คดีที่ศาลต้องมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดี
มาตรา ๑๓๓ บัญญัติว่า “เมื่อศาลมีได้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตราก่อน ให้ศาลชี้ขาดคดีนั้นโดยทำเป็นคำพิพากษาหรือ คำสั่งในวันที่สิ้นการพิจารณา แต่เพื่อการที่จะพิเคราะห์คดีต่อไป ศาลจะเลื่อน การพิพากษาหรือการทำคำสั่งต่อไปในวันหลังก็ได้ตามที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์ แห่งความยุติธรรม”
หลักของมาตรานี้ คือ ถ้าศาลมิได้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความดังที่บัญญัติ ไว้ในมาตรา ๑๓๒ ให้ศาลชี้ขาดคดีนั้นโดยทำเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งในวันที่สิ้นการพิจารณา แต่หากไม่สามารถพิพากษาหรือมีคำสั่งในวันดังกล่าวเพราะจะต้องใช้เวลาพิเคราะห์คดี ศาลจะเลื่อนการพิพากษาหรือการทำคำสั่งต่อไปในวันหลังก็ได้ตามที่เห็นสมควร เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
ตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาของมาตรานี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๒๕/๒๕๑๐ อำนาจสั่งจำหน่ายคดีตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๓๒ นั้น กฎหมายให้อำนาจศาลไว้เพื่อใช้ ตามสมควรแก่กรณี ไม่ใช่บังคับว่าจะต้องจำหน่ายคดีเสมอไป ถ้าศาลใช้ดุลพินิจไม่สั่งจำหน่ายก็ต้องชี้ขาดตัดสินไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๓๓
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๙๒๓/๒๕๔๕ ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ ๔ นำพยานเข้าสืบเป็นลำดับสุดท้าย จำเลยที่ ๔ นำพยานเข้าสืบได้ ๑ ปาก แล้วแถลงว่า ยังติดใจสืบอีกเพียง ๑ ปาก ขอเลื่อนคดีไปสืบพยานปากนี้ในนัดหน้า ศาลชั้นต้นอนุญาต ให้เลื่อนไปสืบพยานจำเลยที่ ๔ ในวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๐ เวลา ๘.๓๐ นาฬิกา แต่เมื่อถึงวันนัด จำเลยที่ ๔ ไม่มาศาล โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้นจึงถือว่า จำเลยที่ ๔ ไม่มีพยานมาสืบ ให้งดสืบพยานจำเลยที่ ๔ คดีเป็นอันเสร็จการพิจารณา นับเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาตามลำดับขั้นตอนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เพราะจำเลยที่ ๔ เป็นคู่ความที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเป็นลำดับสุดท้าย เมื่อจำเลยที่ ๔ ไม่มีพยานมาสืบแล้วต้องถือว่าคดีเสร็จการพิจารณา
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๗ และมาตรา ๑๓๓ วางหลักไว้ว่า ศาลจะต้องทำการนั่งพิจารณาต่อเนื่องกันไปจนกว่าจะเสร็จการพิจารณา และพิพากษาคดี โดยให้ศาลมีคำพิพากษาในวันที่เสร็จสิ้นการพิจารณา ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำลังในวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๐ ว่าคดีเสร็จการพิจารณาและรอฟังคำพิพากษา และในวันดังกล่าวศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาชี้ขาดคดี ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมาย
คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๘๒/๒๕๔๕ จำเลยทราบกำหนดวันนัดไต่สวนคำร้อง ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาชั้นอุทธรณ์แล้วไม่มาศาล การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันนัดไต่สวนคำร้องว่าให้งดการไต่สวน แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๗ และมาตรา ๑๓๓ ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นให้งดการไต่สวน ก็ถือว่าคดีเสร็จการพิจารณา จึงมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยเสียได้ และคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ว่าหากจำเลยประสงค์ที่จะอุทธรณ์ ให้นำค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาวางศาลภายใน ๗ วัน นับแต่วันนี้ มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจอุทธรณ์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องขอดำเนินคดี อย่างคนอนาถา ซึ่งถือว่าจำเลย ได้ทราบแล้วในวันดังกล่าว โดยศาลชั้นต้นไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบอีก การที่จำเลยมิได้นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ไปวางศาลภายในเวลาที่กำหนดไว้ ทั้งมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลชอบที่ศาลชั้นต้น จะมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องอุทธรณ์
หมายเหตุ เรื่องนี้เป็นตัวบทเก่าเรื่องการขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ตัวบทประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในปัจจุบันคือเรื่องการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ซึ่งยังนำมาเทียบเคียงกันได้
|