การถามคำให้การผู้ต้องหาเพิ่มเติม พนักงานสอบสวนจะต้องแจ้งสิทธิหรือไม่
ในการถามคำให้การของผู้ต้องเพิ่มเติม พนักงานสอบสวนก็ยังมีหน้าที่ต้องแจ้งสิทธิตาม ปวิอ. ม. 134/1 ว.1 แก่ผู้ต้องหาด้วย แม้พนักงานสอบสวนจะเคยแจ้งสิทธิแก่ผู้ต้องหามาครั้งหนึ่งแล้งก็ตาม หากพนักงานสอบสวนไม่แจ้งสิทธิดังกล่าวให้ผู้ต้องหาทราบ คำให้การเพิ่มเติมของผู้ต้องก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาได้ตาม ม.134/4 ว.3 เพราะเป็นการคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาที่จะได้รู้ว่าผู้ต้องจะให้การไปในทางใดทางหนึ่ง หากเป็นโทษผู้ต้องหาก็อาจไม่ให้การเพิ่มเติมก็ได้ (ฎ.1304/2482)
ปัญหาที่ว่าเมื่อจำเลยให้การในฐานะพยานโดยพนักงานสอบสวนยังไม่ได้แจ้งสิทธิแก่จำเลย และหากจำเลยให้การรับสารภาพจะรับฟังคำให้การของจำเลยในฐานะพยานในชั้นพิจารณาได้หรือไม่
หากเดิมพนักงานสอบสวนมิได้ดำเนินคดีกับจำเลยมาตั้งแต่แรก เพียงแต่เรียกมาสอบปากคำในฐานะพยานจึงไม่ต้องแจ้งสิทธิให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่า ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ เพราะพนักงานสอบสวนไม่ได้สอบปากคำในฐานนะผู้ต้องหา แต่หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนเรียกจำเลยมาอีกครั้งแล้วจึงสอบปากคำในฐานะผู้ต้องหา แต่จำเลยให้การปฏิเสธก็จะนำคำให้การที่จำเลยรับสารภาพในฐานะพยานมาเป็นประโยชน์ไม่ได้ เมื่อพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องผู้ต้องหาเป็นจำเลยต่อศาลแล้ว โจทก์จะอ้างคำให้การจำเลยในครั้งแรกที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนในฐานะพยานเป็นพยานหลักฐานในชั้นพิจารณาคดีไม่ได้ เพราะถ้าจะเอาจำเลยเป็นผู้ต้องหาก็ต้องแจ้วให้จำเลยทราบก่อนว่าถ้อยคำของจำเลยกล่าวนั้นอาจนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานพิจารณาคดรได้ตาม ปวิอ. 134/3 ว.1 (1) เมื่อพนักงานสอบสวนสอบปากคำเลยในฐานะพยานโดยไม่ได้แจ้งสิทธิตาม ปวิอ. ม.134/1 วรรค 1 ให้จำเลยทราบ จึงไม่อาจนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ตาม ม. 134/4 ว.3 และเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์ว่าจำเลยมีความผิดไม่ได้เนื่องจากขัดกับ ม. 226 (ฎ.1106/206, ฎ.1581/2531, 1581/2533, 1448/2536, 4765/2558)
|