หลักภูมิลำเนา
เนื่องจากจำเลยที่อาจถูกฟ้องคดีนั้นอาจเป็นได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ในเรื่องภูมิลำเนาของบุคคลทั้งสองประเภทจะต้องพิจารณาจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งภูมิลำเนาของบุคคลธรรมดา บัญญัติไว้ในบรรพ 1 ลักษณะ 2 บุคคล หมวด 1 บุคคลธรรมดา ส่วนที่ 3 ภูมิลำเนา ตั้งแต่มาตรา 37 ถึงมาตรา 47 ส่วนภูมิลำเนาของนิติบุคคลบัญญัติอยู่ในหมวด 2 นิติบุคคล ส่วนที่ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป ตามมาตรา 68 และมาตรา 69 ซึ่งรายละเอียดผู้อ่านสามารถศึกษาได้จากเนื้อหากฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 หลักทั่วไป ในหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงเฉพาะส่วนที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับวิธีพิจารณาความแพ่งเท่านั้น โดยแยกอธิบายระหว่างภูมิลำเนาของบุคคลธรรมดากับภูมิลำเนาของนิติบุคคล
ข้อสำคัญในเรื่องภูมิลำเนาประการหนึ่งก็คือ การจะพิจารณาว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือไม่นั้น พิจารณาจากภูมิลำเนาของจำเลยในขณะโจทก์เสนอคำฟ้อง หากโจทก์เสนอคำฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาแล้ว ภายหลังจำเลยเปลี่ยนภูมิลำเนา ก็ถือเป็นเหตุเป็นแปลงที่เกิดขึ้นในพฤติการณ์อันเกี่ยวด้วยการยื่นฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตศาลเหนือคดีนั้น การเปลี่ยนแปลงเช่นว่านี้หาตัดอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีไว้แล้ว ในอันที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไม่ตามมาตรา 173 วรรคสอง (2)
ภูมิลำเนาของบุคคลธรรมดา
ภูมิลำเนาของบุคคลธรรมดาได้แก่ถิ่นอันบุคคลนั้นมีสถานที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญ ถ้าบุคคลธรรมดามีถิ่นที่อยู่หลายแห่ง ซึ่งอยู่สับเปลี่ยนกันไปหรือมีหลักแหล่งที่ทำการงานเป็นปกติหลายแห่ง ให้ถือเอาแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นภูมิลำเนาของบุคคลนั้น (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 37 และมาตรา 38) โจทก์มีสิทธิเลือกฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาแห่งใดแห่งหนึ่งก็ได้ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1681/2515 คดีแพ่งที่ต้องเสนอคำฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยมีถิ่นที่อยู่ 2 แห่ง คือ ที่จังหวัดราชบุรีซึ่งเป็นภูมิลำเนาเดิมแห่งหนึ่งกับที่กรุงเทพอันเป็นถิ่นที่ทำการงานเป็นปกติอีกแห่งหนึ่ง โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ศาลจังหวัดราชบุรี จึงเป็นการชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 แล้ว และมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 881/2541 วินิจฉัยว่า โจทก์จะถือเอาแห่งใดเป็นภูมิลำเนาของจำเลยยื่นฟ้องก็ได้
หลักแหล่งที่ทำการงานเป็นปกติก็เป็นภูมิลำเนาของบุคคลธรรมดาอีกแห่งหนึ่ง ดังนั้น ถือว่าที่ทำการของสถานที่ทำงานหรือหน่วยงานเป็นสำนักทำการงานที่สำคัญของบุคคลธรรมดาด้วย เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 527/2561 จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ธ. ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้น ที่ทำการบริษัทดังกล่าวจึงเป็นสำนักทำการงานที่สำคัญอันเป็นถิ่นที่อยู่ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจำเลยที่ 2 ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 37 โจทก์จึงสามารถฟ้องจำเลยที่ 2 ยังภูมิลำเนาแห่งใดก็ได้ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ร่วมรับผิดต่อโจทก์และขณะยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้น โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีนี้ยังศาลชั้นต้นได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ประกอบมาตรา 5
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2680/2551 จำเลยอยู่กับครอบครัวที่บ้านเลขที่ 44/16 ส่วนบ้านเลขที่ 62/2 เป็นที่ทำการพรรค ท้องที่อำเภอปากพนัง ซึ่งจำเลยได้แจ้งย้ายเข้าไปอยู่เพื่อสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่ปี 2529 จนบัดนี้ยังไม่แจ้งย้ายไปอยู่แห่งใหม่ โดยจำเลยอยู่ที่บ้านเลขที่ 62/2 ในวันเสาร์ อาทิตย์ และจันทร์ ที่ทำการพรรคดังกล่าวเป็นที่ทำการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคฯ มีเจ้าหน้าที่หมุนเวียนประจำอยู่ จำเลยได้แจ้งที่อยู่ดังกล่าวให้พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นที่อยู่ที่สะดวกแก่การติดต่อ ดังนี้ บ้านเลขที่ 62/2 จึงเป็นทั้งภูมิลำเนาและเป็นหลักแหล่งที่ทำการตามปกติของจำเลย ถือได้ว่าจำเลยมีถิ่นที่อยู่หลายแห่งตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 38
กรณีที่เป็นปัญหาในการวินิจฉัยเรื่องภูมิลำเนาอยู่บ่อยครั้ง คือกรณีที่มีการเปลี่ยนภูมิลำเนา ซึ่งการเปลี่ยนภูมิลำเนานั้นย่อมเปลี่ยนไปด้วยการย้ายถิ่นที่อยู่ พร้อมด้วยเจตนาปรากฏชัดแจ้งว่าจะเปลี่ยนภูมิลำเนาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 41 ซึ่งจะต้องปรากฏข้อเท็จจริงให้เห็นได้ชัด 2 ประการ ได้แก่ มีการย้ายถิ่นที่อยู่ และมีพฤติการณ์ให้เห็นเจตนาปรากฏชัดแจ้งว่าจะเปลี่ยนภูมิลำเนา ซึ่งข้อเท็จจริงเหล่านี้หากมีปัญหาเรื่องเขตอำนาจศาล หากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนยังไม่ชัดเจน ศาลจะต้องไต่สวนให้ได้ข้อเท็จจริงดังกล่าวเสียก่อน (คำพิพากษาศาลฎีกา 3545/2525) เมื่อได้ข้อเท็จจริงอย่างไรแล้วศาลจะต้องพิเคราะห์ว่ามีพฤติการณ์ครบถ้วนหรือไม่ ซึ่งสามารถศึกษาได้จากคำพิพากษาศาลฎีกา เช่น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3053/2533 การที่จำเลยแจ้งย้ายออกจากบ้านเดิมที่จังหวัดบุรีรัมย์แล้วไม่แจ้งแย้งเข้าบ้านตามที่แจ้งไว้ในกรุงเทพมหานคร จึงไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยไปอยู่ที่ใด ทั้งยังได้ความว่า จำเลยแจ้งย้ายออกเฉพาะตัวจำเลยคนเดียว มิได้แจ้งย้ายครอบครัวไปด้วย แสดงว่าไม่มีเจตนาย้ายถิ่นที่อยู่ และจงใจจะเปลี่ยนภูมิลำเนา ต้องถือว่าจำเลยมีภูมิลำเนาครั้งสุดท้ายอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดบุรีรัมย์โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 527/2561 จำเลยที่ 2 มีบ้านพักอาศัยอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี และได้แจ้งย้ายออกจากบ้านหลังดังกล่าวแล้ว โดยไม่ปรากฏว่าได้แจ้งย้ายเข้าที่ใด แสดงว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนาย้ายถิ่นที่อยู่และจงใจจะเปลี่ยนภูมิลำเนาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 41 ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ยังมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1969/2549 จำเลยย้ายออกจากบ้านเพราะเกรงว่าจะถูกลอบยิง แต่ไม่ได้แจ้งย้ายทะเบียนบ้าน แสดงว่าจำเลยยังไม่มีเจตนาย้ายที่อยู่ และจงใจเปลี่ยนภูมิลำเนา ถือว่าจำเลยยังคงมีภูมิลำเนาตามเดิม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2185/2535 ข้อเท็จจริงได้ความว่าเดิมจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร จำเลยย้ายภูมิลำเนาไปอยู่จังหวัดลำพูน แล้วย้ายต่อไปอยู่จังหวัดเชียงใหม่ แสดงว่าจำเลยมีถิ่นอันเป็นสถานที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญที่จังหวัดเชียงใหม่ ถือได้ว่าจังหวัดเชียงใหม่เป็นภูมิลำเนาของจำเลย ส่วนที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ได้จำหน่ายชื่อจำเลยออกจากทะเบียนบ้านเดิม แล้วลงชื่อไว้ในทะเบียนคนบ้านกลาง ก็เนื่องจากไม่มีตัวอยู่ในบ้านและไม่ทราบที่อยู่ใหม่ ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ย้ายที่อยู่พร้อมด้วยเจตนาจะเปลี่ยนภูมิลำเนาแต่อย่างใด จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยได้เปลี่ยนภูมิลำเนาไปจากจังหวัดเชียงใหม่แล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1353/2518 จำเลยมีภูมิลำเนาเดิมอยู่จังหวัดศรีสะเกษ จำเลยย้ายไปรับราชการจังหวัดร้อยเอ็ด แต่ยังออกเช็คที่ศรีสะเกษ ถือว่าจำเลยมีภูมิลำเนาที่ศรีสะเกษด้วย โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามเช็คที่ศาลศรีสะเกษได้
ภูมิลำเนาของผู้ที่ถูกจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลหรือตามคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย ได้แก่เรือนจำหรือทัณฑสถานที่ถูกจำคุกอยู่ จนกว่าจะได้รับการปล่อยตัว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 47 หากคำพิพากษาของศาลยังไม่ถึงที่สุด จะถือว่าเรือนจำหรือทันฑสถานดังกล่าวเป็นภูมิลำเนาของจำเลยไม่ได้ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8336/2538 เรือนจำอำเภอกบินทร์บุรีซึ่งจำเลยต้องโทษจำคุกอยู่ในคดีอื่นในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในคดีนี้ คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ เรือนจำจึงมิใช่ท้องที่ที่จำเลยมีที่อยู่ เพราะคดีดังกล่าวจำเลยมิได้ถูกจำคุกตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 47 จึงไม่อาจถือว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่เรือนจำอำเภอกบินทร์บุรี โจทก์จึงฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดกบินทร์บุรีไม่ได้ และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2983/2550 ภูมิลำเนาของผู้ที่ถูกจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลหรือตามคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย ได้แก่ เรือนจำหรือทัณฑสถานที่ถูกจำคุกอยู่จนกว่าจะได้รับการปล่อยตัว การที่จำเลยต้องคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและต้องอยู่ที่เรือนจำพิเศษมีนบุรีนั้น เมื่อคำพิพากษาของศาลชั้นต้นยังไม่ถึงที่สุดเพราะโจทก์อุทธรณ์ เรือนจำพิเศษมีนบุรีจึงหาใช่ภูมิลำเนาของจำเลยตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 47 ไม่ ทั้งการที่จำเลยต้องอยู่ที่เรือนจำพิเศษมีนบุรีก็มิใช่เป็นการย้ายถิ่นที่อยู่ของจำเลยด้วยเจตนาปรากฏชัดแจ้งว่าจะเปลี่ยนภูมิลำเนาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 41 ด้วย และกรณีของจำเลยก็ไม่ต้องด้วยการที่บุคคลใดเลือกเอาถิ่นใดโดยมีเจตนาปรากฏชัดแจ้งว่าจะให้เป็นภูมิลำเนาเฉพาะการเพื่อทำการใดอันจะถือว่าเรือนจำพิเศษมีนบุรีเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการสำหรับการนั้นตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 42 อีกเช่นกัน
ในกรณีที่จำเลยถูกอายัดตัวมาฟ้องคดีอาญาและยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด จะถือว่าเรือนจำเป็นภูมิลำเนาของจำเลยไม่ได้ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4813/2548 ผู้ร้องเคยถูกฟ้องที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ คำฟ้องระบุว่าผู้ร้องอยู่บ้านเลขที่ 155 หมู่ 1 ตำบลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ศาลจังหวัดเชียงรายพิพากษาลงโทษผู้ร้องจำคุก 2 ปี ผู้ร้องถูกอายัดตัวมาดำเนินคดีที่จังหวัดนครปฐม ไม่ใช่ผู้ร้องสมัครใจมายึดถิ่นที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญที่จังหวัดนครปฐม และผู้ร้องมิได้ประกอบอาชีพใดเป็นกิจลักษณะที่จังหวัดนครปฐมที่จะถือว่าเป็นแหล่งสำคัญของถิ่นที่อยู่ การที่ผู้ร้องถูกฟ้องที่ศาลจังหวัดนครปฐมแต่ได้รับการปล่อยชั่วคราว ก็ไม่ใช่กรณีถูกจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลหรือตามคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่จะถือว่าเรือนจำจังหวัดนครปฐมเป็นภูมิลำเนาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 47 ผู้ร้องจึงไม่มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดนครปฐม
อ้างอิง Society of Readingabook.
|