คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1286/2553
ป.พ.พ. มาตรา 159,160
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7
ขณะทำสัญญาซื้อขายสินค้าและสัญญาเช่า โจทก์ไม่ทราบว่าสินค้าดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เหตุแห่งการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดของโจทก์จึงเกิดจากการฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 และที่ 3 อันเป็นผลทำให้นิติกรรมการซื้อขายและการทำสัญญาเช่าตกเป็นโมฆียะ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นคู่กรณีที่เป็นฝ่ายฉ้อฉลโจทก์ย่อมมีความผูกพันตามสัญญาดังกล่าวจนกว่าจะมีการบอกล้างโมฆียะกรรมนั้น และการบอกล้างโมฆียะกรรมเป็นนิติกรรมระงับสิทธิจึงต้องมีการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้ง การที่โจทก์ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ถือเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรม เพราะการร้องทุกข์ไม่ใช่การแสดงเจตนาเพื่อก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวในสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง สัญญาเช่าดังกล่าวจึงมีผลผูกพันคู่สัญญา จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าเช่าสินค้าตามสัญญาเช่าดังกล่าว จึงถือว่าเป็นเช็คที่มีมูลหนี้ซึ่งบังคับได้ตามกฎหมาย
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีชั่วคราว
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 4 กระทง จำเลยที่ 1 ปรับกระทงละ 10,000 บาท จำเลยที่ 3 จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวมจำเลยที่ 1 ปรับ 40,000 บาท จำเลยที่ 3 จำคุก 4 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29
จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เสนอขายสินค้าตู้จำหน่ายเครื่องดื่มอัตโนมัติให้แก่โจทก์ โดยมีข้อตกลงว่าเมื่อทำสัญญาซื้อขายกันแล้วจะให้จำเลยที่ 1 เช่าและเมื่อจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าให้โจทก์ครบตามสัญญา จำเลยที่ 1 มีข้อผูกพันที่จะต้องซื้อสินค้าดังกล่าวไปจากโจทก์ในราคาที่กำหนดไว้ในสัญญาตาม การทำสัญญาซื้อขายและสัญญาเช่าดังกล่าวทำในวันเดียวกัน จำเลยทั้งสามร่วมกันจ่ายเช็คพิพาท ให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าเช่าดังกล่าว เมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดโจทก์นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงิน แต่ไม่มีเงินในบัญชีพอจ่ายธนาคารตามเช็คจึงปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับโดย ให้เหตุผลว่า ยังไม่มีการตกลงกับธนาคาร ภายหลังจากทำสัญญาซื้อขายและสัญญาเช่าดังกล่าวแล้วโจทก์ทราบความจริงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของสินค้าที่จำเลยทั้งสามร่วมกันนำมาเสนอขายและทำสัญญาเช่ากับโจทก์ดังกล่าว โจทก์จึงแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสาม ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงโจทก์
ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์การซื้อขายและสัญญาเช่าตามทางนำสืบของโจทก์แสดงให้เห็นว่าขณะทำสัญญาซื้อขายและสัญญาเช่าโจทก์ไม่ทราบว่าสินค้าดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ซึ่งแม้เป็นความสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมแต่การที่โจทก์เข้าทำสัญญาดังกล่าวก็เนื่องมาจากการกล่าวอ้างเสนอขายของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ว่าสินค้าดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 เหตุแห่งการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดของโจทก์จึงเกิดจากการฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 อันเป็นผลให้นิติกรรมการซื้อขายและการทำสัญญาเช่าตกเป็นโมฆียะจำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นคู่กรณีที่เป็นฝ่ายฉ้อฉลโจทก์ ย่อมมีความผูกพันตามสัญญาดังกล่าวจนกว่าจะมีการบอกล้างโมฆียะกรรมนั้น และการบอกล้างโมฆียะกรรมเป็นนิติกรรมระงับสิทธิจึงต้องมีการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้ง การที่โจทก์ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ถือเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรมเพราะการร้องทุกข์ไม่ใช่การแสดงเจตนาเพื่อก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวในสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง สัญญาเช่าดังกล่าวจึงมีผลผูกพันคู่สัญญาสามารถบังคับได้ตามกฎหมาย
พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
ที่มา เว็บไซต์ศาลฎีกา กองผู้ช่วยผู้พิพากษา (ยังไม่เจอคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวในสำนักวิชาการ)
คำพิพากษาฎีกาที่ 1918/2541
ป.พ.พ. มาตรา 30, 175
.
ช. สุภาพไม่ค่อยดี มีอาการหลงลืม และตาไม่ค่อยดีมาตั้งแต่ปี 2532 มีอายุสูงถึง 95 ปี หนังสือสัญญาให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลย ช. ใช้วิธิพิมพ์ลายนิ้วมือแทนการลงลายมือชื่อ ซึ่งอาจมีบุคคลช่วยจับมือให้พิมพ์ลายนิ้วมือก็เป็นได้ต่างกับเมื่อครั้งที่ ช. ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองและบันทึกข้อความซึ่ง ช. ลงลายมือชื่อด้วยการเขียนและในบันทึกข้อความ ช. ได้เขียนข้อความเป็นตัวหนังสือยาวถึง 12 บรรทัด แสดงให้เห็นว่า ในตอนนั้นนอกจาก ช. จะมีสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์ดีแล้วข้อความที่ปรากฏยังทำให้ล่วงรู้เจตนาของ ช. ว่าเจตนาจะยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เพียงผู้เดียว สัญญาให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลย จึงตกเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. มาตรา 30 เมื่อ ช. ผู้ให้ถึงแก่ความตายก่อนมีการบอกล้างโมฆียะกรรม โจทก์ซึ่งเป็นทายาทของ ช. ย่อมมีสิทธิบอกล้างได้ตามมาตรา 175 และการที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ถือว่าโจทก์บอกล้างแล้ว ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 176
ที่มา สำนักวิชาการ เล่ม 3
คำพิพากษาฎีกาที่ 3285/2553
ป.พ.พ. มาตรา 157 176
ป.วิ.พ. มาตรา 142
ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 2 ใน 3 ส่วน ตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลปานกลางที่ 80 เมตร จึงต้องห้ามมิให้ทำการปลูกสร้างอาคารในบริเวณดังกล่าวตามประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม การที่โจทก์เพิ่งมาทราบข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทไม่สามารถปลูกสร้างอาคารได้ภายหลังจากที่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินไปแล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญตาม ป.พ.พ. มาตรา 157 ซึ่งหากมิได้มีความสำคัญผิดดังกล่าว สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินคงจะมิได้กระทำขึ้น เพราะความตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินข้อ 6 ระบุไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทก็เพื่อประกอบธุรกิจปลูกสร้างบ้าน อาคารเพื่ออยู่อาศัย ให้เช่า หรือขายให้ผู้อื่น ดังนี้ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจึงตกเป็นโมฆียะตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าในเวลาต่อมาโจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญา และขอให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินที่ได้รับไปแล้วแก่โจทก์ จึงเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรมดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง มิผลให้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม กล่าวคือ จำเลยต้องคืนเงินค่าที่ดินที่ได้รับไปทั้งหมดให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย....
ที่มา สำนักวิชาการ เล่ม 4 หน้า 117
สรุปเกี่ยวกับการบอกล้างโมฆียะกรรมทั้งสามฎีกาได้ดังนี้
1. การฟ้องคดีปฏิเสธการปฏิบัติตามสัญญาถือเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรม
2. การบอกเลิกสัญญาถือเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรม
3. การร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาไม่ถือเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรม เพราะการร้องทุกข์ไม่ใช่การแสดงเจตนาเพื่อก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวในสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง
|