คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๘๐๔/๒๕๕๗ โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ที่ ๑ โดยโจทก์ที่ ๑ ครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๐ กรณีเช่นนี้จึงมิใช่แย่งการครอบครองที่จะต้องฟ้องคดีภายใน ๑ ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครองครอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๗๕ วรรคสอง เพราะการแย่งการครองครองจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อที่ดินเป็นของผู้อื่นเท่านั้น คดีนี้จึงไม่มีประเด็นพิพาทเรื่องแย่งการครอบครอง
สรุป คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองเพราะได้ครอบครองถือสิทธิมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๐ จำเลยเข้ามารบกวนการครอบครองขอให้ศาลบังคับขับไล่จำเลย จำเลยให้การยกข้อต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นสิทธิของจำเลย กล่าวโดยสรุปเป็นคดีที่คำฟ้องและคำให้การตั้งข้อพิพาทกันว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงนี้ ไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องการแย่งการครอบครอง เพราะทั้งโจทก์ และจำเลยไม่ได้ยกข้ออ้างและข้อเถียงว่าด้วยการได้สิทธิมาโดยการแย่งการครอบครอง เรื่องการแย่งการครอบครองจึงไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ คู่ความจะสืบพยาน หลักฐานเกี่ยวกับการแย่งการครอบครองไม่ได้ เพราะเป็นพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวแก่ประเด็น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในเรื่องการแย่งสิทธิครอบครองกันจึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้อง นอกคำให้การ เป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ การที่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีอุทธรณ์ว่าที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าไม่ได้แย่งการครอบครองไม่ชอบ เพราะความจริง ได้แย่งการครอบครองโดยชอบแล้ว เป็นการอุทธรณ์ในเนื้อหาของเรื่องที่ไม่ได้เป็นประเด็นข้อพิพาท จึงเป็นการอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง
อ้างอิง : หนังสือรวมคำบรรยายเนติ 2/70 วิชา กฏหมายพยานหลักฐาน(ศอ.จรัญ ภักดีธนากุล) เล่มที่7 การบรรยายครั้งที่3
|