คำพิพากษาฎีกาที่ 3356/2526 เกี่ยวกับพยานบอกเล่าคดีอาญา
โจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความ เพราะพนักงานสอบสวนไม่สามารถสอบสวนผู้เสียหายเป็นพยานได้ โจทก์อ้างส่งแต่คำให้การชั้นสอบสวนของพยานที่อ้างว่ารู้เห็นเหตุการณ์และจำหน้าคนร้านได้ ซึ่งเป็นพยานบอกเล่า / คำตำรวจผู้จับก็มีแต่ว่าภริยาผู้เสียหายแจ้งให้จับจำเลยและเมื่อให้ดูตัว ผู้เสียหายก็ยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายยิงผู้เสียหาย คำตำรวจผู้จับก็เป็นพยานบอกเล่า / แม้จำเลยให้การรับสารภาพต่อผู้จับ คำรับสารภาพก็เป็นเพียงพยานบอกเล่า เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธย่อมไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยได้
(จูริสเขียน) อย่างไรก็ตาม ตามมาตรา 95/1 วรรคสอง ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า เว้นแต่
(1) ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ หรือ
(2) มีเหตุจำเป็นเนื่องจากไม่สามารถนำบุคคลที่เป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวกบเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้น
ข้อสังเกต จะเห็นได้ว่าจูริสได้อ้าง ป.วิ.พ. มาตรา 95/1 (พยานบอกเล่า หน้า 271 ถึง 279) มาใช้กับพยานบอกเล่าในคดีอาญาซึ่งทำให้ผู้อ่านอาจเกิดความสับสน แต่ก็ได้อธิบายเกี่ยวกับพยานบอกเล่าในคดีอาญา หน้า 279 ว่า การรับฟังพยานบอกเล่าในคดีอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 ได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรับฟังพยานบอกเล่าไว้แล้ว แม้ตัวบทจะมีหลักเกณฑ์เดียวกัน แต่อาจจะทำให้ผู้อ่านอ้างมาตราผิดได้)
(จำ! ตัวบท ป.วิ.พ. มาตรา 95/1 วรรคสอง และ ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง นั้น ถ้าจำตัวบทไม่ได้ ให้จำคำที่เน้นตัวหนาที่ผู้เขียนเน้นไว้ให้เพื่อให้ได้คะแนนดี น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้, มีเหตุจำเป็น, มีเหตุสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม)
ข้อสงสัย ผู้เขียน เห็นว่า "แม้จำเลยให้การรับสารภาพต่อผู้จับ คำรับสารภาพก็เป็นเพียงพยานบอกเล่า" การที่จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมน่าจะเป็นไปตามบทบัญญัติ ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคท้าย ซึ่งพออธิบายได้ดังนี้
1. ถ้าเป็นคำรับสารภาพว่าผู้ถูกจับเป็นผู้กระทำความผิด มาตรา 84 วรรคท้าย บัญญัติว่า "ถ้อยคำใดๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้แก่พนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
2. แต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่น จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือมาตรา 83 วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับ แล้วแต่กรณี
จะเห็นได้ว่า การที่จำเลยให้การรับสารภาพ ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 3356/2526 นั้น ห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐานโดยเด็ดขาด ศาลไม่อาจหยิบยกคำรับสารภาพในชั้นจับกุมว่าจำเลยได้กระทำความผิดมาประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์เพื่อลงโทษจำเลยได้
และจะเห็นได้จาก จูริสหน้า 407 ที่กล่าวว่า คำบอกเล่าที่ขัดต่อผลประโยชน์ของตนเอง รับฟังได้ (ปรับตามข้อยกเว้นมาตรา 226/3 (1) นั้น มีคำพิพากษาฎีกาที่ 226/2486 วินิจฉัยว่า จำเลยรับต่อตำรวจผู้จับกุมว่าจำเลยสมคบกับพวกลักทรัพย์ ถ้อยคำที่่่จำเลยพูดเช่นนั้น ตำรวจเป็นผู้ได้เห็นได้ยินได้ฟังจำเลยกล่าวเอง เป็นพยานชั้น 1 แต่ข้อความที่จำเลยบอกตำรวจว่าจำเลยกับพวกสมคบกันลักทรัพย์ จำเลยจะได้สมคบกันลักทรัพย์จริงหรือไม่ตำรวจไม่เห็น เป็นแต่ทราบจากคำบอกของจำเลย ตอนนี้เป็นพยานบอกเล่า ถึงแม้จะเป็นพยานบอกเล่าก็รับฟังได้ เพราะเป็นถ้อยคำปรึกปรำตนเอง
และคำพิพากษาฎีกาที่ 1819/2532 จำเลยยอมรับต่อเจ้าพนักงานตำรวจที่กองกำลังพลกรมตำรวจว่า จำเลยเป็นผู้แก้ไขตำแหน่งและเลขประจำตำแหน่งในบันทึกการขอบรรจุข้าราชการตำรวจที่ผู้บังคับบัญชาของจำเลย เสนอแต่งตั้งให้จำเลยดำรงตำแหน่งรองสารวัตรปกครองป้องกันสถานีตำรวจนครบาลประชาชื่น เป็นตำแหน่งรองสารวัตรปกครองป้องกันสถานตำรวจนครบาลชนะสงคราม แม้คำรับดังกล่าวจะเป็นคำบอกเล่าก็ตาม แต่ก็เป็นคำบอกเล่าที่ทำให้ตนเองเสียประโยชน์ จึงรับฟังได้
จะเห็นได้ว่า คำพิพากษาฎีกาที่ 226/2486 และ 1819/2532 นั้นเป็นคำรับสารภาพในชั้นจับกุม ซึ่งกรณีน่าจะใช่บทบัญญัติมาตรา 84 วรรคท้าย ซึ่งเป็นบัญญัติเป็นการเฉพาะแล้ว มากกว่านำบทบัญญัติ ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 (1) มาปรับใช้
ถ้าเป็นกรณีเป็นถ้อยคำอื่น ศาลจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อมีการแจ้งสิทธิตามมาตรา 84 วรรคหนึ่งหรือมาตรา 83 วรรคสอง ข้อสังเกต คำว่า "รับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับ" เท่านั้น ถ้าเป็นถ้อยคำซัดทอดว่าผู้อื่นเป็นผู้กระทำความผิด ก็อาจเป็นพยานหลักฐานในฐานเป็นคำซัดทอดในการพิสูจน์ของผู้ถูกซัดทอดได้ แต่ศาลคงต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง โดยไม่อาจรับฟังโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลยได้ (227/1 วรรคหนึ่ง)
|