คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ที่ อม.๗/๒๕๕๖ คดีรถและเรือดับเพลิง เป็นคดีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ฟ้องนายโภคิน พลกุล รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทย นายประชา มาลีนนท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายวัฒนา เมืองสุข รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร บริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเชียล ฟาห์รซอย เอจี แอนด์ โค เคจี หรือบริษัทเจดี ยูโรเปียน แลนด์ซีสเต็ม-สไตเออร์ จำกัด และนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ และที่ ๖ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗, ๘๓ และความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคา ต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๑, ๑๒ และ ๑๓ และขอให้ลงโทษจำเลย ที่ ๖ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ประกอบมาตรา ๘๓, ๘๖ และ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๑, ๑๒ และ ๑๓ เพราะเหตุมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการให้กรุงเทพมหานครจัดชื้อรถและเรือดับเพลิง พร้อมอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยจากจำเลยที่ ๖ โดยมิชอบ
โจทก์กล่าวในคำฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ร่วมกับจำเลยที่ ๕ ดำเนินการ ให้กรุงเทพมหานครจัดซื้อยานพาหนะดับเพลิงและอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยมูลค่า ๖,๖๘๗,๔๘๙,๐๐๐ บาท จากจำเลยที่ ๖ ด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับของทางราชการ และขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่ขั้นตอนริเริ่มโครงการ การเสนอโครงการ และการอนุมัติโครงการ โดยจัดทำโครงการจัดซื้อดังกล่าว แล้วให้เอกอัครราชฑูตออสเตรียประจำประเทศไทยเสนอวิธีการซื้อขายในลักษณะรัฐต่อรัฐ พร้อมข้อเสนอ รับพันธะการค้าต่างตอบแทนในลัดส่วนร้อยละ ๑๐๐ เพื่อหลีกเลี่ยงการประกวดราคาแล้วเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีมติอนุมัติโครงการ ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการ โดยมีเงื่อนไขให้ทำการค้าต่างตอบแทนกับสาธารณรัฐออสเตรีย ในสัดส่วน ร้อยละ ๑๐๐ เน้นสินค้า OTOP และต้องได้รับความเห็นจากกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ และสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก่อน
หลังจากนั้นจำเลยที่ ๑ ลงนามใน A.O.U. กับเอกอัครราชทูตออสเตรียประจำประเทศไทย โดยไม่มีข้อความตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติและนายสมัคร สุนทรเวช ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในขณะนั้นลงนามในข้อตกลงซื้อขายรถดับเพลิง เรือดับเพลิง และอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย กับจำเลยที่ ๕ ซึ่งมิได้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี ที่กำหนดให้ทำสัญญาแบบรัฐต่อรัฐ ไม่ได้มีความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งไม่ได้รับการตรวจร่างสัญญาจากสำนักงานอัยการสูงสุดอีกด้วย และต่อมาจำเลยที่ ๓ ซึ่งมีหน้าที่ทำการค้าต่างตอบแทน ผลักดันให้เพิ่มรายการไก่ต้มสุข อันเป็นกิจการของบริษัทในครอบครัวจำเลยที่ ๓ ในบัญชีรายการซื้อสินค้าตอบแทน และในที่สุดกรมการค้า ต่างประเทศลงนามในสัญญาการค้าต่างตอบแทนกับจำเลยที่ ๕ โดยที่จำเลยที่ ๕ ไม่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลออสเตรีย
โจทก์เห็นว่า กรุงเทพมหานครตกลงซื้อสินค้าจากจำเลยที่ ๕ ดังกล่าว โดย ไม่ได้ตรวจสอบชนิดและราคาสินค้า สินค้าบางรายการเป็นสินค้าผลิตในประเทศไทย ดังเช่น เรือดับเพลิงผลิตและประกอบขึ้นที่บริษัทซีทโบ๊ท จำกัด เมืองพัทยา และรถยนต์ ที่นำไปติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิงคือ รถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ แอล ๒๐๐ ก็ผลิตในประเทศไทย และมีราคาสูงกว่าราคาในท้องตลาด ซึ่งเป็นการไม่ชอบ
ต่อมาจำเลยที่ ๖ เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ ๖ รู้มาก่อนแล้วว่าจำเลยที่ ๔ และนายสมัครเปิด L/C ไว้ให้แก่จำเลยที่ ๕ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยที่ ๖ จะได้มีคำสั่งระงับการขอเปิด L/C และมีหนังสือขอให้จำเลย ที่ ๒ ทบทวนโครงการ แต่ต่อมาจำเลยที่ ๖ ก็ได้มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งระงับการขอเปิด L/C และให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) อนุมัติวงเงินเพื่อจ่ายแก่จำเลยที่ ๕ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและกรุงเทพมหานคร
ในวันนัดพิจารณาครั้งแรก จำเลยที่ ๕ ไม่ไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ มีคำสั่งจำหน่ายคดี จำเลย ที่เหลือให้การปฏิเสธ และเมื่อคดีเสร็จการพิจารณา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ นัดฟัง คำพิพากษาวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๖ แต่จำเลยที่ ๒ ไม่มาศาล ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ จึงเลื่อนการอ่านไปเป็นวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๖ และอ่านคำพิพากษา ลับหลังจำเลยที่ ๒ ในวันดังกล่าว
คดีนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ วินิจฉัยปัญหาสำคัญตามข้อต่อสู้ของจำเลย ที่ ๑ ตามที่จำเลยที่ ๑ ให้การโต้แย้งว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยไม่ชอบ เพราะก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างผู้แทนอัยการสูงสุดและผู้แทนคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง จนมีข้อยุติโดยการรวบรวมพยานหลักฐานครบทุกประเด็นต่างๆ ตามที่อัยการสูงสุดแจ้งเป็นข้อไม่สมบูรณ์แล้ว ผู้ฟ้องคดีนี้จึงต้องเป็นอัยการสูงสุด อีกทั้งการดำเนินการและการฟ้องคดีนี้ไม่ได้ปฏิบัติ ตามระยะเวลาที่กำหนดในมาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่มี อำนาจฟ้องคดีนี้
ปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวเคยกล่าวถึงมาแล้วว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ได้ส่งรายงานการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องคดีแต่อัยการสูงสุดมีหนังสือแจ้งข้อไม่สมบูรณ์ไปยังโจทก์เมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๑ เพื่อทราบ และมีการแต่งตั้งคณะทำงานร่วมกันทั้งสองฝ่าย คณะทำงานผู้แทนฝ่ายอัยการสูงสุด จำนวน ๘ คน และคณะทำงานผู้แทนโจทก์ จำนวน ๔ คน เพื่อพิจารณาพยานหลักฐานที่ไม่สมบูรณ์และรวบรวมพยานหลักฐานให้สมบูรณ์เพื่อส่งให้อัยการสูงสุดฟ้องคดีต่อไป คณะทำงานร่วมได้เริ่มพิจารณาและร่วมกันสอบปากคำพยาน บุคคลและรวบรวมพยานหลักฐานตามที่อัยการสูงสุดได้แจ้งข้อไม่สมบูรณ์นั้นในวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๒ เป็นต้นมาจนเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งจากรายงานการประชุมคณะทำงานครั้งที่ ๒/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๓ เอกสารหมาย ล.๒๖๐ คณะทำงานร่วมฝ่าย อัยการสูงสุดได้เสนอรายละเอียดความเห็นของคณะทำงานผู้แทนฝ่ายอัยการสูงสุด สรุปได้ว่า พยานหลักฐานแห่งคดีสมบูรณ์พอที่จะดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาได้เพียง ๔ คน ประกอบด้วยจำเลยที่ ๒ ที่ ๔ ที่ ๕ และนายสมัคร สุนทรเวช และเห็นว่า พยานหลักฐานไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๖ แต่ คณะทำงานผู้แทนโจทก์ยังยืนยันความเห็นที่ว่ามีพยานหลักฐานสมบูรณ์พอที่จะดำเนินคดี แก่ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนได้ตามมติของโจทก์ซึ่งได้ชี้มูลความผิดแล้ว เมื่อคณะทำงาน ทั้งสองฝ่ายยังคงมีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับการฟ้องคดีในส่วนของจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๖ และอัยการสูงสุดได้ส่งสำนวน รายงานการไต่สวนและเอกสารที่เกี่ยวข้อง คืนโจทก์เพื่อให้ฟ้องคดีเอง ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าคณะทำงานร่วมไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยวกับการฟ้องคดีดังกล่าวแล้ว อันเป็นเหตุตามมาตรา ๑๑ วรรคสอง ให้โจทก์มีอำนาจยื่นฟ้อง จำเลยทั้งหมดได้เองทั้งคดี โดยไม่จำต้องพิจารณาแยกฟ้องแต่เฉพาะจำเลยคนใดที่อัยการสูงสุดมีความเห็นต่างจนไม่อาจหาข้อยุติได้ โดยเฉพาะการกระทำตามคำฟ้องเป็นคดีที่ กล่าวหาจำเลยทั้งหมดว่ากระทำความผิดต่อกฎหมายอันเป็นข้อเท็จจริงเดียวกัน โจทก์จึงมี อำนาจฟ้องคดีได้ตามมาตรา ๒๓ (๒)
ส่วนระยะเวลาต่างๆ ที่มาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ กำหนดไว้นั้น ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาที่เป็นเงื่อนไขหรือกำหนดเวลาให้อำนาจในการฟ้องคดี เป็นเพียงกรอบเวลา ในการทำงานของผู้เกี่ยวข้องเพื่อเร่งรัดให้ฟ้องคดีโดยเร็ว มิให้บุคคลฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพิกเฉยหรือหน่วงเหนี่ยวให้ล่าช้าจนคดีขาดอายุความ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่คดี ทังลักษณะคดีเป็นการดำเนินคดีอาญาซึ่งอยู่ภายใต้บังคับการฟ้องคดีในอายุความ และตามมาตรา ๑๒ ยังแสดงชัดเจนว่าการยื่นฟ้องคดีเมื่อล่วงพ้นระยะเวลาตามมาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ สามารถกระทำได้ ถ้าได้ฟ้องภายในอายุความ ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีภายในอายุความ แม้ล่วงพ้นระยะเวลาตามาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ ย่อม เป็นการฟ้องคดีโดยชอบแล้ว
ส่วนในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนฟังได้ว่า การจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง พร้อมอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย มูลค่า ๖,๖๘๗,๔๘๙,๐๐๐ บาท ตามโครงการนี้ของกรุงเทพมหานคร ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับเงื่อนไขการจัดซื้อ ทั้งเป็นการจัดซื้อในราคาสูงกว่าปกติมาก แล้ววินิจฉัย การกระทำของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องว่า จำเลยที่ ๑ ลงนามใน A.O.U. โดยเชื่อว่า กรุงเทพมหานครตรวจสอบดีแล้ว จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ ๓ ไม่มีพยานหลักฐานว่ารู้เห็นด้วยกับเรื่องไก่ต้มสุก เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ จำเลยที่ ๓ จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง และจำเลยที่ ๖ กระทำการบนพื้นฐานของข้อมูลเท่าที่ปรากฏและใช้ดุลพินิจโดยชอบแล้ว ไม่มีความผิดตามฟ้องเช่นกัน
แต่สำหรับจำเลยที่ ๔ มีพฤติการณ์พยายามผลักดันโครงการ และมีส่วน เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการมาโดยตลอด มีพฤติการณ์ลุกลี้ลุกลนเสนอ เรื่องให้คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการก่อนนายสมัคร สุนทรเวช หมดวาระการดำรงตำแหน่งผู้ว่ากรุงเทพมหานครไม่นาน โดยจำเลยที่ ๔ ไม่เคยสืบราคาจากผู้จำหน่าย รายอื่นและเร่งรัดการเปิด L/C เห็นได้ชัดว่ามีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์แก่เอกชนคือจำเลย ที่ ๕ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ จึงเห็นว่าจำเลยที่ ๔ มีความผิดตามฟ้อง และจำเลย ที่ ๒ มีส่วนร่วมในการผลักดันโครงการและเกี่ยวข้องกับการจัดทำโครงการมาตั้งแต่แรก เช่นกัน เคยเดินทางไปดูงานที่ประเทศออสเตรียกับจำเลยที่ ๕ ด้วย ต่อมาเมือจำเลย ที่ ๖ มีหนังสือขอให้ทบทวนโครงการ จำเลยที่ ๒ กลับอ้าง A.O.U. และเร่งรัดให้เปิด L/C จนนำไปสู่การซื้อสินค้าราคาแพงและไม่มีคุณภาพเพื่อประโยชน์แก่จำเลยที่ ๕ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ ๔ มีความผิดตามฟ้อง
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ จึงพิพากษาว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗, ๘๓ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา มาตรา ๑๓ ประกอบมาตรา ๑๒ และ ๑๓ และจำเลยที่ ๔ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ประกอบ มาตรา ๘๓ และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ การกระทำของจำเลยที่ ๒ และที่ ๔ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าความผิดอันเกิดจากการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ บทหนัก จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑๒ ปี จำคุกจำเลยที่ ๔ มีกำหนด ๑๐ ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๖
ข้อสังเกต
คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ เรื่องนี้ วางหลักเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในกรณีที่คณะทำงานร่วมกันของผู้แทนอัยการสูงสุดและ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับการฟ้องคดีจำเลยบางคน โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าพยานหลักฐานสมบูรณ์เพียงพอที่จะฟ้องจำเลยทุกคน แต่ผู้แทนอัยการสูงสุดเห็นว่าพยานหลักฐานสมบูรณ์เพียงพอที่จะฟ้องจำเลยบางคน ก็ถือได้ว่าเป็นกรณีที่คณะทำงานร่วมไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยวกับการฟ้องคดีตามมาตรา ๑๑ วรรคสอง แล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีอำนาจยื่นฟ้องจำเลยทั้งหมดได้เองทั้งคดี โดยไม่จำต้องให้อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยคนที่ผู้แทนอัยการสูงสุดและคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นตรงกันว่าพยานหลักฐานสมบูรณ์เพียงพอที่จะฟ้อง และให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ฟ้องจำเลย คนที่ผู้แทนอัยการสูงสุด เห็นต่างกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. คือจำเลยคนที่อัยการสูงสุด เห็นว่าพยานหลักฐานไม่สมบูรณ์ เพียงพอที่จะฟ้อง ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ดังกล่าวน่าจะชอบแล้ว เพราะหากให้ต่างคนต่างเป็นโจทก์ฟ้อง คงจะทำให้เกิดความยุ่งยากในการดำเนินคดี อย่างยิ่ง
อ้างอิง : วิชา กฏหมายรัฐธรรมนูญ (อ.อธิคม อินทุภูติ) เล่มที่6 สมัยที่ 69
|