ฎีกาห้องบรรยายเนติฯ สัปดาห์ที่5 กฎหมายภาษีอากร อ.ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม (ภาคปกติ) สมัยที่71
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 408/2550 ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกจากอาคารพิพาทของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบอาคารดังกล่าวแก่โจทก์ในสภาพซ่อมแซมดีแล้วและใช้ค่าเสียหายจนกว่าจะส่งมอบเสร็จแก่โจทก์ ชั้นบังคับคดีปรากฏว่า ต. เช่าอาคารพิพาทบางส่วนจากจำเลยทั้งสอง ต. จึงเป็นบริวารของจำเลยทั้งสองและถือได้ว่า ต. ได้ครอบครองอาคารพิพาทแทนจำเลยทั้งสองตลอดมาถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ส่งมอบอาคารพิพาทให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น ต่อมา ต. ได้นำกุญแจห้องในอาคารพิพาทมอบให้แก่โจทก์ต่อหน้าศาล จึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ส่งมอบอาคารพิพาทให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นในวันดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายได้จนถึงวันดังกล่าว
เงินหรือประโยชน์จากการให้เช่าทรัพย์สินเป็นเงินได้พึงประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (5) (ก) ที่จะนำไปคำนวณภาษีเงินได้ แต่เงินค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับตามคำพิพากษาถือเป็นเงินค่าสินไหมทดแทนกรณีละเมิดที่จำเลยทั้งสองอยู่อาศัยในอาคารพิพาทโดยไม่มีสิทธิ ซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา มาตรา 42 (13) จำเลยทั้งสองจึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีแทนโจทก์และไม่มีสิทธิหักภาษีเงินได้ดังกล่าวจากโจทก์ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 201/2559
คำวินิจฉัยย่อ
โจทก์เข้ามากำกับภาพยนตร์ในประเทศไทยตามที่บริษัท ท. จำกัด ว่าจ้าง ถือว่าโจทก์เข้ามารับทำงานในประเทศไทย ค่าจ้างที่โจทก์ได้รับจากบริษัทดังกล่าวจึงเป็นเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (2) อันเกิดจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทย ไม่ว่าโจทก์จะได้รับชำระค่าจ้างดังกล่าวในประเทศไทยหรือในต่างประเทศ ก็ต้องถือว่าโจทก์มีแหล่งเงินได้ในประเทศไทยและมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทย
การเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทยใช้เกณฑ์เงินสดในการรับรู้รายได้ ซึ่งหมายถึงผู้ยื่นแบบแสดงรายการจะต้องได้รับเงินจริงในช่วงปีภาษีนั้น หากไม่ได้รับเงินก็ไม่มีเหตุที่จะต้องยื่นแบบรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้.
คำพิพากษา
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2548 โจทก์และทีมงานได้รับการว่าจ้างให้ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Rescue Dawn ซึ่งมีนายเจอรัลด์ กรีนส์ กับพวก เป็นโปรดิวเซอร์ในประเทศไทย และได้รับค่าจ้างเป็นเช็คธนาคาร Wells Fargo จำนวน 3 ฉบับ รวมเป็นเงิน 94,500 ดอลล่าร์สหรัฐ จากบริษัทท็อปกัน โปรดักชั่น จำกัด โดยนายสตีฟ เมลตัน ในฐานะโปรดิวเซอร์เป็นผู้สั่งจ่าย หลังจากนั้นโจทก์เดินทางกลับประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อนำเช็คทั้ง 3 ฉบับดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า เงินไม่พอจ่าย โจทก์มีหนังสือทวงถามไปถึงบริษัทท็อปกัน โปรดักชั่น จำกัด แล้ว แต่บริษัทเพิกเฉย ปัจจุบันโจทก์ยังไม่ได้รับชำระเงินจากบริษัทดังกล่าวและโจทก์เพิ่งทราบว่า นายเจอรัลด์และภริยาถูกศาลพิพากษาจำคุกในข้อหาติดสินบนเจ้าหน้าที่ในประเทศไทยเพื่อให้มีสิทธิจัดงานบางกอกฟิล์มเฟสติวัล และนายสตีฟถูกดำเนินคดีอาญาที่ประเทศสหรัฐอเมริกาตามกฎหมายป้องกันการทุจริตในต่างประเทศ เป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับชำระเงินจำนวน 94,500 ดอลล่าร์สหรัฐดังกล่าว ครั้นโจทก์เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทยอีกครั้ง โจทก์ถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่าโทก์มีเงินได้แต่ไม่ชำระภาษีเงินได้ โจทก์ชี้แจงให้เจ้าหน้าที่ทราบแล้วว่าโจทก์ไม่ได้รับชำระเงินค่าจ้างแต่เจ้าหน้าที่ยืนยันให้โจทก์ชำระเงินภาษีค้างชำระก่อนจึงจะเดินทางออกจากประเทศไทยได้ โจทก์จึงจำเป็นต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2548 และชำระเงินภาษี 773,840 บาท ให้แก่จำเลย ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรจำนวนดังกล่าวแต่เจ้าหน้าที่จำเลยมีหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากร จำเลยมีหนังสือแจ้งแก่โจทก์ว่า การออกหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรแก่โจทก์นั้นชอบแล้ว โจทก์ไม่เห็นด้วยเนื่องจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คจึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับเงินได้พึงประเมินตามเช็คทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว ในปีภาษี 2548 ที่จะต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าหน้าที่สรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 22 ที่มีหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรแก่โจทก์ ที่ กค 0707.01/ภค/16786 ฉบับลงวันที่ 6 กันยายน 2553 เพิกถอนคำสั่งจำเลยที่มีหนังสือแจ้งไม่คืนภาษีอากร ที่ กค 0707 (อธ.2)/15607 ฉบับลงวันที่ 1 ธันวาคม 2553 และให้จำเลยคืนเงินภาษี 773,840 บาท แก่โจทก์
จำเลยให้การว่า การที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2548 และชำระภาษีพร้อมเงินเพิ่มรวม 773,840 บาท โดยไม่ได้สงวนสิทธิ์หรือชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการขอคืนภาษี ถือว่าเป็นการยอมรับภาระภาษีที่ต้องเสียแล้ว เอกสารที่โจทก์ยื่นประกอบคำร้องขอคืนภาษีอากรและคำอุทธรณ์เอกสารท้ายฟ้อง ได้แก่ เช็ค เอกสารการปฏิเสธการจ่ายเงินของธนาคาร จดหมายโต้ตอบการทวงหนี้ ข่าวประจำวันและรายงานบันทึกคดีอาญา ไม่ใช่ต้นฉบับ ไม่มีคำแปลภาษาไทย และไม่มีบุคคลที่น่าเชื่อถือรับรองความถูกต้องของเอกสาร เอกสารดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 โจทก์เข้ามาทำงานในประเทศไทยในปีภาษี 2548 และได้รับเช็คลงวันที่ในปี 2548 เป็นค่าจ้าง จึงถือว่าโจทก์มีแหล่งเงินได้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและโจทก์มีเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทยในปีภาษีดังกล่าวแล้ว มิใช่เป็นเช็คที่สั่งจ่ายล่วงหน้าแต่อย่างใด ส่วนข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้นเป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปดำเนินการฟ้องร้องแก่ผู้ว่าจ้างเอง การที่จำเลยไม่คืนเงินภาษีให้แก่โจทก์จึงชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง
ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งไม่คืนภาษีอากรที่ กค 0707.01/ภค/16786 ฉบับลงวันที่ 6 กันยายน 2553 และหนังสือ กค 0707 (อธ.2)/15607 ฉบับลงวันที่ 1 ธันวาคม 2553 ให้จำเลยคืนเงินภาษี 773,840 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท
จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติโดยโจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นชาวต่างชาติ สัญชาติเยอรมัน ประกอบอาชีพผู้กำกับภาพยนตร์ เมื่อปี 2548 โจทก์เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพื่อกำกับภาพยนตร์เรื่อง Rescue Dawn โดยมีบริษัทท็อปกัน โปรดักชั่น แอลแอลซี จำกัด ซึ่งจดทะเบียนและมีสำนักงานตั้งอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ว่าจ้าง บริษัทดังกล่าวออกเช็คธนาคาร Well Fargo จำนวน 3 ฉบับ เป็นค่าจ้างสำหรับการทำงานให้แก่โจทก์ ได้แก่ เช็คเลขที่ 1066 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 เช็คลงวันที่ 1088 ลงวันที่ 6 กันยายน 2548 และเช็คเลขที่ 3002 ลงวันที่ 19 กันยายน 2548 แต่ละฉบับเป็นเงิน 31,500 ดอลล่าร์สหรัฐ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 94,500 ดอลล่าร์สหรัฐ ตามเช็คเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4 โจทก์ไม่ได้นำจำนวนเงินตามเช็คดังกล่าวไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2548 โจทก์เดินทางออกนอกประเทศไทยไปแล้วและเดินทางกลับมาอีกครั้งในปี 2551 เมื่อโจทก์จะเดินทางออกจากประเทศไทยโจทก์ได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองว่า โจทก์มีเงินได้พึงประเมินในปี 2548 จากการทำงานในประเทศไทยเป็นเงิน 2,520,000 บาท แต่ไม่ได้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2548 ลงันที่ 28 มีนาคม 2551 พร้อมชำระภาษีและเงินเพิ่มเป็นเงิน 773,840 บาท ตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 11 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2553 โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร (ค.10) ประเภทภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2548 เป็นเงิน 773,840 บาท อ้างว่าชำระหรือถูกหักภาษีอากรไว้โดยไม่มีหน้าที่ต้องเสียตามคำร้องขอคืนภาษีเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 99 สรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 22 ส่งหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร ลงวันที่ 6 กันยายน 2553 แก่โจทก์ ตามหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 61 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งดังกล่าว ตามอุทธรณ์เอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 56 เจ้าพนักงานของจำเลยมีคำสั่งไม่คืนภาษีให้แก่โจทก์ ตามหนังสือกรมสรรพากรเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 30 ถึง 32 โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงมาฟ้องเป็นคดีนี้
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2548 ตามที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ในทำนองว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) ประจำปี 2548 โดยการประเมินตนเองว่ามีเงินได้พึงประเมินที่ได้รับในปี 2548 และชำระเงินภาษีพร้อมเงินเพิ่มให้แก่จำเลยแล้ว แต่หลังจากนั้นประมาณ 2 ปี โจทก์กลับมายื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีดังกล่าวอ้างว่าเช็คที่โจทก์ได้รับเป็นค่าจ้างจากการทำงานในประเทศไทยเมื่อปี 2548 ไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้จนถึงปัจจุบัน พยานเอกสารที่โจทก์นำสืบจึงขัดกับแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่โจทก์ยื่นต่อเจ้าพนักงานของจำเลยและไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างนั้นเห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 41 บัญญัติว่า ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เข้ามากำกับภาพยนตร์ในประเทศไทยตามที่บริษัทท็อปกัน โปรดักชั่น แอลแอลซี จำกัด ว่าจ้างในปี 2548 แล้ว จึงถือได้ว่า โจทก์เข้ามารับทำงานในประเทศไทย ค่าจ้างที่โจทก์ได้รับจากบริษัทดังกล่าว จึงเป็นเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (2) อันเกิดจากหน้าที่การงานที่ทำในประเทศไทย ไม่ว่าโจทก์จะได้รับชำระค่าจ้างดังกล่าวในประเทศไทยหรือในต่างประเทศ ก็ต้องถือว่าโจทก์มีแหล่งเงินได้ในประเทศไทยและมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทย โจทก์นำสืบยอมรับว่า โจทก์ได้รับค่าจ้างจากบริษัทท็อปกัน โปรดักชั่น แอลแอลซี จำกัด เป็นเช็คฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 วันที่ 6 กันยายน 2548 และวันที่ 19 กันยายน 2548 ตามเช็คพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4 แล้ว แต่อ้างว่า เช็คทั้ง 3 ฉบับ ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึงไม่มีเงินได้และไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2548 ดังนั้น โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ให้ได้ว่า โจทก์ไม่ได้รับเงินค่าจ้างจากการทำงานดังกล่าวตามที่กล่าวอ้าง ซึ่งในข้อนี้โจทก์มีนางสาวเนติรดา กาลพัฒน์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า เช็คทั้ง 3 ฉบับ ที่โจทก์ได้รับเป็นค่าจ้างนั้นถูกปฏิเสธการจ่ายเงินโดยธนาคารให้เหตุผลว่า เงินในบัญชีไม่พอจ่าย ตามจดหมายแจ้งคืนเช็คพร้อมคำแปล เอกสารหมาย จ.5 และโจทก์ยังไม่ได้รับชำระเงินค่าจ้างจำนวนดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน แต่กลับได้ความจากพยานจำเลยว่า โจทก์เป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยตนเองว่า โจทก์มีเงินได้พึงประเมินจากการทำงานในปีภาษี 2548 และยินยอมชำระภาษีพร้อมเงินเพิ่มให้แก่จำเลยโดยมิได้โต้แย้ง ที่โจทก์อ้างว่าเหตุที่โจทก์ต้องยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2548 เนื่องจากเจ้าพนักงานของจำเลยให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้พร้อมเงินเพิ่มก่อนมิฉะนั้นโจทก์จะเดินทางออกจากประเทศไทยไม่ได้นั้น ก็ปรากฏว่าในขณะที่มีการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาดังกล่าว โจทก์มีนางสุญาดา อินทรภัย และนายราลฟ บาวมการ์เท่น ทนายความผู้ช่วยเหลือโจทก์เรื่องภาษีเงินได้ในคดีนี้อยู่ด้วย โดยนางสุญาดา เป็นผู้กรอกข้อมูลในแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่โจทก์เอง แม้นางสุญาดาจะเบิกความเป็นพยานโจทก์อ้างว่า นางสุญาดากรอกข้อความดังกล่าวตามที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยแนะนำ แต่นางสุญาดามีอาชีพเป็นทนายความและได้รับมอบหมายจากนายราลฟซึ่งได้รับการติดต่อจากสถานฑูตเยอรมันให้ช่วยเหลือโจทก์ทางด้านภาษีเงินได้ น่าจะต้องทราบว่าการเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทยซึ่งใช้เกณฑ์เงินสดในการรับรู้รายได้ย่อมหมายความถึงบุคคลผู้ยื่นแบบจะต้องมีการได้รับเงินจริงในช่วงปีภาษีนั้นด้วย หากโจทก์ไม่ได้รับเงินค่าจ้างจากบริษัทท็อปกัน โปรดักชั่น แอลแอลซี จำกัด แล้ว ก็ไม่มีเหตุที่โจทก์ต้องยอมยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้พร้อมชำระภาษีให้แก่จำเลยโดยมิได้มีการโต้แย้งใดๆ ไว้เช่นนี้ ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าโจทก์จำเป็นต้องยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไว้ก่อนตามที่เจ้าพนักงานของจำเลยแจ้งนั้น จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ ส่วนที่โจทก์นำสืบอ้างต่อมาว่า หลังจากที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้ง 3 ฉบับ โจทก์มอบหมายให้ที่ปรึกษากฎหมายของโจทก์มีหนังสือทวงถามถึงที่ปรึกษากฎหมายของบริษัทท็อปกัน โปรดักชั่น แอลแอลซี จำกัด ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 12 ธันวาคม 2548 เอกสารหมาย จ.6 และบริษัทดังกล่าวมีหนังสือฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2548 เอกสารหมาย จ.7 ยอมรับว่า ยังไม่ได้ชำระเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์และจะชำระเงินค่าจ้างให้ แต่ต่อมากลับเพิกเฉยไม่ชำระ ที่ปรึกษากฎหมายของโจทก์จึงมีหนังสือถึงบริษัทท็อปกัน โปรดักชั่น แอลแอลซี จำกัด ว่า โจทก์ยังไม่ได้รับชำระเงินค่าจ้าง ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 4 มกราคม 2549 เอกสารหมาย จ.8 เพื่อแสดงว่าหลังสิ้นปีภาษี 2548 โจทก์ยังไม่ได้รับชำระเงินตามเช็ค โจทก์จึงไม่มีเงินได้ในปีภาษี 2548 ที่ต้องเสียภาษีนั้น เมื่อพิจารณาหนังสือเอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.8 ตามที่โจทก์อ้างแล้วปรากฏว่า เอกสารดังกล่าวเป็นหนังสือโต้ตอบระหว่างที่ปรึกษากฎหมายของโจทก์กับนายอลัน ดับเบิ้ลยู โรเซ่น อีเอสคิว มิใช่บริษัทท็อปกัน โปรดักชั่น แอลแอลซี จำกัด โดยตรง แม้โจทก์จะอ้างว่านายอลันเป็นที่ปรึกษากฎหมายของบริษัท แต่ตามทางนำสืบโจทก์ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่า บริษัทท็อปกัน โปรดักชั่น แอลแอลซี จำกัด แต่งตั้งให้นายอลันเป็นที่ปรึกษากฎหมายหรือมอบหมายให้นายอลันมีอำนาจดำเนินการดังกล่าวแทนบริษัทได้ นอกจากนี้ยังไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ดำเนินการเพื่อติดตามทวงถามหรือฟ้องร้องบริษัทท็อปกัน โปรดักชั่น แอลแอลซี จำกัด เพื่อเรียกเงินค่าจ้างที่ค้างชำระอันเป็นการผิดวิสัยของผู้ที่ยังไม่ได้รับชำระหนี้ที่จะเป็นฝ่ายเพิกเฉยไม่ดำเนินการใดๆ เช่นนี้ ที่โจทก์อ้างว่านายเจอรัลด์และนายสตีฟโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์เรื่อง RESCUE DAWN ถูกดำเนินคดีอาญาเป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับชำระเงินดังกล่าวนั้น เห็นว่า ผู้ว่าจ้างโจทก์คือ บริษัทท็อปกัน โปรดักชั่น แอลแอลซี จำกัด การที่นายเจอรัลด์และนายสตีฟจะถูกดำเนินคดีอาญาหรือไม่ จึงไม่ใช่เหตุที่จะทำให้โจทก์ไม่สามารถทวงถามหรือฟ้องร้องบังคับคดีเอาแก่บริษัทท็อปกัน โปรดักชั่น แอลแอลซี จำกัด ได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมานั้นจึงยังรับฟังไม่ได้แน่ชัดว่าหลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คซึ่งโจทก์อ้างว่าได้รับเป็นค่าจ้างแล้ว โจทก์จะยังไม่ได้รับชำระเงินค่าจ้างจากบริษัทท็อปกัน โปรดักชั่น แอลแอลซี จำกัด ในปีภาษี 2548 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินภาษีแก่โจทก์เนื่องจากเห็นว่าโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
( นางเมทินี ชโลธร – นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ – นายนิพันธ์ ช่วยสกุล )
|