คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา
ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 46
คำพิพากษาฎีกาที่ 479/2557 เนติฯ ตอนที่ 2 หน้า 242
จำเลยมิได้เป็นฝ่ายก่อเหตุหาเรื่องก่อน ใช้อาวุธยิงผู้ตายกับพวก หลังจาก ศ. บุตรชายจำเลย ถูกพวกผู้ตายใช้อาวุธยิงที่บริเวณหน้าท้อง 1 นัด และ ศ. ได้ร้องตะโกนให้จำเลยช่วย ถือว่าภยันตรายอันละเมิดต่อกฎหมายได้เกิดขึ้นแล้วในขณะนั้น จำเลยย่อมมีสิทธิ ที่จะใช้อาวุธปืนยิงไปเพื่อป้องกัน ศ. บุตรชายไม่ให้ถูกพวกผู้ตายยิงซ้ำให้ถึงแก่ความตาย
แต่หลังจากนั้น พวกของผู้ตายยังใช้อาวุธปืนยิงไปที่จำเลยอีก 1 นัด ดังนี้ ภยันตรายที่จำเลยจำต้องป้องกันยังไม่หมดสิ้นไป จำเลยมีสิทธิ ใช้อาวุธปืนยิงโต้ตอบไปอีกเพื่อป้องกันตัวได้ ถึงแม้กระสุนปืนที่จำเลยยิงไปถูกผู้ตาย ซึ่งยืนอยู่บริเวณใกล้เคียงกลุ่มพวกผู้ตาย แต่ก็เป็นการที่จำเลยยิงโต้ตอบ ไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ในสภาพที่มองเห็นกันไม่ชัดไม่ทราบว่าใคร จำเลยย่อมไม่อาจเลือกยิงคนที่ยิงจำเลยและ ศ.ได้ และคงใช้อาวุธยิงสวนไปตามทิศทาง ที่มีผู้ใช้อาวุธยิงมาที่จำเลย
การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันสิทธิ์ของตน และผู้อื่น พอสมควรแก่เหตุ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68
ในคดีส่วนแพ่ง ถึงแม้จำเลยขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 โดยให้ยกฟ้องโจทก์ ซึ่งย่อมหมายถึงยกฟ้องโจทก์ร่วมด้วย โดยจำเลยไม่ได้โต้เถียงคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในส่วนแพ่งว่า ไม่ถูกต้องอย่างไร ที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง
แต่เมื่อคดีอาญาฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา46 ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 จึงต้องฟังว่าจำเลยมิได้กระทำละเมิด จำเลยไม่จำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม
|