คำพิพากษาศาลฎีกาที่ อ.ม.๖๓/๒๕๕๘ เป็นคดีที่เรียกกันว่า คดีเขาพระวิหาร คดีนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ฟ้องนายนพดล ปัทมะ เป็นจำเลย โดยกล่าวหาว่า ขณะที่จำเลยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จำเลยร่วมกับนายสก อาน รองนายกรัฐมนตรีประเทศกัมพูชา จัดทำร่างคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา (Joint Communique) ลงวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๑ กรณีที่ไทยสนับสนุนกัมพูชาในการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก อันมีลักษณะ เป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศไทย หรือผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าคำแถลงการณ์ร่วมฯ ดังกล่าว อาจทำให้ประเทศไทยเสียดินแดน แต่จำเลยเสนอร่างคำแถลง การณ์ร่วมดังกล่าวให้ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติและคณะรัฐมนตรีพิจารณาและที่ประชุมเห็นชอบ ต่อมาวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑ จำเลยลงนามในคำแถลงการณ์ฯ ดังกล่าว สนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก พร้อมแผนที่ แนบท้าย ซึ่งมีผลทำให้ไทยต้องสละสิทธิในข้อสงวนที่ไทยจะเรียกร้องปราสาทพระวิหาร กลับคืนมาในอนาคต และมีผลเป็นการยอมรับโดยปริยายว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาอย่างสมบูรณ์ถาวรตลอดไป ทั้งยังเป็นการแสดงเจตนายืนยันอย่างชัดแจ้งถึงการยอมรับในแผนที่แนบท้ายซึ่งกำหนดแนวเขตที่จัดทำโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของกัมพูชา แต่ฝ่ายเดียว ข้อตกลงดังกล่าวจึงอาจมีผลผูกพันประเทศไทยและอาจทำลายน้ำหนักในการอ้างอิงเขตแดนที่ไทยยึดถือสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งเขตแดนมาโดยตลอด และมีผลเท่ากับรัฐบาลไทยสละสิทธิในการอุทธรณ์เรื่องปราสาทพระวิหารและพื้นที่บริเวณปราสาท ต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในอนาคตและสูญเสียสิทธิในการจัดการพื้นที่ทับซ้อนด้วย ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีผลเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศไทย หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง ซึ่งต้องขอความเห็นจากรัฐสภาก่อนลงนาม ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญไว้มีคำวินิจฉัยในเรื่องนี้ว่า คำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เป็นหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา จำเลยรู้อยู่แล้วว่าการลงนาม ในคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ที่สนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลกอาจมีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศไทย มีผลกระทบต่อสังคม แต่จำเลยกระทำโดยปกปิด ช่อนเร้น บิดเบือนข้อมูล ข้อเท็จจริง ความหมายแห่งถ้อยคำในสาระสำคัญของคำแถลงการณ์ร่วม ไม่แสดงสถานะของคำแถลงการณ์ร่วมที่แท้จริง อันจะมีผลต่อกระบวนการขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งไม่แสดงผลความผูกพันความเสียหายอันจะเกิดแก่ประเทศไทยอย่างชัดแจ้ง ไม่ยึดถือปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ และกระทำการขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศไทย และคนไทยทุกคน หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต คณะกรรมการ ป.ป.ช. โจทก์ ส่งรายงาน เอกสาร และความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีอาญาแก่จำเลย ต่อมาอัยการสูงสุดแจ้งข้อไม่สมบูรณ์ มีการตั้งคณะทำงานร่วมสองฝ่าย แต่คณะทำงานทั้งสองฝ่าย มีความเห็นแตกต่างกัน ไม่อาจหาข้อยุติได้ โจทก์จึงยื่นฟ้องคดีเอง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ จำเลยให้การปฏิเสธ
ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนฟังได้ว่า เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๔๙ ประเทศกัมพูชา ยื่นเอกสารต่อองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ ๒๑ ที่จะมีขึ้นในปี ๒๕๕๐ ณ เมืองไครสต์เชิรช์ ประเทศนิวซีแลนด์ โดยใช้แผนที่แสดงที่ตั้งปราสาทและพื้นที่อนุรักษ์ทางด้านทิศตะวันตกและทิศเหนือเนื้อที่ ๔.๖ ตาราง กิโลเมตร ที่ประเทศไทยและกัมพูชาต่างอ้างอธิปไตยทับซ้อนกัน ประกอบคำขอ ซึ่งมีแนวเขตรุกล้ำประเทศไทย วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ จำเลยเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการต่างประเทศ วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑ จำเลยเดินทางไป กรุงปารีสเพื่อร่วมเจรจากับนายสก อาน โดยมีผู้แทนระดับสูงขององค์การยูเนสโกเข้าร่วมประชุมด้วย มีข้อสรุปว่ากัมพูชาตกลงขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทและจะเสนอแผนผัง ให้ไทยพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนที่จะยื่นต่อคณะกรรมการมรดกโลก วันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๑ ฝ่ายกัมพูชายื่นแผนผังใหม่ให้ฝ่ายไทย กระทรวงการต่างประเทศให้กรมแผนที่ทหารไปทำการพิสูจน์ตามหลักวิชาและเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ แล้วยืนยันว่าไม่มีส่วนใดในแผนผังรุกล้ำเข้ามาในเขตไทย ทั้งสองฝ่ายจึงจัดทำร่างคำแถลงการณ์ร่วม เพื่อนำไปให้ผู้มีอำนาจของแต่ละฝ่ายพิจารณาก่อนลงนาม
ต่อมามีประชาชนนำเรื่องไปฟ้องต่อศาลปกครองกลาง พร้อมขอคุ้มครองฉุกเฉิน เพื่อให้ศาลมีคำสั่งห้ามคณะรัฐมนตรีนำคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ไปดำเนินการใดๆ ก่อนที่ศาลปกครองจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษา กับมีสมาชิกวุฒิสภาเข้าชื่อฟ้องศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า คำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เป็นหนังสือสัญญาตามความหมายของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง หรือไม่ ศาลปกครองกลางวินิจฉัยแล้วมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ ชั่วคราวก่อนพิพากษา ห้ามมิให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรีดำเนินการใดๆ ที่เป็นการอ้างหรือใช้ประโยชน์จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ ที่เห็นชอบคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา และการดำเนินการตามมติตังกล่าว ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน และ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า คำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เป็นหนังสือสัญญาที่อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต ของประเทศ ทั้งยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง จำเลยมีหนังสือชี้แจงระงับแถลงการณ์ร่วม และห้ามที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกนำแถลงการณ์ร่วมไปประกอบหรืออ้างอิงในการพิจารณาว่าจะขึ้นทะเบียน ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกหรือไม่ และขอเลื่อนการประชุมออกไป แต่ในที่สุด คณะกรรมการมรดกโลกมีมติให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
ปัญหาข้อกฎหมายที่สำคัญในคดีนี้มีว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๖-๗/๒๕๕๑ ที่วินิจฉัยว่า คำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาเป็นหนังสือสัญญาที่อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย ทั้งยังมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มีผลผูกพันศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ หรือไม่ เพราะโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะไม่นำคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ไปขอความเห็นชอบรัฐสภาก่อนลงนาม แต่จำเลยต่อสู้ว่า คำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ไม่ต้องด้วยรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน
ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาฯ วินิจฉัยว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ตามความในมาตรา ๒๑๖ วรรคห้า ของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มีผลบังคับอยู่ในเวลานั้น ที่บัญญัติว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ ” และแม้ต่อมา ปรากฏว่าเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ คณะรักษาความสงบแห่งชาติทำการยึด อำนาจการปกครองประเทศไทยเป็นผลสำเร็จและประกาศให้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ สิ้นสุด แต่ก็ได้ออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑/๒๕๕๗ เรื่อง การสิ้นสุดของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยข้อ ๕ ยังระบุให้ศาลทั้งหลาย คงมีอำนาจพิจารณาและพิพากษาอรรถคดีตามบทกฎหมายและประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และยังคงบัญญัติรับรองอำนาจของผู้พิพากษาและตุลาการไว้ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๕๗ มาตรา ๒๖ ว่า “ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการ พิจารณาคดีในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ให้เป็นไปโดยยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย” อันเป็นการยอมรับอำนาจของผู้พิพากษา ตุลาการ และศาลทั้งหลาย และเป็นการรับรองให้กฎหมายทั้งปวง รวมถึงผลบังคับในทางกฎหมายตามคำพิพากษา ของศาลที่มีอยู่ก่อนคณะรักษาความสงบแห่งชาติเข้าควบคุมการปกครองประเทศ ว่ามีอยู่ อย่างไรคงมีอยู่ต่อไปอย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ สิ้นสุดลง หาได้มีผลลบล้างว่า ไม่มีการกระทำของจำเลยเกิดขึ้นในขณะรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวใช้บังคับหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นการขัดรัฐธรรมนูญแต่ประการใด องค์คณะฯ จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ ๖-๗/๒๕๕๑ ยังคงผูกพันศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ และเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้อำนาจศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ หรืองค์กรอื่นมีอำนาจเพิกถอนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้แล้ว ก็ต้องถือว่าคำวินิจฉัยของศาล รัฐธรรมนูญที่ ๖-๗/๒๕๕๑ เป็นเด็ดขาด จำเลยไม่อาจโต้แย้งได้ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ส่วนปัญหาว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้แทนยูเนสโกเป็นผู้จัดทำร่างคำแถลงการณ์ดังกล่าว และก่อนจำเลย ยอมรับร่างคำแถลงการณ์ดังกล่าว จำเลยปรึกษาหารือกับคณะทำงานซึ่งเป็นข้าราชการ ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศที่ไปด้วยกันอย่างรอบคอบ ทั้งไม่ปรากฏหลักฐานว่า จำเลยกับพรรคพวกมีผลประโยชน์แอบแฝง ไม่มีพยานหลักฐานใดแสดงว่าจำเลยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้าไปมีหุ้นในบริษัทสำรวจและขุดเจาะน้ำมันที่ได้รับอนุญาต ในอ่าวไทย ข้าราชการระดับสูงและนักกฎหมายอาวุโสของกระทรวงการต่างประเทศ ส่วนใหญ่มีความเห็นว่า แถลงการณ์ร่วมฯ ไม่ใช่สนธิสัญญาและไม่ต้องเข้าสภา จะฟังว่า จำเลยมีเจตนาหลีกเลี่ยงไม่นำร่างคำแถลงการณ์ร่วมให้รัฐสภาพิจารณาเห็นชอบก่อนลงนามหาได้ไม่ นอกจากนี้ตามคำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเมื่อวันที่ ๑๑ พ.ย. ๒๕๕๖ ปรากฏว่า การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ไม่รวมถึงพื้นที่ พิพาทระหว่างไทยและกัมพูชา คำแถลงการณ์ร่วมจึงไม่ได้กระทบกระเทือนถึงสิทธิในดินแดนของประเทศไทย รวมถึงสิทธิทวงคืนปราสาทพระวิหาร ทั้งยังทำให้ไทยได้เปรียบ ในการเจรจาเรื่องเขตแดนต่อไป
องค์คณะฯ จึงมีมติโดยเสียงข้างมาก ๖ ต่อ ๓ ว่า จำเลยไม่มีเจตนาปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ไม่เป็นความผิดตาม ป.อาญา มาตรา ๑๕๗ พิพากษายกฟ้อง
อ้างอิง : วิชา กฏหมายรัฐธรรมนูญ (อ.อธิคม อินทุภูติ) เล่มที่6 สมัยที่ 69
|