กรณีของบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 232 ซึ่งได้วางหลักเอาไว้ว่า ในคดีอาญานั้นห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานของฝ่ายโจทก์ บทตัดพยานหลักฐานบทนี้มีที่มาหรือมีรากฐานของหลักวิชาอยู่ที่สิทธิของจำเลยในคดีอาญาหรือสิทธิพื้นฐานของบุคคลที่จะไม่ต้องถูกบังคับให้ปรักปรำตนเอง แต่ในทางปฏิบัติศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานขยายความออกไปอีกชั้นหนึ่งว่าเมื่อบุคคลใดถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาเรื่องใดแล้ว ย่อมไม่อาจที่จะถูกอ้างเป็นพยานฝ่ายโจทก์ในคดีเรื่องนั้นไม่ว่าจะเป็นพยานเพื่อเบิกความปรักปรำตนเอง หรือปรักปรำจำเลยอื่นในคดีเดียวกันก็ตาม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือมาตรา 232 นี้ไม่ได้ห้ามเฉพาะการอ้างจำเลยเป็นพยานโจทก์เพื่อให้เบิกความปรักปรำตัวจำเลยเองเท่านั้น แต่ยังห้ามการถูกอ้างมาเป็นพยานเพื่อเบิกความปรักปรำจำเลยอื่นในคดีเดียวกันอีกด้วย
คำพิพากษาฎีกาที่ 10273/2553 คำเบิกความของผู้เสียหายและ ว. ซึ่งศาลชั้นต้นให้สืบพยานไว้ก่อนในคดีอาญาอีกสำนวนหนึ่งซึ่งพวกของจำเลยร่วมกระทำความผิดกับจำเลยในคดีนี้ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในคดีดังกล่าว คดีนี้และคดีดังกล่าวจึงเป็นคดีเดียวกัน แต่เหตุที่พนักงานอัยการต้องแยกฟ้องเป็น 2 คดีเนื่องจากจับจำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 4 ได้ก่อน ส่วนจำเลยเพิ่งจับได้ในภายหลังเพราะจำเลยหลบหนี ดังนั้นศาลจึงรับฟังคำเบิกความของผู้เสียหายและ ว. ที่ได้เบิกความไว้ในคดีดังกล่าวในการพิจารณาคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 237 ทวิวรรคห้า ผู้เสียหายทำร้ายผู้ตายโดยใช้ไม้ตีแขนขาผู้ตายก็เนื่องจากถูกจำเลยบังคับให้ตี เมื่อผู้เสียหายไม่ตีผู้ตาย จำเลยก็จะตีผู้เสียหายทำให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีรอยช้ำบวมที่ใบหน้า ศีรษะ แขนและขา การที่ผู้เสียหายตีผู้ตายดังกล่าวเป็นเพราะอยู่ภายใต้อำนาจซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ ผู้เสียหายจึงไม่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยจึงมิใช่กรณีที่โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานอันจะต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 232 เทปบันทึกเสียงของกลางซึ่งพบที่บ้านจำเลยเป็นพยานหลักฐานหนึ่งที่พิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของจำเลยได้ เมื่อจำเลยมิได้ต่อสู้หรือปฏิเสธความถูกต้องของเสียงที่มีการบันทึกไว้ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้
ที่มา อ.จรัญ ภักดีธนากุล
|