กรณีเกี่ยวกับขับรถพุ่งเข้าชนเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ มีคำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจดังนี้
1. 3270/2552 ศาลฎีกาพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ ไม่เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่
2. 7676/2549 ศาลฎีกาพิพากษาว่า ตามพฤติการณ์และการกระทำดังกล่าวเชื่อว่าจำเลยเพียงแต่มีเจตนาที่จะหลบหนีให้พ้นการตรวจค้นและจับกุมของผู้เสียหายทั้งสองกับพวกเท่านั้นหาได้มีเจตนาฆ่าไม่
3. 584/2545 เป็นคำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตามมาตรา 227 (ขอไม่กล่าวถึง)
4. 6576/2542 ศาลฎีกาพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือไม่
ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงตามพฤติการณ์ตามแนวคำพิพากษาฎีกาไป เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการตอบข้อสอบ ควรอ่านย่อยาวด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3270/2552
ป.อ. มาตรา 22, 296
ตามพฤติการณ์จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นได้ว่า รถที่จำเลยที่ 1 ขับอาจเฉี่ยวชนผู้เสียหายให้ได้รับอันตรายแก่กายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ ไม่เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่
คำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีที่ขอให้นับโทษต่อ แม้จะระบุคำขอท้ายฟ้องให้นับโทษต่อก็เป็นคำขอที่ไม่มีข้อเท็จจริงในคำฟ้องเพราะคำฟ้องมิได้บรรยายไว้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่ขอให้นับโทษต่อข้อความที่โจทก์ระบุมาในคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องอื่นที่มิได้ระบุว่าขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในส่วนดังกล่าวเป็นเพียงคำอธิบายและเหตุผลของโจทก์ในการขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องไม่อาจถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบรรยายมาในคำฟ้องโจทก์แล้ว โจทก์จะขอให้ถือเอาคำขอท้ายฟ้องซึ่งมีข้อเท็จจริงนอกเหนือไปกว่าที่กล่าวไว้ในฟ้องไปนับโทษติดต่อกันเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42, 64 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 21, 22, 24, 25, 152 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 84, 91, 289, 371 ริบของกลางนับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 679/2544 ของศาลจังหวัดขอนแก่น และโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 471/2542 ของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมโดยจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาขับรถไม่มีใบอนุญาต ขับรถโดยฝ่าฝืนสัญญาณจราจร ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืน โดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42, 64 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง, 22 (2), 24 (3), 25 (1), 152 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (2) ประกอบด้วยมาตรา 80 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต จำคุก 1 เดือน ฐานขับรถฝ่าฝืนสัญญาณจราจร ปรับ 1,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 วัน ปรับ 500 บาท ฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่จำคุกตลอดชีวิตคำรับข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 1 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 53 จำคุก 37 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 37 ปี 6 เดือน 15 วัน ปรับ 500 บาท และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 679/2544 ของศาลจังหวัดขอนแก่น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 471/2542 ของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังมิได้มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ ริบของกลางทั้งหมด
จำเลยที่ 1 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 ประกอบด้วยมาตรา 80 จำคุก 2 ปี ลดโทษหนึ่งในสี่แล้ว จำคุก 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษความผิดกระทงอื่นแล้ว รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน 15 วัน ปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอนับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่679/2544 ของศาลจังหวัดขอนแก่น คืนอาวุธปืนขนาด .38 และกระสุนปืนขนาด .38 ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 1 ซึ่งขับรถยนต์เก๋งมีจำเลยที่ 2 นั่งมาด้วยกันในรถฝ่าด่านตรวจค้นไป มาดำเนินคดีหลายข้อหา ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานขับรถยนต์โดยไม่มีใบอนุญาตและขับรถฝ่าฝืนสัญญาณจราจร โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นอันยุติ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือไม่ โจทก์นำสืบว่าบริเวณที่เกิดเหตุเป็นสี่แยกถนนสายหล่มสัก - พิษณุโลก ซึ่งเป็นถนนสายหลักเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดตัดกับถนนสายบ้านน้ำชุน - บ้านน้ำก้อ ขณะเกิดเหตุเป็นเวลา 20.20 นาฬิกา มีแสงสว่างจากไฟฟ้าสาธารณะข้างทางและไฟนีออนที่แผงไฟจราจรซึ่งนำไปตั้งขวางทางที่กลางสี่แยกส่องสว่างมองเห็นได้ในระยะ 150 เมตร ร้อยตำรวจโทบุญเลิศ ผู้เสียหายเบิกความว่า มีเจ้าพนักงานตำรวจประมาณ 15 คน ยืนอยู่กลางถนนด้านหน้าห่างจากแผงไฟจราจรประมาณ 30 เมตร คอยให้สัญญาณเรียกให้รถยนต์ที่แล่นผ่านมาจอดที่ข้างทาง ส่วนผู้เสียหายและเจ้าพนักงานตำรวจอีก 2 คน ยืนอยู่ด้านหลังแผงไฟจราจรห่างประมาณ 3 เมตร คอยให้สัญญาณเรียกให้รถที่ผ่านจุดแรกมาจอดเพื่อตรวจค้นอีกครั้งหนึ่ง จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์เก๋งสีขาวมีจำเลยที่ 2 นั่งมาในรถแล่นผ่านมาด้วยความเร็วประมาณ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงถึงจุดเจ้าพนักงานตำรวจชุดแรกยืนอยู่ลักษณะชะลอความเร็วรถลงแต่ไม่จอดข้างทาง ผู้เสียหายจึงออกไปที่กลางถนนให้สัญญาณมือและสัญญาณนกหวีดเรียกให้หยุดขณะรถจำเลยที่ 1 อยู่ห่างประมาณ 10 เมตร จำเลยที่ 1 ยังไม่หยุดรถเพียงชะลอความเร็วรถลงเมื่อขับเข้ามาใกล้ระยะห่างจากผู้เสียหายประมาณ 3 เมตร กลับเร่งความเร็วรถขับพุ่งตรงมาที่ผู้เสียหายซึ่งยืนอยู่ที่กลางถนนคนเดียว ผู้เสียหายต้องกระโดดหลบรถเข้าข้างทางแล้วจำเลยที่ 1 ขับรถหลบหนี ผู้เสียหายกับพวกจึงนำรถยนต์ออกแล่นติดตามไปพบรถยนต์จำเลยที่ 1 จอดอยู่บริเวณหน้าห้องน้ำในสถานีบริการน้ำมันห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 1 กิโลเมตร จับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมอาวุธปืนของกลาง แต่ผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าสถานีบริการน้ำมันดังกล่าวอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 500 เมตร และเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า แผงไฟจราจรสามารถมองเห็นได้ในระยะ 500 เมตร ส่วนพันตำรวจโทธีรพงษ์ ประจักษ์พยานผู้ร่วมจับกุมอีกปากหนึ่งเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์มาถึงที่เกิดเหตุด้วยความเร็วประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เจ้าพนักงานตำรวจให้สัญญาณนกหวีดเรียกให้หยุด จำเลยที่ 1 ไม่ยอมหยุด ขณะนั้นผู้เสียหายยืนอยู่ท้ายด่านห่างจากพยานประมาณ 8 เมตร ได้ออกมายืนขวางทางเดินรถเพื่อให้หยุดรถ จำเลยที่ 1 กลับขับรถแล่นเข้าหาผู้เสียหายกับพวกโดยไม่ยอมหยุดรถ ผู้เสียหายกระโดดออกจากช่องเดินรถและจำเลยที่ 1 ขับรถแล่นเลยด่านหลบหนี พยานกับพวกนำรถยนต์ออกแล่นติดตามไปจับกุมจำเลยทั้งสองได้ที่บริเวณห้องน้ำในสถานีบริการน้ำมัน บันทึกการจับกุมซึ่งจัดทำขึ้นในวันเกิดเหตุมีข้อความระบุว่า เจ้าพนักงานตำรวจที่ด่านตรวจให้สัญญาณมือเพื่อให้หยุดรถจำเลยที่ 1 ไม่หยุดขับรถพุ่งผ่านด่านด้วยความรวดเร็ว เจ้าพนักงานตำรวจยืนขวางทางรถให้สัญญาณนกหวีดยาวให้หยุดรถทันที จำเลยที่ 1 ไม่หยุดขับรถพุ่งเข้าใส่อีก เจ้าพนักงานตำรวจต้องพากันหลบเข้าข้างทาง ส่วนผู้เสียหายยืนอยู่เกือบสุดจุดตรวจออกมายืนขวางให้สัญญาณหยุดรถ จำเลยที่ 1 ยังคงขับรถพุ่งเข้าใส่อีกผู้เสียหายต้องกระโดดหลบเข้าข้างทาง หากผู้เสียหายกับพวกไม่กระโดดหลบต้องได้รับอันตรายถึงชีวิต เพราะจำเลยที่ 1 ขับรถพุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็ว เห็นได้ว่าพยานโจทก์แตกต่างขัดแย้งกันเองเป็นพิรุธจึงมีน้ำหนักรับฟังน้อย อย่างไรก็ดีจำเลยที่ 2 ให้การในชั้นสอบสวนในวันรุ่งขึ้นจากวันเกิดเหตุว่า จำเลยที่ 1 ขับรถมาด้วยความเร็วประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อมาถึงเห็นด่านเจ้าพนักงานตำรวจที่เกิดเหตุได้ลดความเร็วลงเหลือ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตรงตามคำเบิกความของผู้เสียหาย น่าเชื่อว่าขณะมาถึงด่านบริเวณที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความเร็วประมาณ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แล้วชะลอความเร็วลงอีกแต่ไม่ยอมจอดรถข้างทางโดยขับรถผ่านเจ้าพนักงานตำรวจชุดแรกที่ยืนอยู่บริเวณก่อนถึงแผงไฟจราจรไป เมื่อผู้เสียหายเห็นเหตุการณ์ออกมายืนขวางที่กลางถนนเรียกให้หยุดจำเลยที่ 1 ยังไม่หยุดรถเพียงชะลอความเร็วรถลงอีก เมื่อขับถึงระยะห่างผู้เสียหายประมาณ 3 เมตร จึงเร่งความเร็วรถพุ่งตรงมาทางที่ผู้เสียหายยืนอยู่จนผู้เสียหายต้องกระโดดหลบเข้าข้างทางดังที่ผู้เสียหายเบิกความ เห็นได้ว่าจากลักษณะการขับรถของจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ขับรถด้วยความเร็วสูงพุ่งเข้าชนผู้เสียหายแต่แรก แต่ชะลอความเร็วรถลงต่ำกว่า 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้ว เพื่อมาเร่งความเร็วรถเมื่อรถอยู่ห่างจากผู้เสียหายเพียงประมาณ 3 เมตร ทั้งจำเลยที่ 1 มิได้หักรถเลี้ยวแล่นไล่ตามเพื่อจะพุ่งชนผู้เสียหายแต่อย่างใด ส่อแสดงว่าจำเลยที่ 1 มิได้มุ่งประสงค์จะขับรถพุ่งเข้าชนผู้เสียหายด้วยเจตนาฆ่า แต่จำเลยที่ 1 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า มีเจ้าพนักงานตำรวจคนหนึ่งมายืนขวางรถกางมือลักษณะเรียกให้หยุดรถเป็นการเจือสมพยานโจทก์ข้อเท็จจริงได้ความจากคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสอง บันทึกการจับกุม บันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ และคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสมคิด พนักงานสอบสวนว่า เมื่อรถมาถึงด่านตรวจที่เกิดเหตุ จำเลยทั้งสองถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเพราะจำเลยที่ 2 มีอาวุธปืนพกไม่มีทะเบียน 2 กระบอก พร้อมกระสุนปืนอยู่ในรถ จำเลยที่ 1 ขับรถผ่านด่านจุดตรวจไปมีผู้เสียหายวิ่งมาขวางหน้ารถ จำเลยที่ 1 ขับรถพุ่งเข้าหาผู้เสียหายจนผู้เสียหายต้องกระโดดหลบแล้วจำเลยที่ 1 ขับรถหลบหนีไป ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นได้ว่า รถที่จำเลยที่ 1 ขับอาจเฉี่ยวชนผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ ไม่เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ส่วนฎีกาโจทก์ที่ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำเลยในคดีอื่นนั้นตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องลงวันที่ 17 ตุลาคม 2545 โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเฉพาะในส่วนคำขอท้ายฟ้องหน้าที่ 5 บรรทัดที่ 5 ต่อจาก “ริบของกลางทั้งหมด” เพิ่มเติมว่า “นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 679/2544 ของศาลจังหวัดขอนแก่นและนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 471/2542 ของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์” เท่านั้น นอกจากที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวโจทก์ยังคงฟ้องเดิมไว้ทุกประการ จึงต้องถือว่าคำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีที่ขอให้นับโทษต่อ แม้จะระบุคำขอท้ายฟ้องให้นับโทษต่อก็เป็นคำขอที่ไม่มีข้อเท็จจริงในคำฟ้องเพราะคำฟ้องมิได้บรรยายไว้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่ขอให้นับโทษต่อ ข้อความที่โจทก์ระบุมาในคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องอื่นที่มิได้ระบุว่าขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในส่วนดังกล่าวเป็นเพียงคำอธิบายและเหตุผลของโจทก์ในการขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง ไม่อาจถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบรรยายมาในคำฟ้องโจทก์แล้ว โจทก์จะขอให้ถือเอาคำขอท้ายฟ้องซึ่งมีข้อเท็จจริงนอกเหนือไปกว่าที่กล่าวไว้ในฟ้องไปนับโทษติดต่อกันเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกคำขอนับโทษต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 679/2544 ของศาลจังหวัดขอนแก่นนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน”
พิพากษายืน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7676/2549
ป.อ. มาตรา 59, 80, 289
แม้โจทก์จะมีผู้เสียหายทั้งสองและจ่าสิบตำรวจ ส. เบิกความยืนยันว่า เมื่อผู้เสียหายที่ 2 เปิดสัญญากระบองไฟส่งสัญญาณให้จำเลยหยุดรถแต่จำเลยซึ่งชะลอความเร็วรถลงกลับเร่งความเร็วพุ่งเข้าชนผู้เสียหายทั้งสองก็ตาม แต่ขณะที่จำเลยเร่งความเร็วรถพุ่งเข้าชนผู้เสียหายทั้งสองนั้น รถจำเลยอยู่ห่างผู้เสียหายทั้งสองประมาณ 5 เมตร ซึ่งในระยะดังกล่าวถือได้ว่าเป็นระยะกระชั้นชิดและการเร่งความเร็วรถเพื่อพุ่งเข้าชนก็เป็นไปโดยกะทันหัน จึงไม่เชื่อว่าผู้เสียหายทั้งสองจะทันระมัดระวังและกระโดดหลบได้ทัน โดยเฉพาะผู้เสียหายที่ 1 ยิ่งไม่น่าจะกระโดดหลบหนีได้เลย เพราะขณะนั้นผู้เสียหายที่ 1 ยืนอยู่ติดกับรถยนต์กระบะที่เจ้าพนักงานตำรวจจอดอยู่ ไม่มีพื้นที่เหลือพอที่จะกระโดดหลบหนีไปได้และรถยนต์ของจำเลยย่อมจะพุ่งเข้าชนหรือเฉี่ยวชนรถยนต์กระบะด้วย ไม่น่าจะหักหลบรถยนต์กระบะไปได้ทั้งขณะเกิดเหตุจำเลยมีสิ่งของผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ในรถ ตามพฤติการณ์และการกระทำดังกล่าวเชื่อว่าจำเลยเพียงแต่มีเจตนาที่จะหลบหนีให้พ้นการตรวจค้นและจับกุมของผู้เสียหายทั้งสองกับพวกเท่านั้นหาได้มีเจตนาฆ่าไม่
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80,91, 289 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ, 74 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 97 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 4, 6, 22, 29 และริบของกลางกับเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย
จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และความผิดต่อพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน และรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (2), ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 38 วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง, 74 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 23 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน จำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนจำคุก 1 ปี ฐานมีวัตถุระเบิด จำคุก 3 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญายกเว้นข้อหามีเมทแอมเฟตามีนเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 สำหรับข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน ศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตจึงไม่อาจเพิ่มโทษได้ ข้อหามีและพาอาวุธปืนกับมีวัตถุระเบิดเพิ่มโทษหนึ่งในสามแล้วเป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน ข้อหามีเมทแอมเฟตามีนเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งเป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน ข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงานทางนำสืบจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 เป็นจำคุก 33 ปี 4 เดือน ส่วนข้อหาอื่นจำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก 3 ปี 13 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุก 36 ปี 17 เดือน ริบของกลาง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้ขับรถยนต์เก๋งหมายเลขทะเบียน ก - 1299 สระบุรี ตามถนนสายคันคลองยายนาค - บ้านกระทุ่มราย จากถนนคันคลองลพบุรี - บ้านแพรก มุ่งหน้าทางด้านดอนโพธิ์ เมื่อถึงที่เกิดเหตุสิบตำรวจโทสายันต์ วิรัตน์เกษม ผู้เสียหายที่ 1 กับสิบตำรวจโทพิเชษฐ์ ศรีจริยา ผู้เสียหายที่ 2 ได้ออกไปยืนขวางทางเพื่อให้จำเลยหยุดรถและตรวจค้น แต่จำเลยขับรถผ่านผู้เสียหายทั้งสองกับพวกแล้วหลบหนีการจับกุมต่อมาจ่าสิบตำรวจสำเนา ปีเจริญ กับผู้เสียหายทั้งสองและพวกติดตามจับกุมจำเลยได้ที่บ้านพักและตรวจค้นรถยนต์ของจำเลย พบอาวุธปืนพกชนิดประกอบขึ้นเอง ไม่มีเครื่องหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืนขนาด .22 มิลลิเมตร 1 นัด วัตถุระเบิดแสวงเครื่องชนิดจัดทำขึ้นเอง 2 ลูก เมทแอนเฟตามีน 2 เม็ด และเครื่องวิทยุคมนาคม 1 เครื่อง จึงยึดเป็นของกลาง คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยในชั้นฎีกาเพียงว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ด้วยการขับรถพุ่งเข้าชนผู้เสียหายทั้งสองหรือไม่
ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า จ่าสิบตำรวจสำเนากับพวกสืบทราบว่า จำเลยลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงวางแผนดักซุ่มจับกุมจำเลยที่บริเวณเชิงสะพานข้ามคลองยายนาคบนถนนสายคันคลองยายนาค - บ้านกระทุ่มราย ซึ่งเป็นทางเข้าบ้านจำเลย ครั้นถึงวันเวลาเกิดเหตุขณะจำเลยขับรถข้ามสะพานข้ามคลองยายนาคมาผู้เสียหายทั้งสองออกไปยืนกลางถนนและผู้เสียหายที่ 2 เปิดกระบองไฟให้สัญญาณไฟกะพริบสีแดงเพื่อให้จำเลยหยุดรถ จำเลยชะลอความเร็วลง แต่เมื่อรถแล่นมาใกล้ผู้เสียหายทั้งสองจำเลยได้เร่งความเร็วรถพุ่งเข้าชนผู้เสียหายทั้งสอง ผู้เสียหายที่ 2 กระโดดหลบไปข้างทางได้ทัน ส่วนผู้เสียหายที่ 1 หลบไม่ทัน ถูกรถเฉี่ยวชนล้มลงได้รับบาดเจ็บที่เข่าซ้ายและหลังมือซ้าย หลังจากนั้นจำเลยขับรถหนีไปที่บ้าน จ่าสิบตำรวจสำเนากับพวกติดตามไปจับกุมจำเลยได้พร้อมของกลาง
จำเลยนำสืบว่า ขณะที่จำเลยขับรถข้ามสะพานข้ามคลองยายนาคจำเลยเห็นรถยนต์กระบะจอดอยู่เชิงสะพาน จึงชะลอรถเนื่องจากถนนเชิงสะพานเป็นหลุมและจะขับรถหลีกรถยนต์กระบะ จากนั้นมีคนหลายคนกระโดดลงจากท้ายรถยนต์กระบะมาทุบหลังคารถจำเลย จำเลยเข้าใจว่าเป็นคู่อริจึงขับรถผ่านไป แต่ไม่ได้เร่งความเร็ว เมื่อขับรถถึงบ้านแล้วเจ้าพนักงานได้ติดตามมาจับกุมและยึดของกลางได้ภายในรถยนต์
พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า แม้โจทก์จะมีผู้เสียหายทั้งสองและจ่าสิบตำรวจสำเนาเบิกความยืนยันว่า เมื่อผู้เสียหายที่ 2 เปิดสัญญาณกระบองไฟส่งสัญญาณให้จำเลยหยุดรถแต่จำเลยซึ่งชะลอความเร็วรถลงกลับเร่งความเร็วพุ่งเข้าชนผู้เสียหายทั้งสองก็ตามแต่ขณะที่จำเลยเร่งความเร็วรถพุ่งเข้าชนผู้เสียหายทั้งสองนั้น ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่ารถจำเลยอยู่ห่างผู้เสียหายที่ 1 ประมาณ 4 เมตร และผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่ารถจำเลยอยู่ห่างผู้เสียหายที่ 2 ประมาณ 5 เมตร ซึ่งในระยะดังกล่าวถือได้ว่าเป็นระยะกระชั้นชิดและการเร่งความเร็วรถเพื่อพุ่งเข้าชนก็เป็นไปโดยกะทันหัน จึงไม่เชื่อว่าผู้เสียหายทั้งสองจะทันระมัดระวังและกระโดดหลบได้ทัน โดยเฉพาะผู้เสียหายที่ 1 ยิ่งไม่น่าจะกระโดดหลบหนีได้เลย เพราะขณะนั้นผู้เสียหายที่ 1 ยืนอยู่ติดกับรถยนต์กระบะที่เจ้าพนักงานตำรวจจอดอยู่ ไม่มีพื้นที่เหลือพอที่จะกระโดดหลบหนีไปได้และรถยนต์ของจำเลยย่อมจะพุ่งเข้าชนหรือเฉี่ยวชนรถยนต์กระบะด้วย ไม่น่าจะหักหลบรถยนต์กระบะไปได้ ทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าขณะเกิดเหตุจำเลยมีสิ่งของผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ในรถตามพฤติการณ์และการกระทำดังกล่าวเชื่อว่าจำเลยเพียงแต่มีเจตนาที่จะหลบหนีให้พ้นการตรวจค้นและจับกุมของผู้เสียหายทั้งสองกับพวกเท่านั้น หาได้มีเจตนาฆ่าไม่ สำหรับบาดแผลที่เข่าซ้ายและหลังมือซ้ายของผู้เสียหายที่ 1 ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลเอกสารหมาย จ.12 ก็ไม่ปรากฏขนาดและไม่ระบุลักษณะให้เห็นว่าเป็นบาดแผลที่เกิดจากถูกรถเฉี่ยวชนหรือไม่ หากจำเลยขับรถเฉี่ยวชนผู้เสียหายที่ 1 จริงดังที่พยานโจทก์เบิกความแล้ว บาดแผลก็น่าจะอยู่ทางด้านขวาของร่างกายและเป็นบาดแผลขนาดใหญ่เพราะขณะนั้นผู้เสียหายที่ 1 ยืนหันหน้าเข้าหารถยนต์จำเลยและอ้างว่าจำเลยขับรถเร็วมาก บาดแผลของผู้เสียหายที่ 1 อาจเกิดจากเสียหลักล้มเองก็ได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้เพียงว่า จำเลยมีเจตนาหลบหนีผู้เสียหายทั้งสองกับพวกซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อให้พ้นจากการถูกจับกุม การกระทำของจำเลยยังไม่ถึงขั้นพยายามฆ่าเจ้าพนักงานโดยเล็งเห็นผลการกระทำของตนแต่อย่างใด พยานหลักฐานโจทก์ไม่พอฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยฟังขึ้น”
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (2), 80 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6576/2542
ป.อ. มาตรา 80, 138 วรรคสอง, 289
พฤติการณ์ของจำเลยที่ขับรถพุ่งเข้าชนสิบตำรวจตรี ป. ขณะเข้าทำการตรวจค้น ขับรถด้วยความเร็วสูงสลับกับการห้ามล้อหลายครั้งในขณะที่สิบตำรวจตรี ป. นอนคว่ำหน้าอยู่บนฝากระโปรงด้านหน้าของรถที่จำเลยขับเพื่อให้สิบตำรวจตรี ป. ตกจากรถ ล้วนแต่ มุ่งประสงค์ที่จะให้สิบตำรวจตรี ป. เป็นอันตรายถึงชีวิตทั้งสิ้น เมื่อไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62, 89, 106, 106 ทวิ, 116 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 80, 83, 91, 138, 289 ริบของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง,89, 106 ทวิ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษตามมาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 จำคุกคนละ 10 ปีและจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289, 80 และ 138 (ที่ถูก 138 วรรคสอง) อีกกระทงหนึ่ง การกระทำในกระทงนี้เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 289, 80 ประกอบด้วยมาตรา 52(1) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต เรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต ริบของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 89 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี รวมแล้วคงให้จำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ตลอดชีวิต จำเลยที่ 2จำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยที่ 1 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เพียงว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยจำเลยที่ 1 มิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุสิบตำรวจตรีปราโมทย์กับพวกเจ้าพนักงานตำรวจด้วยกันรวม 5 คน ดักซุ่มที่โรงแรมไวท์อินน์เพื่อจับกุมจำเลยที่ 1ตามที่สืบทราบมาว่า จะมีการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนกันที่โรงแรมดังกล่าว ช่วงเกิดเหตุพอจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ปิกอัพเข้ามาที่โรงแรมและเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้นจำเลยที่ 1 ก็รีบขับรถพุ่งเข้าชนสิบตำรวจตรีปราโมทย์ซึ่งยืนอยู่ทางด้านหน้ารถทันทีพฤติการณ์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างเหตุว่า ที่ทำเช่นนั้นเป็นเพราะจำเลยที่ 1 ตกอยู่ในสภาวะที่กำลังตกใจเมื่อเห็นเจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาทำการจับกุม กับอ้างว่าตนมีเจตนาเพียงอย่างเดียวคือหลบหนีให้พ้นการจับกุมเท่านั้น เห็นว่า หากจำเลยที่ 1 มีเจตนาหลบหนีให้พ้นจากการจับกุมเพียงอย่างเดียว จำเลยที่ 1 ย่อมมีทางเลือกกระทำโดยประการอื่นได้โดยไม่จำต้องขับรถยนต์ปิกอัพพุ่งเข้าชนสิบตำรวจตรีปราโมทย์ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พวกเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมไปกันหลายคน นอกจากนี้ยังมีเจ้าพนักงานตำรวจบางนายได้ขึ้นไปอยู่หลังกระบะรถของจำเลยที่ 1 ถ้าหากจำเลยที่ 1มีเจตนาฆ่าสิบตำรวจตรีปราโมทย์แล้ว ก็ยังไม่สามารถหลบหนีเจ้าพนักงานตำรวจผู้อื่นได้นั้น เห็นว่า ตามวิสัยของคนร้ายผู้หลบหนีความผิดซึ่งหน้าที่ตนได้กระทำลงไปนั้นย่อมกระทำการได้ทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอดโดยมิพักต้องคำนึงถึงว่าผู้ที่ติดตามจับกุมจะมีจำนวนมากน้อยสักเพียงใด ส่วนที่ปรากฏว่าขณะจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ปิกอัพพุ่งเข้าชนสิบตำรวจตรีปราโมทย์ซึ่งยืนอยู่ด้านหน้ารถ แต่สิบตำรวจตรีปราโมทย์กระโดดหลบขึ้นไปนอนคว่ำหน้าบนฝากระโปรงหน้ารถที่จำเลยที่ 1 ขับได้ทัน พวกเจ้าพนักงานตำรวจที่ร่วมไปด้วยต่างกระโดดขึ้นรถทางด้านกระบะหลัง จากนั้นจำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความเร็วสูงสลับกับการห้ามล้อหลายครั้ง จนกระทั่งพวกเจ้าพนักงานตำรวจที่กระโดดขึ้นรถทางด้านกระบะหลังช่วยสิบตำรวจตรีปราโมทย์ได้ทัน ความข้อนี้จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าช่วงระยะทางดังกล่าวไม่ไกลนัก จำเลยที่ 1 ไม่น่าจะขับเร็วเกินไป พิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดซึ่งหน้าตกอยู่ในภาวะที่พวกเจ้าพนักงานตำรวจกำลังติดตามจับกุม ย่อมเป็นธรรมดาอยู่เองที่จะต้องขับรถเร็วเพื่อหลบหนี ส่วนสาเหตุที่จำเลยที่ 1 ขับรถโดยสลับการห้ามล้อ จำเลยที่ 1 อ้างว่าเพื่อที่จะให้สิบตำรวจตรีปราโมทย์มีโอกาสกระโดดลงจากรถ พิจารณาแล้ว หากจำเลยที่ 1 ต้องการเช่นนั้นจริง จำเลยที่ 1ก็น่าจะหยุดรถเสียเลยทีเดียว พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ขับรถพุ่งเข้าชนสิบตำรวจตรีปราโมทย์ก็ดี ขับรถด้วยความเร็วสูงสลับกับการห้ามล้อหลายครั้งในขณะสิบตำรวจตรีปราโมทย์นอนคว่ำหน้าอยู่บนฝากระโปรงด้านหน้าของรถที่จำเลยขับเพื่อให้สิบตำรวจตรีปราโมทย์ตกจากรถก็ดี ล้วนแต่มุ่งประสงค์ที่จะให้สิบตำรวจตรีปราโมทย์เป็นอันตรายถึงชีวิตทั้งสิ้น เมื่อสิบตำรวจตรีปราโมทย์ไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยที่ 1จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
|