หัวข้อ : คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาที่ อม.๑๐/๒๕๕๓
หมวดหมู่ : สกัดหลัก ฎีกาเด่น 5ดาว กฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่น่าสนใจ







              คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาที่ อม.๑๐/๒๕๕๓ เป็นคดีที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ฟ้องนายเสนาะ เทียนทอง เป็นจำเลย กล่าวหาว่า เป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใด มอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่นตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๘ โดยกล่าวในคำฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๓ ถึงวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๓๓ ขณะที่จำเลยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งและปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบโดยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้วัดธรรมิการามวรวิหารได้มาซึ่งที่ดินมรดกตามพินัยกรรมของนางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ซึ่งคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากวัดธรรมิการามวรวิหารได้มาซึ่งที่ดินดังกล่าวโดยผลของกฎหมายแล้ว และประมวลกฎหมายที่ดินไม่ได้บัญญัติให้ต้องขออนุญาตการได้มาจากรัฐมนตรี ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ธรณีสงฆ์ซึ่งการโอนต้องตราเป็นพระราชบัญญัติเท่านั้น แต่จำเลยใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบข่มขืนใจ จูงใจเจ้าพนักงานกรมที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดิน จังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี เจ้าอาวาสวัดธรรมิการามวรวิหาร และมูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย เพื่อให้มีการจดทะเบียนโอนสิทธิและนิติกรรมให้บริษัทอัลไพน์ เรียลเอสเตท จำกัด และบริษัทอัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์สปอร์ตคลับ จำกัด ซึ่งนางอุโรวรรณ เทียนทอง ภริยาจำเลย และนายวิทยา เทียนทอง น้องจำเลย เป็นผู้ถือหุ้นอยู่ด้วย รับโอนที่ธรณีสงฆ์ดังกล่าวจากมูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย ผู้จัดการมรดก โดยมีการจดทะเบียน โอนขายและจำนองที่ดินดังกล่าว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๘ ประกอบ พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๔

        ในวันนัดพิจารณาคดีครั้งแรก จำเลยให้การปฏิเสธ และยื่นคำร้องของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาฯ วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอายุความ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงมีคำสั่งงดการไต่สวน

        ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ มีคำพิพากษาคดีนี้ความว่า ตามคำฟ้องปรากฏว่า บริษัทอัลไพน์ เรียลเอสเตท จำกัด และบริษัทอัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์สปอร์ตคลับ จำกัด รับโอนที่ธรณีสงฆ์ดังกล่าวจากมูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย โดยมีการจดทะเบียนโอนขาย และจำนองที่ดินเมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม  ๒๕๓๓   ต่อมาโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๓ โดยไม่ได้นำตัวจำเลยมาศาล ครั้นในวันนัดพิจารณาคดีครั้งแรกวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ จำเลยมาศาล ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๘ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลย ต่อศาลได้ภายในกำหนดเวลายี่สิบปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิด อย่างไรก็ตาม แม้ โจทก์จะฟ้องคดีนี้ต่อศาลภายในกำหนดเวลายี่สิบปี นับแต่วันที่มีการจดทะเบียนโอนขายที่ดินมรดกของนางเนื่อมให้แก่บริษัททั้งสอง ซึ่งวันสุดท้ายที่จำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์อ้างคือวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๓๓ และตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๗๕ วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.ป. ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ มาตรา ๙ (๑) และ ข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๘ ซึ่งบัญญัติให้อำนาจโจทก์ฟ้องคดีอาญาได้โดยไม่จำต้องนำตัวจำเลยมาส่งศาลในวันฟ้องก็ตาม แต่การให้อำนาจโจทก์ฟ้องคดีอาญาโดยไม่ต้องนำ ตัวจำเลยมาส่งศาลในวันฟ้อง กับการพิจารณาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๕ หรือไม่ เป็นคนละกรณีกัน เมื่อ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ หรือกฎหมายอื่นไม่ได้บัญญัติเรื่องอายุความ ไว้โดยเฉพาะแล้ว การวินิจฉัยว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ จึงต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๕ เท่านั้น เมื่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในคดีอาญา ถ้ามิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดดังต่อไปนี้ นับแต่วันกระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ ฯลฯ แสดงว่า โจทก์ ต้องฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาล อายุความจึงจะหยุดนับ แต่ในกรณีที่ยังไม่ได้ตัวผู้กระทำความผิดมาอยู่ในอำนาจศาล แม้จะยื่นฟ้องแล้ว อายุความก็ยังไม่หยุดนับ ยังคงเดินอยู่ต่อไป ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ที่ อม.๑๑/๒๕๒๒ ระหว่างอัยการสูงสุด โจทก์ นายชวณัฐหรือสุขุม โฉมจังหวัด กับพวก จำเลย ดังนี้ เมื่อจำเลยมาศาลในวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ และเมื่อนับระยะเวลาตั้งแต่ วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๓๓ ถึงวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ซึ่งได้ตัวจำเลยมาศาลดังกล่าว ปรากฏว่าล่วงพ้นกำหนดระยะเวลายี่สิบปีแล้ว องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติด้วย คะแนนเสียงข้างมากว่าคดีโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๕ (๑) สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๖) ประกอบกับ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ มาตรา ๑๘ วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๘๕ วรรคหนึ่ง ประกอบกับ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ มาตรา ๑๘ วรรคสอง พิพากษายกฟ้อง

 

ข้อสังเกต

        ปัญหาเรื่องอายุความที่เกิดจากข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๘ เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เชื่อว่าภายหลังระบบศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความแน่นอนแล้ว คงจะมีการแก้ไขโดยยกเลิกข้อกำหนดข้อนี้

 

อ้างอิง : วิชา กฏหมายรัฐธรรมนูญ (อ.อธิคม อินทุภูติ) เล่มที่6  สมัยที่ 69





คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาที่ อม.๑๐/๒๕๕๓ | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 1975 ครั้ง
ลงวันที่ 13/07/2016 13:09:00





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน