หัวข้อ : การถอนฟ้อง ปวิพ. มาตรา 175, 176
หมวดหมู่ : สกัดหลักกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง ฎีกาเด่น 5ดาว ที่น่าสนใจ





 การถอนฟ้อง ปวิพ. มาตรา 175, 176


หลักเกณฑ์
       กรณีถอนฟ้องก่อนจำเลยยื่่นคำให้การ โจทก์ขอถอนคำฟ้องได้โดยเป็นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือ (ม. 175 ว. 1)
       กรณีภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้ว โจทก์ขอถอนฟ้องโดยทำเป็นคำร้อง ศาลชั้นต้นจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ แต่
       (1) ห้ามไม่ให้ศาลอนุญาต โดยไม่ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอด ถ้าหากมีก่อน
       (2) ในกรณีที่โจทก์ขอถอนฟ้อง เนื่องจากมีข้อตกลง หรือประนีประนอมยอมความกับจำเลย ให้ศาลอนุญาตไปตามคำขอนั้น (ม. 175 ว. 2)


       ข้อสังเกต ในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยการถอนอุทธรณ์หรือฎีกาไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยการถอนฟ้องมาใช้บังคับในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาโดยอนุโลม ตาม ปวิพ. ม. 175 ประกอบ ม. 246, 247 (ฎ. 469/2546)
การถอนฟ้องก่อนจำเลยยื่นคำให้การ (ม. 175 ว.1)


       กรณีโจทก์ขอถอนฟ้องก่อนจำเลยยื่นคำให้การ ต้องทำเป็นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องเป็นหนังสือตาม ปวิพ. ม. 175 ว. 1 แต่โจทก์อาจทำเป็นคำร้องขอถอนฟ้องก็ได้ การขอถอนฟ้องกรณีนี้ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบเพราะจำเลยยังไม่ยื่นคำให้การ ศาลจึงต้องอนุญาตให้ถอนฟ้องทุกกรณี ศาลจะใช้ดุลพินิจไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องไม่ได้ (ฎ. 3443/2545) และศาลอนุญาตไม่โดยไม่ต้องฟังจำเลยก่อน (ฎ. 4769/2540)
 

ฎ. 4769/2540 วันที่ 12 มิถุนายน 2538 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่พนักงานเดินหมายส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลย วันที่ 14 มิถุนายน 2538 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง และให้จำหน่ายคดีจากสารบบความต่อมาวันที่ 26มิถุนายน 2538 จำเลยยื่นคำให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถอนฟ้องไปแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ สำเนาให้โจทก์และนัดชี้สองสถาน เป็นกรณีที่โจทก์ขอถอนฟ้องก่อนจำเลยยื่นคำให้การต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 175 วรรคหนึ่ง ซึ่งมิได้บัญญัติห้ามไม่ให้ศาลให้อนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยก่อนศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องได้โดยไม่ต้องฟังจำเลยก่อน
 

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 182 วรรคหนึ่ง และมาตรา 183 วรรคสอง ศาลจะทำการชี้สองสถานได้ต่อเมื่อมีคำฟ้องและคำให้การ แต่เมื่อโจทก์ถอนคำฟ้องก่อนจำเลยยื่นคำให้การ และศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องได้ก็เท่ากับไม่มีคำฟ้องจะนำมาเปรียบเทียบกับคำให้การเพื่อกำหนดประเด็นข้อพิพาท และไม่มีความจำเป็นที่จำเลยต้องให้การแก้ข้อกล่าวหาอีกต่อไป ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นตรวจสำนวนพบว่า มีการสั่งรับคำให้การและนัดชี้สองสถานไว้อันเป็นข้อที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมหรือที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่รับคำให้การและนัดชี้สองสถานอันเป็นการสั่งโดยผิดหลงเป็นไม่รับคำให้การและยกเลิกวันนัดชี้สองสถานจึงเป็นการสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
 

ฎ. 3411-3412/2526 ศาลชั้นต้นบันทึกในรายงานกระบวนพิจารณาว่า ทนายโจทก์ที่ 2 แถลงไม่ดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 ซึ่งส่งหมายให้ไม่ได้อีกต่อไป เป็นอันว่ามีโจทก์ที่ 2 พิพาทกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 เท่านั้นบันทึกดังกล่าวพอถือได้ว่าโจทก์ที่ 2 ได้ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้จำหน่ายคดีของโจทก์ที่ 2 เฉพาะตัวจำเลยที่ 1 ไปตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 แล้ว
 

     องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยและการไฟฟ้านครหลวงเป็นรัฐวิสาหกิจตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ พิเศษโดยเฉพาะ จึงเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายที่จัดตั้ง หาจำเป็นต้องมีพยานบุคคลมาเบิกความรับรองว่าเป็นนิติบุคคลไม่
 

     แม้พนักงานของโจทก์จะได้รับเงินเดือนจากโจทก์เป็นประจำอยู่แล้วแต่เมื่อโจทก์ต้องใช้พนักงานมาซ่อมแซมทรัพย์สินที่เสียหายอันเกิดจากการละเมิดของจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างล่วงเวลาของพนักงานโจทก์จากจำเลยได้


     ข้อสังเกต บันทึกรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวพอถือได้ว่าโจทก์ได้ขอถอนฟ้องโดยบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาลแล้ว (จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ยื่นคำให้การ)

การถอนฟ้องภายหลังจำเลยยื่นคำให้การ (ม.175 ว.2)
    กรณีถอนคำฟ้องภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้ว โจทก์ต้องทำคำขอเป็นคำร้อง และถ้าศาลจะอนุญาตให้ถอนฟ้อง

     กฎหมายบังคับให้ศาลต้องฟังจำเลยก่อนตาม ปวิพ. ม. 175 (1) ถ้าศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องไปโดยไม่ฟังจำเลยก่อน ไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม ม. 27 (ฎ. 777/2503) อย่างไรก็ดี หากศาลไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง โดยศาลสั่งยกคำร้องตาม ม. 131 (1) ก็ไม่จำต้องฟังจำเลยก่อน
 

     คดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ปวิพ. ม. 177 ประกอบ ม. 197 กรณีน่าจะเป็นกรณีตาม ม. 175 ว. 1 ไม่ใช่ ม. 175 ว. 2 โจทก์จึงขอถอนฟ้องได้โดยไม่จำต้องฟังจำเลยก่อน (ฎ. 6412/2556)
 

ฎ. 6412/2556 จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 กรณีไม่อยู่ในบังคับ ปวิพ. ม. 175 ว. 2 ที่ศาลต้องฟังจำเลยที่ 1 ก่อนมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้โดยไม่จำต้องฟังจำเลยที่ 1 ก่อน
แม้กฎหมายมิได้บัญญัติว่าโจทก์จะขอถอนคำฟ้องได้ถึงเมื่อใด ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า โจทก์ต้องขอถอนฟ้องระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา (ฎ. 7887/2542) (แต่ศาลจะอนุญาตหรือไม่ก็ต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 175) อย่างไรก็ตาม ถ้าศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ตาม ม. 243 (1) คดีก็กลับมาเข้าสู่การพิจารณาของศาลชั้นต้นอีกครั้งหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิขอถอนคำฟ้องได้ โดยอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะมีอำนาจพิจาณาสั่งคำร้องขอถอนฟ้องได้ (ฎ. 5623/2548)

 

     กรณีมีจำเลยหลายคน โจทก์ขอถอนฟ้องทั้งคดี ก็ต้องพิจารณาจำเลยแต่ละคนว่ายื่นคำให้การต่อสู่คดีไว้แล้วหรือไม่ (ฎ. 3443/2545)
 

     การที่ทนายจำเลยแถลงคัดค้านว่าคำร้องขอถอนฟ้อง ไม่บอกเหตุผลของการถอนฟ้อง ถือว่าศาลฟังจำเลยก่อนมีคำสั่งแล้ว ตาม ปวิพ. ม. 175 ว. 2 (ฎ. 1677/2540)
 

ฎ. 1677/2540 คำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ไม่จำต้องแสดงเหตุผลในการถอนฟ้องในคำร้องหรือต้องแสดงเหตุผลในการถอนฟ้องให้จำเลยทราบ ศาลก็มีอำนาจที่จะอนุญาตให้ถอนฟ้องได้
 

คดีที่มีจำเลยหลายคนโจทก์ถอนฟ้องเฉพาะจำเลยบางคน ดังนี้ ศาลสอบถามเฉพาะจำเลยที่ถอนฟ้องเท่านั้น (ฎ. 679/2506)
 

การที่ศาลจะอนุญาตให้ถอนฟ้องตาม ม. 175 ว. 2 เป็นดุลพินิจของศาล (ฎ. 967/2556, ฎ. 1572/2534, ฎ. 3398/2532, คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 315/2504 (ป)
 

ฎ. 967/2556 จากบัญญัติ ปวิพ. ม. 175 ว. 2 เห็นได้ชัดว่ากฎหมายให้สิทธิโจทก์ถอนคำฟ้องจากศาลได้ในเมื่อโจทก์ไม่ต้องการที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป แต่มีเงื่อนไขว่าในกรณีที่จำเลยยื่นคำให้การแล้ว ศาลจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องโดยไม่ฟังจำเลยก่อนไม่ได้และให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องหรือไม่ก็ได้ ไม่ว่าจำเลยจะคัดค้านการถอนฟ้องของโจทก์หรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้โดยคำนึงถึงความสุจริตของโจทก์ในการดำเนินคดีตลอดจนความเป็นธรรมและความเสียหายของจำเลยประกอบด้วย
 

เมื่อได้ฟังจำเลยแล้ว แม้จำเลยจะคัดค้าน ศาลก็อนุญาตให้ถอนฟ้องได้ (ฎ. 469/2546, ฎ. 6787/2553)
 

ฎ. 469/2546 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มิได้มีบทบัญญัติว่าด้วยการถอนอุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะ แต่มาตรา 246 ของลักษณะ 1 ว่าด้วยอุทธรณ์บัญญัติให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยการพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในศาลชั้นต้นมาใช้บังคับแก่การพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นอุทธรณ์ได้โดยอนุโลมคำฟ้องอุทธรณ์จึงเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(3)กรณีต้องนำเรื่องการถอนฟ้องตามมาตรา 175 มาใช้บังคับกับการถอนคำฟ้องอุทธรณ์โดยอนุโลม โดยมาตรา 175(1) บังคับเพียงว่า ห้ามไม่ให้ศาลอนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอดหากมีก่อน แม้จะมีการคัดค้านการขอถอนคำฟ้องก็อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะสั่งอนุญาตได้ ทั้งการขอถอนคำฟ้องก็เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย ถือไม่ได้ว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่สุจริตเพื่อเอาเปรียบในเชิงคดี ดังนั้น เมื่อคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จำเลยขอถอนอุทธรณ์ ก็ย่อมอยู่ในดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่จะอนุญาตให้จำเลยถอนอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 ประกอบด้วยมาตรา 175 ส่วนการที่โจทก์อ้างว่าจะทำให้ตนเสียเปรียบเพราะทำให้โจทก์เสียหายไม่สามารถยื่นฟ้องใหม่ได้ภายในกำหนดอายุความนั้น ก็มิใช่เงื่อนไขที่เกี่ยวกับการอนุญาตให้ถอนอุทธรณ์แต่อย่างใด
 

โจทก์ขอถอนฟ้องโดยไม่สุจริตหรือโจทก์ดำเนินคดีบกพร่อง ทำให้จำเลยเสียเปรียบศาลไม่อนุญาต เช่น ถอนฟ้องเพราะโจทก์อาจแพ้คดีได้ (ฎ. 7944/2542) หรือโจทก์ไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานตาม ปวิพ. ม. 88 ไว้ (ฎ. 3962/2535)
อย่างไรก็ตาม ถ้าข้อบกพร่องของโจทก์ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาแห่งคดี แม้ศาลจะยกฟ้องโจทก์ก็ฟ้องใหม่ได้ เช่นนี้ ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ ศาลอนุญาต (ฎ. 2223/2534)

 

ฎ. 2223/2534 แม้หากศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจนเสร็จสำนวนจะต้องพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไม่ถูกต้องก็ตาม แต่การพิพากษายกฟ้องโดยอาศัยเหตุดังกล่าว ไม่เกี่ยวกับประเด็นในเนื้อหาแห่งคดี จึงไม่เป็นการต้องห้ามมิให้คู่ความรื้อร้องฟ้องกันอีก ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จึงหามีผลทำให้จำเลยเสียเปรียบในเชิงคดีไม่และเมื่อการอนุญาตให้ถอนฟ้องมีเหตุอันสมควร ฟ้องแย้งย่อมตกไป
 

การที่โจทก์ขอถอนฟ้องเพื่อฟ้องใหม่ เนื่องจากฟ้องบกพร่อง และพ้นกำหนดเวลาแก้ไขฟ้องแล้วตาม ปวิพ. ม. 179, 180 ทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ศาลไม่อนุญาต (ฎ. 6403/2539)
 

ดุลพินิจที่ศาลจะอนุญาตให้ถอนฟ้องหรือไม่ศาลคำนึงแต่ข้อได้เปรียบเสียเปรียบของคดีในส่วนที่เกี่ยวกับคำฟ้องคำให้การเท่านั้น ไม่ต้องคำนึงถึงฟ้องแย้ง (ฎ. 6443/2537)
 

โจทก์ขอถอนฟ้องเพราะฟ้องที่ดินผิดแปลง สมควรให้ถอนฟ้องได้ เพราะโจทก์ย่อมนำคดีมาฟ้องจำเลยเกี่ยวกับที่ดินแปลงที่พิพาทกันอย่างแท้จริงใหม่ได้ คู่ความทั้งสองฝ่ายก็จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอีก (ฎ. 3871/2541)
 

โจทก์ขอถอนฟ้องเพราะฟ้องผิดศาล โจทก์ก็อาจนำคดีไปฟ้องที่ศาลที่อยู่ในเขตอำนาจได้ ดังนี้ แม้จำเลยจะให้การต่อสู้คดีไว้ จึงไม่ทำให้จำเลยเสียหายแต่อย่างใด สมควรอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ (ฎ. 903/2547)

ผลของการถอนฟ้อง (ม. 176)
      การถอนฟ้องย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้อง รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่นๆ ภายหลังยื่นคำฟ้องนั้น และทำให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลยแต่อาจยื่นฟ้องใหม่ได้ภายในอายุความ
คำว่า ลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้อง รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื้นๆ ภายหลังยื่นคำฟ้อง เท่ากับไม่มีการยื่นคำฟ้องมาก่อนเลยและกระบวนพิจารณาอื่นๆ ภายหลังจากยื่นคำฟ้องก็ถูกลบล้างไปด้วย เช่น การยื่นคำให้การของจำเลยก็ถูกลบล้างไปด้วย ถือว่าจำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีโจทก์ จำเลยร่วมคนอื่นจึงไม่อาจถือเอาประโยชน์จากคำให้การของจำเลยที่โจทก์ขอถอนฟ้องมาเป็นประโยชน์แก่คดีของตนได้ตาม ปวิพ. ม. 59 (ฎ. 1938/2540) และผลแห่งการถอนฟ้องเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมที่ต้องวางพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ม. 229 ก็ต้องคืนให้แก่ผู้อุทธรณ์ (ฎ. 6832/2553)

 

ฎ. 1938/2540 โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่1รับผิดชำระหนี้ในฐานะผู้กู้และจำเลยที่2รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันมูลความแห่งคดีจึงเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันไม่ได้แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา59(1)ให้ถือว่าบรรดากระบวนพิจารณาซึ่งได้ทำโดยหรือทำต่อคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้นให้ถือว่าได้ทำโดยหรือทำต่อคู่ความร่วมคนอื่นๆด้วยก็ตามแต่หลังจากที่จำเลยที่1ยื่นคำให้การยกอายุความเรื่องสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้เงินขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ขอถอนฟ้องจำเลยที่1ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่1ออกจากสารบบความแล้วผลย่อมเป็นไปตามมาตรา176แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่ว่าการถอนคำฟ้องย่อมมีผลลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องนั้นรวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่นๆอันมีมาต่อภายหลังยื่นคำฟ้องและกระทำให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นคำฟ้องเลยดังนั้นกระบวนพิจารณาที่จำเลยที่1ยื่นคำให้การยกอายุความเรื่องสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้เงินขึ้นต่อสู้โจทก์ถือว่าเป็นอันลบล้างไปด้วยผลของการถอนฟ้องตามบทบัญญัติดังกล่าวเท่ากับว่าไม่มีกำหนดอายุความเรื่องสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ของจำเลยที่1ที่จะนำมาพิจารณาได้อีก การตกลงเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่1มิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ตามสัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่1จึงมิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่หนี้ตามสัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่1จึงไม่ระงับเมื่อจำเลยที่1ผู้กู้ตกเป็นผู้ผิดนัดแล้วจำเลยที่4ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาค้ำประกันด้วย
 

ฎ. 6832/2553 เงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาที่ผู้อุทธรณ์นำมาวางต่อศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 เป็นเพียงเงินที่วางไว้เพื่อเป็นประกันว่า หากในที่สุดศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้อุทธรณ์ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมแทนคู่ความที่ชนะคดีแล้ว ผู้ชนะคดีจะมีสิทธิได้รับค่าธรรมเนียมที่ได้ออกใช้ก่อนจากเงินที่ผู้อุทธรณ์วางไว้ มิใช่เป็นการวางเพื่อชำระหนี้ให้แก่คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีในศาลชั้นต้น จึงต้องถือว่าเงินดังกล่าวยังเป็นของผู้อุทธรณ์
 

ป.วิ.พ. มิได้มีบทบัญญัติว่าด้วยการถอนอุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะ แต่มาตรา 246 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในศาลชั้นต้นมาใช้บังคับแก่การพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นอุทธรณ์ได้โดยอนุโลม เมื่อคำฟ้องอุทธรณ์เป็นคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) กรณีต้องนำเรื่องการถอนฟ้องตามมาตรา 176 มาใช้บังคับกับการถอนคำฟ้องอุทธรณ์โดยอนุโลม เมื่อศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยถอนคำฟ้องอุทธรณ์ ย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องอุทธรณ์รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่นๆ อันมีต่อมาภายหลังยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ และกระทำให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นคำฟ้องอุทธรณ์เลย ดังนี้ เงินค่าธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ที่จำเลยนำมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ จึงตกกลับคืนสู่จำเลยผู้เป็นเจ้าของ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยมีสิทธิรับเงินดังกล่าวคืนจากศาล จึงเป็นเรื่องระหว่างศาลกับจำเลยและผู้ร้องโดยเฉพาะ โจทก์ไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
 

กรณีจำเลยขอถอนฟ้องแย้ง ย่อมมีผลเพียงลบล้าง ผลแห่งการยื่นคำฟ้องแย้งเท่านั้นมิได้ทำให้คำให้การของจำเลยสิ้นไปด้วย (ฎ. 5258/2555)
 

ฎ. 5258/2555 ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม บัญญัติว่า จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ อันเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้สิทธิแก่จำเลยที่จะฟ้องกลับโจทก์ได้ในคดีเดียวกัน กรณีดังกล่าวจึงต้องมีส่วนคำให้การแก้ข้อกล่าวหาของจำเลยเป็นเบื้องต้น กับส่วนที่จำเลยฟ้องแย้งโจทก์ ซึ่งเมื่อจำเลยขอถอนฟ้องแย้งโดยมิได้ขอถอนคำให้การด้วย ก็มีผลลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องแย้งเท่านั้น มิได้ทำให้คำให้การของจำเลยสิ้นไปด้วยแต่อย่างใด
 

โจทก์อ้างว่า จำเลยสั่งซื้อและรับสินค้าไปจากโจทก์รวม 16 ครั้ง ตามตารางคำนวณยอดหนี้เอกสารท้ายฟ้อง จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่าไม่ได้ซื้อสินค้าจากโจทก์ ทั้งยังให้การด้วยว่าโจทก์ส่งสินค้าให้แก่จำเลยเป็นเงิน 148,780.98 ดอลลาร์สหรัฐ กรณีจึงถือว่า จำเลยยอมรับข้ออ้างดังกล่าวของโจทก์ และคดีไม่มีประเด็นพิพาทในเรื่องนี้ที่โจทก์จะต้องนำสืบแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงตามข้ออ้างของโจทก์ส่วนนี้รับฟังได้ตามฟ้อง โดยที่ไม่จำต้องนำใบแจ้งหนี้มารับฟังเป็นพยานหลักฐาน
 

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยมิได้มีคำขอบังคับให้ชำระเป็นเงินไทยด้วย การที่โจทก์บรรยายฟ้องเทียบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทยในวันฟ้องก็เพื่อประโยชน์ในการคิดค่าขึ้นศาลเท่านั้น ในกรณีเช่นนี้ย่อมเป็นสิทธิของจำเลยที่จะชำระหนี้เป็นเงินไทยโดยคิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่ใช้เงินและเวลาที่ใช้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 196 ดังนั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในวันครบกำหนดชำระเงินแต่ละจำนวน จึงเป็นเรื่องที่โจทก์มิได้มีคำขอและเป็นกรณีพิพากษาเกินคำขอ
 

คดีที่มีจำเลยหลายคน และโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ให้การยกอายุความต่อสู้ไว้
 

ผลของการถอนฟ้องย่อมเป็นการลบล้างข้อต่อสู้ดังกล่าวด้วย จำเลยอื่นจึงไม่อาจถือเอาข้อต่อสู้เรื่องอายุความเป็นข้อต่อสู้ของตนตาม ปวิพ. 59(1) (ฎ. 1938/2540)


คดีฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ย่อมมีฐานะเป็นบุคคลนอกคดี ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้เป็นไปตามคำขอของโจทก์ที่ขอเพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยทั้งสองได้ตาม ปวิพ. ม. 145 จึงต้องพิพากษายกฟ้อง (ฎ. 2161/2538)


เมื่อศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องแล้ว โดยผลของ ม. 176 โจทก์ย่อมไม่อยู่ในฐานะคู่ความและไม่มีส่วนได้เสียในผลแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์จึงไม่มีอำนาจอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น (ฎ. 7740-7747/2553)


โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีใหม่ได้ภายในอายุความ
การถอนฟ้องที่มีผลเป็นการลบล้างการยื่นคำฟ้องและทำให้คู่ความกลับเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีกานยื่นฟ้องอันมีผลทำให้โจทก์อาจยื่นฟ้องใหม่ได้นั้น หมายถึง การถอนคำฟ้องนั้นได้ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีคดีค้างพิจารณาอยู่ในศาล ถ้าการถอนฟ้องยังไม่ถึงที่สุด โจทก์ฟ้องใหม่เป็นฟ้องซ้อนตาม ปวิพ. ม. 173 วรรค 2 (1)


ผลของการถอนฟ้อง แม้โจทก์จะมีสิทธิยื่นคำฟ้องใหม่ภายในกำหนดอายุความตามบทบัญญัติ ม. 176 ก็ตาม แต่ถ้าโจทก์สละสิทธิในการฟ้องคดีใหม่แล้ว โจทก์จะนำคดีมาฟ้องใหม่ไม่ได้ เช่น โจทก์ขอถอนฟ้องโดยไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยในเรื่องเดียวกันนั้นอีกต่อไป ถือว่าสละสิทธินำคดีมาฟ้องใหม่ ย่อมผูกมัดโจทก์ โจทก์จะฟ้องจำเลยใหม่อีกไม่ได้ (ฎ. 7834/2540, ฎ. 2002/2511) โดยเฉพาะกรณีการถอนฟ้องเนื่องจากโจทก์แพ้ตามคำท้า (ฎ. 2240/2515)


การพิจารณาว่าโจทก์สละสิทธิในการดำเนินคดีมาฟ้องใหม่หรือไม่ คงพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและคำแถลงโจทก์ในคดีดังกล่าวประกอบกัน ส่วนข้อเท็จจริงตามคำสั่งศาลในการสั่งคำร้องขอถอนฟ้องและตามคำเบิกความของโจทก์ในคดีใหม่ จะไทม่นำนาพิจารณาด้วย (ฎ.292/2552)


การที่โจทก์ขอถอนฟ้องโดยแถลงต่อศาลเพียงว่าไม่มีความประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปไม่เป็นการสละสิทธิ มีความหมายว่าไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยในคดีนั้นเท่านั้น โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ได้ (ฎ. 2319/2543, ฎ. 3998/2540, ฎ. 2891/2537)


กรณีโจทก์ขอถอนฟ้องในคดีที่มีฟ้องแย้ง เมื่อศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องแล้ว มีผลทำให้เฉพาะคดีโจทก์ไม่มีฟ้องเดิมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้น ไม่ทำให้ฟ้องแย้งตกไปด้วย เพราะยัวมีตัวโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยตามฟ้องแย้งอยู่ (ฎ. 2686/2548)





การถอนฟ้อง ปวิพ. มาตรา 175, 176 | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 6720 ครั้ง
ลงวันที่ 04/12/2019 10:45:09





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน