬสินธุ จังหวัดกาฬสินธุ จำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยกล่าวกับผู้เข้ารับการอบรมขอให้เลือกผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย ในการเลือกตั้งซ่อม ที่จังหวัดสกลนคร จะได้รับงบประมาณต่าง ๆ มากมาย หมอดินอาสาก็จะได้ค่าตอบแทน เหมือนอาสาสมัครประจำหมู่บ้านของกระทรวงสาธารณสุข อันเป็นการกระทำในฐานะ เจ้าพนักงานของรัฐเพื่อจูงให้ผู้เข้ารับการอบรมที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งลงคะแนน ให้แก่ผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยหรืองดเว้นไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครพรรคเพี่อไทยคู่แข่ง ด้วยการเสนอค่าตอบแทนหมอดินอาสาซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลย และจำเลยเป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบเพื่อเป็นคุณแก่ผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยและ เป็นโทษผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๕๓ (๑), ๕๗ และ ๑๓๗ และขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมี กำหนด ๑๐ ปี
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ มีคำวินิจฉัยในประเด็นความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ว่า การปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตอันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ จะต้องได้ความว่า เจ้าพนักงานผู้นั้นมีหน้าที่โดยตรงตามที่กฎหมายบัญญัติไว้หรือได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นั้น ๆ เท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายหรือได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งหรือมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานปฏิบัติ หน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗
เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ก็เกิดปัญหาขึ้นว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ จะมีอำนาจวินิจฉัยคดีนี้ในความผิดอีกฐานหนึ่งซึ่งไม่ได้อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดี อาญาฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๕ วรรคหนึ่ง หรือตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙(๑) คือความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๕๓(๑), ๕๗ และ ๑๓๗ ต่อไปหรือไม่
ในประเด็นนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ วินิจฉัยว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๔ บัญญัติว่า “ในการฟ้องคดีอาญาสำหรับการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และ บทใดบทหนึ่งอยู่ในอำนาจของศาล ให้ศาลรับพิจารณาพิพากษาข้อหาความผิดบทอื่นไว้ ด้วย”
เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ และข้อหาตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่ง สมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๕๓ (๑), ๕๗ ครบองค์ประกอบความผิดแล้ว และการกระทำตามคำฟ้องเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ (๑) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ จึงมีอำนาจรับพิจารณาพิพากษาข้อหาตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการ ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ ด้วย การที่ศาลมีคำสั่งประทับฟ้องเป็นการสั่งรับ คดีไว้พิจารณาทั้งคดี ซึ่งต่อมามีการไต่สวนพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลย ก็เป็นการไต่สวนที่ครอบคลุมข้อเท็จจริงทุกประเด็น แม้ความปรากฎจากการไต่สวนว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ศาลก็สามารถวินิจฉัยประเด็นอื่นๆ ที่เหลือได้
ในประเด็นที่เหลือก็คือประเด็นตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๕๓(๑), ๕๗ ในความผิดฐานสัญญาว่าจะให้ตามมาตรา ๕๓ (๑) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามทางไต่สวนว่าคำกล่าวเรื่องค่าตอบแทนหมอดินอาสา จำเลยไม่ได้ หยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นมาเอง แต่เป็นเรื่องที่มีผู้ถามและจำเลยกล่าวแต่เพียงว่าจะช่วยผลักดัน ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทั้งจำเลยและผู้เข้ารับการอบรม ตลอดจนข้าราชการ กรมพัฒนาที่ดินต่างทราบดีว่าการให้ค่าตอบแทนหมอดินอาสาเป็นไปได้ยากเพราะกรมพัฒนาที่ดินผลักดันเรื่องนี้มานาน จำนวนหมอดินอาสาทั่วประเทศมีมากถึง ๗๐,๐๐๐ ราย ต้องใช้งบประมาณ ๔๐๐ ถึง ๕๐๐ ล้านบาทต่อปี เรื่องดังกล่าวไม่มีผลชักจูงใจ หมอดินอาสาที่มีสิทธิเลือกตั้งแต่อย่างใด ที่จำเลยกล่าวด้วยว่า หากเลือกผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย จะได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นฝ่ายรัฐบาล สามารถจัดสรรเงินงบประมาณ ลงมาพัฒนาพื้นที่ของตนได้มาก ก็เป็นการพูดหาเสียงตามปกติทั่วไป จึงไม่เป็นความผิดฐานสัญญาว่าจะให้ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๕๓ (๑)
ส่วนปัญหาว่า จำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๕๗ ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายกระทำการใด ๆ เพื่อเป็นคุณ หรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ วินิจฉัยว่า แม้จำเลยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่การอบรมเชิงปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการจัดอบรมตามปกติตามนโยบายของกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งได้จัดสรรงบประมาณให้แก่สถานีพัฒนาที่ดินทั่วประเทศ อีกทั้งสถานีพัฒนาที่ดิน สกลนครเริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ก่อนที่จะมี พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. สกลนคร เขต เลือกตั้งที่ ๓ และก่อนจำเลยจะได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อีกด้วย จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยจัดการอบรม ดังกล่าวขึ้นเพื่อหาเสียงแก่ผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย อีกทั้งคำกล่าวของจำเลยไม่มีส่วนใดที่บ่งชี้ว่าจำเลยใช้ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้ใด จึงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนี้ด้วย เช่นกัน พิพากษายกฟ้อง
อ้างอิง : วิชา กฏหมายรัฐธรรมนูญ (อ.อธิคม อินทุภูติ) เล่มที่6 สมัยที่ 69
|